ราชการบรรดาที่มีตำแหน่งขึ้นอยู่ในพระมหาอุปราช เรียกรวมกันตามชื่อวังว่า “กรมพระราชวังบวรสถานมงคล” แล้วเอาแบบนั้นไปตั้งขึ้นสำหรับวังหลังขนานนามว่า “กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข” จึงเกิดนามเรียกกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และกรมพระราชวังบวรสถานพิมุขแต่นั้นสืบมา
ถ้าว่าด้วยหน้าที่ของพระมหาอุปราช ๆ มีหน้าที่ในการทำศึกตรงกับคำที่เรียกว่า “ฝ่ายหน้า” เป็นสำคัญกว่าอย่างอื่น พึงเห็นอธิบายได้แม้ในกรุงรัตนโกสินทรนี้ในรัชกาลที่ ๑ พระมหาอุปราชก็ต้องทำศึก ทั้งที่โดยเสด็จและเสด็จไปโดยลำพังพระองค์มาจนตลอดพระชนมายุ ถึงรัชกาลที่ ๒ พม่ามาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตก ถึงรัชกาลที่ ๓ เกิดกบฏเวียงจันทร์ พระมหาอุปราชก็เสด็จไปบัญชาการศึกทั้ง ๒ คราว แต่ถึงรัชกาลที่ ๔ จะยกกองทัพไปตีเมืองเชียงตุง พระมหาอุปราชทรงศักดิ์อย่างเป็นพระเจ้าแผ่นดิน จึงโปรดให้กรมหลวงวงศาธิราชสนิทไปบัญชาการศึกต่างพระมหาอุปราช[1] เป็นตัวอย่างมาดังนี้ นอกจากทำศึก พระมหาอุปราชยังมีหน้าที่ตลอดไปถึงการป้องกันพระราชอาณาเขตต์ ข้อนี้ก็มีมาจนในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ เช่นในการสร้างป้อมปราการที่เมืองพระประแดง และเมืองสมุทรปราการ พระมหาอุปราชก็ทรงบัญชาการทั้งในรัชกาลที่ ๒ และรัชกาลที่ ๓ ถึงรัชกาลที่ ๔ ที่โปรดให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดทหารบกทหารเรือขึ้นทางฝ่ายวังหน้า ก็เนื่องมาแต่หน้าที่ของพระมหาอุปราชในการป้องกันพระราชอาณาเขตต์นั่นเอง เมื่อว่าโดยย่อหน้าที่ของพระมหาอุปราชเป็นฝ่ายทหารเนื่องด้วยการทำศึกสงครามมาแต่โบราณ จึงมีผู้คนทั้งนายและไพร่ขึ้นอยู่ในกรมพระราชวังบวรสถานมงคลมากกว่ากรมอื่นๆ เพื่อเกิดศึกสงครามเมื่อใดพระมหาอุปราชจะได้เรียกรี้พลได้ทันที ข้อนี้เป็นมูลเหตุที่มีขุนนางวังหน้า เรียกว่า “ข้าราชการฝ่ายพระราชวังบวร” ขึ้นเป็นจำนวนมากอีกแผนก ๑.
แต่ในเวลาว่างศึกสงครามพระมหาอุปราชหามีหน้าที่ในการปกครองพระราชอาณาเขตต์อย่างใดไม่ คำซึ่งกล่าวกันมาแต่ก่อนว่า “พระมหาอุปราชเสวยราชย์กึ่งพระนคร” นั้นมีมูลมาแต่การแบ่งเขตต์รักษาท้องที่ในบริเวณพระนคร อันเป็นแบบมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ที่ในกรุงเทพฯ นี้ปันเขตต์ (ว่าตามแผนที่ในปัจจุบันนี้) ตามแนวถนนพระจันทน์ตั้งแต่ท่าน้ำตรงไป
- ↑ เคยได้ยินท่านผู้ใหญ่เล่าว่า พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจำนงว่าถ้าตีเมืองเชียงตุงได้สำเร็จ จะทรงสถาปนาเป็นกรมหลวงวงศาฯ เป็นกรมพระราชวังหลัง.