ข้อ ๘ เงินภาษีอากรที่ขึ้นในตำแหน่งราชการหลายกรมนั้น ก็ประมูลกันขึ้นในท้องตราแต่ให้มากเท่านั้น เงินก็ไม่ได้เข้าพระคลัง ผู้ทำภาษีก็เอาเงินไขว้ไปใช้เสียดีกว่ากู้เขาไม่ต้องเสียดอกเบี้ย พากันเป็นหนี้หลวงคนหนึ่งนับร้อยชั่งก็มี นับพันชั่งก็มี การเรื่องนี้ก็จะต้องจัดเสียใหม่ ถ้าผู้ใดจะรับทำภาษีอากร ถ้าเป็นภาษีอากรเล็กน้อยไม่เป็นคนพากพูม ก็ให้เรียกเอาเงินล่วงหน้าเสียให้ครบจึงให้ทำ ถ้าถึงกำหนดผลัดเปลี่ยนจะทำต่อไปอีกก็ให้ส่งเงินล่วงหน้าอีก สุดแต่อย่าให้ค้างอยู่ได้ ถ้าเป็นภาษีอากรใหญ่ๆ เงินมาก ผู้ทำเป็นคนพากพูมอยู่ไว้ใจได้ ก็จะต้องเอาตามเรื่องราวของเขาถึงงวดจะส่งให้เสร็จปีละ ๔ งวด ถ้าถึงงวดไม่ได้ส่ง เจ้าจำนวนละเลยกันเสีย ไม่เร่งรัดก็จะต้องเอาโทษเจ้าจำนวน ถ้าโปรดได้อย่างนี้ก็จะได้เงินเข้ามาใช้ราชการแผ่นดินมากขึ้น
ข้อ ๙ ภาษีอากรสิ่งไรเป็นความเดือดร้อนแก่ราษฎรอยู่ก็จะต้องลดหย่อนผ่อนเลิกเสียบ้าง เหมือนหนึ่งภาษีสุกรแต่ก่อนพิกัดเรียก ๑๒ ซัก ๑ คิดเป็นราคาสุกรใหญ่ก็เป็นภาษีตัวละ ๑ บาท สุกรเล็กก็เป็นภาษีตัวละ ๓ สลึง เดี๋ยวนี้เจ้าภาษีเรียกเอาตัวละ ๒ บาท ๒ สลึงเสมอกัน จีนผู้ฆ่าสุกรขายก็ขายสุกรแพงขึ้นคิดเอาแก่เนื้อคนรับประทานๆ ก็ต้องรับประทานของแพง ก็เป็นความเดือดร้อนอย่างหนึ่ง และเจ้าภาษีผูกช่วงไปหัวเมือง ไปฆ่าสุกรขายแต่ผู้เดียว ผู้อื่นจะเสียภาษีให้จะขอฆ่าบ้างก็ไม่ได้ คิดซื้อขายเอากำไรมากขึ้น ทำให้ผิดทองตราไปต่างๆ ผู้ใดจะว่ากล่าวก็มิได้ ประการหนึ่งอากรน้ำเรียกค่าเครื่องมือละเอียดทุกสิ่ง จนชั้นไม่มีเครื่องมือไปจับปลาในหนองก็ต้องเสียเงินค่าเครื่องมือจับปลาคนละ ๑ บาทก็เป็นความเดือดร้อนของราษฎรอย่างหนึ่ง ถ้าจะโปรดให้เป็นความเย็นขึ้นแล้วก็เรียกเอาค่าเครื่องมือแต่สิ่งที่ใหญ่ ๆ ที่ชาวประมงค์ทำเป็นสินค้าซื้อขายเป็นอาณาประโยชน์อย่างนี้ก็ควรจะเรียกซึ่งชาวบ้านไร่หาเลี้ยงชีวิตเป็นธรรมดาชาวบ้านนอก ไม่เป็นการสินค้าโปรดพระราชทานยกเสียก็จะเป็นความเย็นใจขึ้นได้มาก และภาษีอากรอื่น ๆ ที่เป็นการหยุกหยิกรังความยังมีอีกหลายสิ่ง จะพรรณนากราบบังคมทูลฯ ก็จะยืดยาวนัก ทรงพระราชดำริตริตรองก็จะเห็นการตลอด
ข้อ ๑๐ ราษฎรถวายฎีกากล่าวโทษเจ้าภาษีอากรว่าฉ้อคุมเหง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ประทานฎีกาไปให้เจ้าจำนวนชำระ เจ้าจำนวนกับเจ้าภาษี