ระเบียบการที่จัดในสมัยนั้น พิเคราะห์ดูตามความรู้เห็น (ของผู้แต่งหนังสือนี้เมื่อยังเด็กแต่พอจำความได้บ้าง) ประกอบกับที่ได้ไต่ถามท่านผู้อื่นซึ่งทันมีตำแหน่งในราชการ และตรวจดูจดหมายเหตุต่างๆ ที่ปรากฏ เห็นว่าน่าสรรเสริญความเจตนาพยายามของท่านผู้ใหญ่ที่คิดจัด ด้วยเอาความข้อสำคัญทั้ง ๒ อย่าง คือที่จะให้ราชการบ้านเมืองดำเนินไปโดยเรียบร้อยเป็นปกติอย่าง ๑ กับที่จะฝึกหัดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงสามารถว่าราชการแผ่นดินได้เองอย่าง ๑ เป็นวัตถุที่ประสงค์เสมอกัน วางรูประเบียบการให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทำพระราชกิจของพระเจ้าแผ่นดินเหมือนสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลก่อนๆ หมดทุกอย่าง เว้นเสียแต่ที่จะต้องทรงพระราชดำริรัฐาภิบาลโนบาย และบังคับสั่งราชการเป็นเด็ดขาด ๒ อย่างนี้อยู่ในผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน แต่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินคิดเห็นอย่างไรหรือสั่งบังคับประการใด แล้วก็นำความขึ้นกราบทูลชี้แจงให้ทรงทราบเสมอเป็นนิจ ผิดกับลักษณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินซึ่งเรียกว่า “รีเยนต์” ตามประเพณีในยุโรป จึงเห็นว่าน่าสรรเสริญ ด้วยในเวลานั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชันษาถึง ๑๖ ปี พอทรงทราบผิดและชอบ มิได้ทรงพระเยาว์อย่างเป็นเด็ก ทั้งเวลาที่จะต้องมีผู้สำเร็จราชการแผ่นดินก็เพียง ๕ ปี ระเบียบราชการที่จัดเมื่อเริ่มรัชกาลที่ ๕ มีหลายอย่างจะพรรณนาแต่ที่เป็นการสำคัญ คือ
จัดระเบียบพระราชานุกิจ
คำที่เรียกว่าพระราชานุกิจ เรียกตามกฎมณเฑียรบาล หมายความว่า กำหนดเวลาซึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงประพฤติพระราชกิจต่างๆ ประจำวัน อันถือว่าเป็นการสำคัญในวิธีปกครองบ้านเมือง ซึ่งอำนาจสิทธิขาดอยู่ที่พระเจ้าแผ่นดินพระองค์เดียว ต้นตำรามีอยู่ในคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์ ซึ่งพวกพราหมณ์นำมาสอนแต่ดึกดำบรรพ์ แต่เมื่อเอามาใช้ในประเทศของชนชาติอื่นอันประเพณีผิดกับอินเดีย ก็ต้องแก้ไขรายการให้เหมาะแก่ภูมิประเทศ ข้อนี้พึงเห็นได้ในตำราพระราชานุกิจ ครั้งศรีอยุธยาที่ปรากฏอยู่ในกฎมณเฑียรบาล แม้ตำราในกฎมณเฑียรบาลนั้น ถ้าเทียบกับพระราชานุกิจของพระเจ้าแผ่นดินเมื่อตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา และพระราชานุกิจที่พระเจ้าแผ่นดินทรงประพฤติในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ก็เห็นได้ว่าได้แก้ไขต่อมาอีกโดยลำดับให้เหมาะแก่การและ