ดังเช่นการแต่งตัวของสัตรีมีบรรดาศักดิ์ฝ่ายใน เมื่อรัชกาลที่ ๔ โปรดพระราชทานอนุญาตให้นุ่งโจงเหมือนกับสัตรีทั้งปวง ก็บัญญัติให้กลับนุ่งจีบอีก[1] อนึ่ง พระวิมานองค์ตะวันออกซึ่งเป็นที่บรรธม เดิมทีเดียวเป็นพาไลรอบ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ทำพื้นที่พาไลยกขึ้นเป็นเฉลียงสำหรับเสด็จประทับลำราญพระราชอิริยาบถ เมื่อรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้แก้กลับเป็นพาไลอย่างของเดิมถึงรัชกาลที่ ๕ ท่านผู้อำนวยการก็ขอให้ทำเป็นเฉลียงขึ้นอีก (ดังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้) เป็นต้น แต่ทางฝ่ายหน้าสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนบำราบปรปักษ์ทรงอำนวยการ ทรงอนุโลมเอาแบบอย่างครั้งรัชกาลที่ ๔ ไว้โดยมาก จะยกตัวอย่างดังเช่นเลี้ยงพระฉันเวร เมื่อในรัชกาลที่ ๓ เลี้ยงหน้าพระที่นั่งในท้องพระโรงทุกวัน ในรัชกาลที่ ๔ ย้ายไปเลี้ยงที่พระที่นั่งสุทไธสวรรย์และให้เจ้านายทรงประเคนแทนพระองค์ ถึงรัชกาลที่ ๕ ก็คงให้เจ้านายเสด็จไปเลี้ยงพระฉันเวรที่พระที่นั่งดุสิดาภิรมย์ ต่อวันพระจึงนิมนต์เข้ามาฉันหน้าพระที่นั่งที่ในท้องพระโรงเหมือนอย่างรัชกาลที่ ๓ และคงมีสวดมนต์วันพระเหมือนอย่างรัชกาลที่ ๔ ฉะนี้เป็นต้น พระราชานุกิจในรัชกาลที่ ๕ เมื่อชั้นแรกเป็นดังนี้[2]
เวลาเช้า ๙ นาฬิกา เสด็จทรงบาตร์ ที่ทรงบาตร์อยู่นอกกำแพงบริเวณพระมหามณเฑียรทางด้านตะวันออกตั้งม้ายาววางขันเงินอันใส่เข้ากับไข่ต้มและของฉัน ๒ ห่อ ทุกขันเรียงกัน สำหรับทรงบาตร์พระสงฆ์องค์ละขัน ต่อนั้นไปถึงม้าตั้งโต๊ะเภสัชของหมากพลูสำหรับวางปากบาตร์ เมื่อรัชกาลที่ ๓ พระเจ้าลูกเธอพระองค์หญิงทรงวางของปากบาตร์ แต่ในรัชกาลที่ ๕ เวลานั้นพระเจ้าลูกเธอยังทรงพระเยาว์จึงให้พระเจ้าพี่นางน้องนางเธอผลัดเป็นเวรกันช่วยทรงวางของปากบาตร์ ต่อนั้นไปถึงม้าขันเข้าบาตร์ใบใหญ่