กับของใส่บาตร์อีกสำรับหนึ่ง เรียกว่า “ขันรองทรง” (สันนิษฐานว่าเดิมเห็นจะสำหรับสมเด็จพระอัครมเหษี หรือสมเด็จพระพันปีหลวงทรงบาตร์แต่เมื่อภายหลังมา) หม่อมเจ้าพนักงานเป็นผู้ตักบาตร์รองทรง เจ้านายผู้หญิงและท้าวนางตั้งขันกับพื้นเรียงกันตักบาตร์ต่อม้าทรงบาตร์และมีปี่พาทย์ผู้หญิงประโคมตลอดเวลาพระรับบิณฑบาตร์ เรียกกันว่า “เวลาพระส่อง”
พระสงฆ์ที่รับบิณฑบาตนั้นนิมนต์เป็นเวรกันมารับจึงเรียกว่า “บิณฑบาตร์เวร” เมื่อรัชกาลที่ ๑ นิมนต์แต่พระสงฆ์วัดระฆังผลัดกันกับวัดพระเชตุพน ด้วยพระสงฆ์สองวัดนั้นต้องรับราชทัณฑ์ในครั้งกรุงธนบุรี เพราะซื่อตรงต่อพระวินัยบัญญัติ มีความชอบปรากฏอยู่ในเรื่องพงศาวดาร ครั้นต่อมาในรัชกาลภายหลังเพิ่มจำนวนวัดซึ่งโปรดฯ ให้นิมนต์พระสงฆ์เข้ามารับบิณฑบาตร์ ขึ้นจนครบตามวันในสัปดาหะ และมีวัดสมทบด้วย จึงจัดเป็น ๗ เวร ดังนี้
วันอาทิตย์ วัดมหาธาตุเป็นต้นเวร วัดดุสิดารามสมทบ
วันจันทร์ วัดราชบูรณะเป็นต้นเวร วัดจักรวรรดิ วัดบพิตรพิมุขสมทบ
วันอังคาร วัดระฆังเป็นต้นเวร วัดอมรินทร วัดรังษี วัดพระยาธรรมสมทบ
วันพุธ วัดพระเชตุพนต้นเวร วัดสังเวช วัดสามพระยา วัดนากกลาง วัดชิโนรส วัดศรีสุดารามสมทบ
วันพฤหัสบดี วัดบวรนิเวศเป็นต้นเวร[1] วัดธรรมยุติอื่น ๆ สมทบ
วันศุกร์ วัดสุทัศน์เป็นต้นเวร วัดสระเกษสมทบ
วันเสาร์ วัดอรุณเป็นต้นเวร วัดโมฬีโลก วัดหงส์ วัดราชสิทธิ์สมทบ[2]
- ↑ เมื่อก่อนรัชกาลที่ ๔ วัดสระเกษเห็นจะเป็นต้นเวรวันพฤหัสบดี
- ↑ เกณฑ์วัดบิณฑบาตร์เวรในพระราชวัง ตำราสูญเสียแล้วเมื่อแต่งหนังสือนี้ให้เที่ยวสืบถามตามพระสงฆ์สูงอายุหลายรูปจึงได้ความ แต่ชื่อวัดสมทบเห็นจะไม่ครบหมด พระรับบิณฑบาตร์ในพระราชวังบวรก็เป็นเวรโดยทำนองเดียวกัน แต่ปันเวรมิให้ตรงวันวังหลวง และเพิ่มวัดอื่นซึ่งพระมหาอุปราชทรงบำรุง เช่นวัดชนะสงครามเป็นต้น เข้าเป็นต้นเวรด้วย