ใหญ่ขึ้นใหม่ตรงนั้นขนานนามว่า “เก๋งวรสภาภิรมย์”ใช้เป็นที่ประชุม และเก๋งซึ่งสร้างใหม่นั้นที่เฉลียงด้านใต้กั้นฝาเป็นห้องมีแท่นที่สำหรับกรมพระราชวังบวรฯ ประทับฟังราชการด้วย เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เข้าไปนั่งเป็นประธานในที่ประชุมทุกวัน เจ้ากระทรวงราชการต่าง ๆ และผู้ซึ่งชำระความฎีกานำข้อราชการและรายงาน (เช่นเคยกราบทูลเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยในเวลาเสด็จออกท้องพระโรง) ขึ้นเสนอ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ปรึกษาแล้วสั่งเป็นเด็ดขาด คงคัดความแต่เรื่องซึ่งไม่จำต้องพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยขึ้นกราบทูลเวลาเสด็จออกขุนนางเพื่อรักษาราชประเพณีไว้ ประชุมกันอยู่จนจวนเวลาเสด็จออก ผู้ที่มาประชุมก็พากันเข้าไปคอยเฝ้าฯ ที่ในท้องพระโรง คงอยู่แต่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์กับผู้ซึ่งท่านขอให้อยู่ปรึกษาหารือหรือรับคำสั่งราชการที่ยังค้าง พอสิ้นเวลาเสด็จออกขุนนาง เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ก็เข้าไปเฝ้าฯ กราบบังคมทูลแถลงราชการที่มีและทึ่ได้สั่งไปให้ทรงทราบเสร็จแล้วจึงกลับไปจวน แต่บางวันไม่มีข้อราชการซึ่งท่านจะต้องกราบบังคมทูลก็ไม่เข้าไปเฝ้า ส่วนราชการที่ท่านทำที่จวนนั้น[1] เวลาเช้าออกจากจวนตั้งแต่ก่อน๗ นาฬิกา ไปเที่ยวตรวจการก่อสร้าง คือ ต่อเรือกลไฟกำปั่นเป็นต้น อันตั้งโรงต่อที่ตรงหน้าวัดอนงคารามข้ามฟากคลองใกล้กับจวนของท่าน จนถึงเวลา ๗ นาฬิกาเศษกลับมานั่งที่ศาลาท่าน้ำริมคลองตรงหน้าจวน รับแขกพวกข้าราชการหรือพวกพ่อค้าที่ไปหา เวลา ๘ นาฬิกากลับเข้าในจวนและให้จัดอาหารเลี้ยงผู้ที่ไปหาด้วย ครั้นเวลา ๙ นาฬิกาเศษเข้าไปยังพระบรมมหาราชวังนั่งประชุมที่เก๋งและเข้าเฝ้าดังกล่าวมาแล้ว กลับไปจวนราวเวลานาฬิกา ๑ เข้านอน เวลาบ่าย ๔ นาฬิการับแขกที่เป็นชั้นคนสำคัญ เช่นเจ้านายและข้าราชการผู้ใหญ่ ตลอดจนกงสุลต่างประเทศที่ไปหาด้วยเรื่องราชการ ตอนค่ำเมื่อเสร็จกิจราชการแล้ว ท่านมักประชุมผู้ชำนาญวรรณคดีแปลหนังสือพงศาวดารจีนเรื่องต่าง ๆ ซึ่งท่านเอาใจใส่ศึกษา และแต่งเป็นภาษาไทยสำเร็จในครั้งนั้น และต่อมาได้พิมพ์แพร่หลายเป็นหลายเรื่อง
พิเคราะห์โดยเหตุการณ์ปรากฎ ดูเหมือนในครั้งนั้นการที่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ได้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ตัวท่านเองจะไม่สบายใจเหมือนกับลูกหลานและบริวาร
- ↑ เวลาทำการของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศที่กล่าวในนี้ พระยาอพิชิตชาญยุทธ (เจริญ เศวตนันทน์) บอกอธิบายให้ทราบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐