(๒) ไทยรับจะไม่รบพุ่งแผ่อาณาเขตต์จากเมืองไทรต่อลงไปทางเมืองแประและเมืองสะลางอ
(๓) ทั้งอังกฤษและไทยสัญญากันว่าจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องถึงการภายในบ้านของเมืองกะลันตันและเมืองตรังกานู ซึ่งได้มาสามิภักดิ์ยอมขึ้นต่อไทย[1] เมื่อในรัชกาลที่ ๑
(๔) ไทยยอมให้เรือกำปั่นอังกฤษเข้ามาค้าขายในกรุงเทพฯ ด้วยเสียค่าจังกอบตามขนาดปากเรือแทนเสียอากรสินค้า
การที่ไทยกับอังกฤษทำหนังสือสัญญากันครั้งนั้นไม่ได้ทำด้วยรักชอบหรือไว้ใจกัน หากมีเหตุเห็นความจำเป็นด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่ายจึงได้ทำหนังสือสัญญา ฝ่ายอังกฤษเห็นพม่าคงจะเป็นศัตรูต่อไป เกรงว่าถ้าอังกฤษยังเป็นอริกับไทย ไทยจะกลับไปเข้ากับพะม่าช่วยกันรบอังกฤษเป็นศึก ๒ ด้าน จึงมาเป็นไมตรีเสียกับไทย ฝ่ายไทยก็กำลังกังวลด้วยเรื่องหัวเมืองมลายูเป็นกบฏเกรงอังกฤษจะเข้าอุดหนุนพวกมลายู จึงยอมเป็นไมตรีดีกับอังกฤษ[2] แต่เมื่อทำหนังสือสัญญากันแล้วอังกฤษกับไทยก็รักษาทางไมตรีไม่มีเหตุผิดพ้องหมองหมางกันมากว่า ๒๐ ปี ในระวางนั้นพวกอเมริกันก็เริ่มแต่งเรือกำปั่นข้ามมหาสมุทรแปสิฟิคมาค้าขายทางประเทศตะวันออก และมีพวกมิชชันนารีอเมริกันตามออกมาเที่ยวสอนศาสนาคฤศตังตั้งแต่เมืองจีนมาจนถึงประเทศสยาม รัฐบาลสหปาลีรัฐเห็นว่าไทยไม่เกลียดชังฝรั่งเหมือนอย่างจีน จึงแต่งทูตเข้ามาขอทำหนังสือสัญญาทางไมตรี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็โปรดให้ทำหนังสือสัญญา อเมริกันอีกชาติหนึ่ง เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗.. อนุญาตให้อเมริกันมาค้าขายเป็นทำนองเดียวกับสัญญาที่ได้ทำกับอังกฤษ การที่อเมริกันมามีทางไมตรีกับไทยครั้งนั้น แม้ในการค้าขายจะไม่เป็นประโยชน์อันใดนักก็จริง แต่เกิด
- ↑ ความข้อนี้เมื่อทำสัญญาไม่ได้ว่าไปถึงเมืองไทรและเมืองปัตตานี เพราะเป็นเมียงที่ไทยตีได้ทั้ง ๒ เมือง แต่ต่อมาเมื่อโปรดได้เชื้อสายเจ้าพระยาไทรได้คืนครองเมื่องไทร อังกฤษขอให้เติมเมืองไทรเข้าด้วย มาปลายมือสัญญาข้อนี้เป็นมูลเหตุที่อังกฤษจะเอาเมืองไทรและเมืองกะลันตันตรังกานูไปจากไทยในรัชชการที่ ๕
- ↑ เรื่องไทยเป็นสัมพันธมิตรกับอังกฤษเมื่อรัชชกาลที่ ๓ มีความพิศดารอยู่ในหนังสือ “พงศาวดารเรื่องไทยรบพม่า” ที่ข้าพเจ้าแต่งพิมพ์ต่างหาก