เมื่อคราวมหาสงครามเกือบหมด เมื่อเสร็จสงครามฝรั่งเศสจะเอาเมืองขึ้นคืนไม่ได้ จึงปรารถนาจะหาเมืองขึ้นใหม่ให้กลับมีอำนาจทางตะวันออกนี้ แต่เมื่อยังไม่มีโอกาศก็เป็นแต่ขวนขวายขยายการค้าขายไปก่อน อังกฤษกับอเมริกาและฝรั่งเศสจึงปรองดองอุดหนุนกันและกันในการที่จะทำสัญญากับประเทศทางตะวันออก ชาติใดไปทำสัญญากับประเทศใดก็เปิดช่องไว้ให้อีก ๒ ชาติตามไปทำในภายหลัง และให้ได้รับประโยชน์อย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้นพออังกฤษทำหนังสือสัญญากับจีนแล้ว อเมริกันกับฝรั่งเศสก็ไปทำกับจีนบ้าง ต่อนั้นมาให้อเมริกันเป็นผู้นำทำสัญญากับญี่ปุ่น อังกฤษนำทำสัญญากับไทย และให้ฝรั่งเศสนำทำสัญญากับญวน[1] อเมริกันไปทำสัญญากับญี่ปุ่นก็ต้องเอากองทัพเรือไปขู่ข่มญี่ปุ่น จึงยอมทำหนังสือสัญญา เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๘ ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๓๙๙ เซอร์จอนเบาริงก็เข้ามาทำหนังสือสัญญากับไทย พอไทยทำหนังสือสัญญากับอังกฤษแล้ว อเมริกันกับฝรั่งเศสก็เข้ามาขอทำหนังสือสัญญากับไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๐
ในการที่ไทยทำหนังสือสัญญากับฝรั่งต่างชาติเมื่อรัชกาลที่ ๔ ถ้าหากจะมีผู้คิดสงสัย ว่าเมื่อทำสัญญากับอังกฤษโดยรู้ว่าเสียเปรียบแล้ว เหตุใดจึงยอมทำกับชาติอื่นๆ ต่อไปอย่างเดียวกัน ข้อนี้เป็นด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริเห็นว่าถ้าทำสัญญาเช่นนั้นกับชาติหนึ่งชาติใดแต่ชาติเดียว ฐานะของประเทศสยามก็จะเหมือนอยู่ในการจับจองของชาตินั้น ถ้าทำให้เหมือนกันเสียหลายชาติ แม้เสียเปรียบในข้อสัญญา ก็ได้เปรียบที่เป็นอิสสระภาพมั่นคง เพราะฉะนั้นต่อมาเมื่อฝรั่งชาติอื่นมาขอทำหนังสือสัญญาจึงรับทำโดยง่าย รวมฝรั่งต่างชาติที่ได้มาขอทำหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีเมื่อในรัชกาลที่ ๔ มี ๙ ชาติด้วยกัน เรียงลำดับตามที่ได้ทำสัญญาก่อนและหลัง ดังนี้
๑. อังกฤษ ทำหนังสือสัญญาเมื่อ ปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๙๘
๒. อเมริกัน ทำหนังสือสัญญาเมื่อ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๙๙
- ↑ ประเทศพะม่าถูกอังกฤษเอาหัวเมืองชายทะเลเสียหมดเหมือนกับถูกขังคอกอยู่แล้ว ฝรั่งชาติอื่นก็ไม่ทำหนังสือสัญญาในสมัยนั้น