แต่ที่จริงมีเหตุการณ์อันเป็นเรื่องร้อนต้องรีบระงับเมื่อแรกขึ้นรัชกาลที่ ๕ แต่ ๒ เรื่อง คือ เรื่องเงินตราเรื่อง ๑ กับเรื่องจีนตั้วเหียอีกเรื่อง ๑ จะกล่าวอธิบายเป็นลำดับต่อไปในตอนนี้
เรื่องเงินตรา
เดิมเงินตราในประเทศสยามนี้ใช้เงินพดด้วง (รูปเป็นก้อนกลม) ตีตรารัชกาลประจำเป็นสำคัญ เป็นประเพณีสืบมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แลเงินพดด้วงนั้นทำเป็น ๔ ขนาด ขนาดใหญ่ราคา ๑ บาท ขนาดรองราคากึ่งบาท (แต่ขนาดนี้มีใคร่ชอบใช้กัน) ขนาดต่อลงมาราคาสลึงหนึ่ง (๔ สลึงเป็นบาท) ขนาดเล็กราคาเฟื้อง ๑ (๒ เฟื้องเป็นสลึง) เครื่องแลกราคาต่ำกว่านั้นลงมาใช้เบี้ยหอยซึ่งมาจากทะเล อัตราราคา ๘๐๐ เบี้ยต่อเฟื้อง[1] แต่ราคาเบี้ยไม่คงที่ อาจจะขึ้นแลลดผิดกันได้มาก ๆ ตามเวลาที่มีชาวต่างประเทศบรรทุกเอาเบี้ยเข้ามาขายมากหรือน้อย ถ้าคราวมีเบี้ยเข้ามามาก ราคาก็ลด ๑,๐๐๐ เบี้ยต่อเฟื้อง ถ้าเบี้ยขาดคราวราคาก็ขึ้นถึง ๖๐๐ เบี้ยต่อเฟื้อง
การเปลี่ยนแปลงเงินตราในกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อรัชกาลที่ ๔ ตั้งแต่ทำหนังสือสัญญากับฝรั่งต่างประเทศแล้ว การค้าขายในกรุงเทพฯ เจริญรวดเร็วเกินคาดหมาย เช่นแต่ก่อนมามีเรือกำปั่นฝรั่งเข้ามาค้าขายในกรุงเทพฯ เพียงราวปีละ ๑๒ ลำ แต่พอทำหนังสือสัญญาแล้ว ก็มีเรือกำปั่นฝรั่งเข้ามาค้าขายตั้งปีละ ๒๐๐ ลำ[2] พวกพ่อค้าฝรั่งเอาเงินเหรียญดอลลาร์ซึ่งใช้ในการซื้อขายทางเมืองจีนเข้ามาซื้อสินค้า ราษฎรไทยไม่ยอมรับ ฝรั่งจึงต้องเอาเงินเหรียญดอลลาร์มาขอแลกเงินบาทจากรัฐบาล ก็เงินบาทพดด้วงนั้นช่างหลวงทำที่พระคลังมหาสมบัติ เตาหนึ่งทำได้ราววันละ ๒๔๐ บาท เพราะทำแต่ด้วยเครื่องมือมิได้ใช้เครื่องจักร เตาหลวงมี ๑๐ เตาระดมกันทำเงินพดด้วง