ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:Phongsawadan Ratchakan Thi Ha 2493.djvu/215

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
๖๘

ขึ้น เห็นได้เปรียบก็คิดสั่งปี้กระเบื้องจากจีนเข้ามาเพิ่มเติมทำเป็นรูปแลราคาต่างๆ ให้คนชอบ ตั้งแต่อันละโสฬศ อันละอัฐ อันละไพ สองไพ[1] จนถึงอันละเฟื้องสลึงสองสลึงเป็นอย่างสูงมีทุกบ่อนไปก็แต่ลักษณอากรบ่อนเบี้ยนั้นต้องว่าประมูลกันใหม่ทุกปี เมื่อสิ้นปีลงนายอากรคนไหนไม่ได้ทำอากรต่อไปก็กำหนดเวลาให้คนไปเอาปี้บ่อนของตน มาแลกเงินคืนภายใน ๑๕ วัน พ้นกำหนดไปไม่ยอมรับ การอันนี้ก็กลายเป็นทางที่เกิดกำไร เพิ่มผลประโยชน์แก่นายอากรบ่อนเบี้ยอีกทางหนึ่ง ฝ่ายราษฎรถึงเสียเปรียบก็มิสู้รู้สึกเดือดร้อน ด้วยได้ใช้ปี้เป็นเครื่องแลกกันในการซื้อขายแทนเหรียญทองแดงแลดีบุกซึ่งหายาก ก็ไม่มีใครร้องทุกข์เป็นเช่นนี้มาจนปีจอ พ.ศ. ๒๔๑๗ รัฐบาลจึงต้องประกาศห้ามมิให้นายบ่อนเบี้ยทำปี้[2] แต่ในเวลานั้นเหรียญทองแดงซึ่งสั่งให้ทำในยุโรปยังไม่สำเร็จ ต้องออกธนบัตรราคาใบละอัฐ ๑ ให้ใช้กันในท้องตลาดอยู่คราวหนึ่ง จนถึงปีชวด พ.ศ. ๒๔๑๙ จึงได้จำหน่ายเหรียญทองแดงประจำรัชกาลที่ ๕ ให้ใช้กันในบ้านเมืองทำเป็น ๔ ขนาดคือ ซีก เซี่ยว อัฐแลโสฬศ มีตราพระจุลมงกุฎอยู่บนอักษรพระนาม จ.ป.ร. ด้าน ๑ อักษรบอกราคาด้าน ๑ เหมือนกันหมดทุกขนาด เรื่องเงินตราก็เป็นอันยุติเรียบร้อย

เรื่องอั้งยี่

เรื่องจีนตั้วเหียเป็นเรื่องเกิดในรัชกาลอื่นมีกรณีย์สืบต่อมาถึงรัชกาลที่ ๕ และยังจะปรากฎกลายเป็นเรียกว่าอั้งยี่มีเรื่องในตอนหนึ่งอีก แต่มูลเหตุที่เกิดตั้วเหียและอั้งยี่ในประเทศสยามยังไม่เห็นอธิบายในหนังสืออื่น จึงได้ตรวจเรื่องเดิมเก็บเนื้อความมาเรียบเรียงลงไว้ในหนังสือนี้ พอให้ผู้อ่านทราบเหตุการณ์ในเรื่องตั้วเหียและอั้งยี่ชัดเจนขึ้น อันคำที่เรียกกันแต่ก่อน “ตั้วเหีย” ก็หมายความอย่างเดียวกับที่เรียกกันภายหลังว่า “อั้งยี่” 


  1. คำว่า ไพ มาแต่จีนเรียกว่า ไพบา ราคาไพ ๑ เท่ากับ ๘ อัฐ
  2. มีผู้ได้ลองรวบรวมตัวอย่างปี้กระเบื้องต่าง ๆ ซึ่งพวกจีนนายบ่อนเบี้ยคิดทำขึ้นได้กว่า ๒,๐๐๐ อย่าง