เป็นจีนทั้ง ๒ ฝ่ายแลเป็นส่วนความแพ่งไว้พิจารณาและเปรียบเทียบ หรือพิพากษาให้แล้วกันได้ตามประเพณีจีน แลใช้ภาษาจีนได้ในศาลนั้น แต่ถ้าคู่กรณีย์ฝ่ายหนึ่งมิได้เป็นจีนก็ดี หรือเป็นความโจรผู้ร้ายเสี้ยนหนามแผ่นดินก็ดี ศาลนั้นไม่มีอำนาจรับไว้พิจารณา อนึ่งนอกจากตั้งศาลที่กล่าวมา ที่ในกรุงเทพฯ ในท้องที่มีจีนอยู่มาก เช่นในสำเพ็งเป็นต้น ตั้งนายอำเภอจีนสำหรับดูแลกิจทุกข์สุขของพวกจีนเหมือนอย่างที่มีนายอำเภอไทยในที่อื่นด้วยอีกอย่างหนึ่ง ตามหัวเมืองซึ่งยังไม่มีกรมการจีน ก็ตั้งกรมการจีนขึ้นเป็นตำแหน่งเรียกว่า “กงสุลจีนในบังคับสยาม” ได้คัดความตอนต้นตราตั้งมาลงไว้ในที่นี้พอให้เห็นความปรารภของรัฐบาลในครั้งนั้น
“สารตราท่านเจ้าพระยาอัครมหาเสนาบดี อภัยพิริยบรากรมพาหุ สมุหพระกลาโหมให้มาแก่ผู้ว่าราชการเมืองเพ็ชรบุรี[1] ด้วยมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ สั่งให้ท่านเสนาบดีปรึกษาพร้อมด้วยพระบรมวงศเธอ ว่าพวกจีนมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารทำมาหากินอยู่ในกรุงสยามเป็นอันมาก สืบบุตรหลานมาถึง ๓ ชั่ว ๔ ชั่วแล้ว บางคนก็ไม่รู้ความเมื่อมีคดีขึ้นเล็กน้อย คนที่เป็นหมอความก็เข้ายุยงเสี้ยมสอนให้ข้างหนึ่งเป็นโจทก์ ฟ้องร้องที่เป็นจำเลยต้องไปแก้คดียังโรงศาลป่วยการทำมาหากิน เสียค่าฤชาตระลาการแล้วความนั้นก็เสียไป เพราะไม่รู้จักธรรมเนียมแลกฎหมาย แต่ก่อนครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชดำริแล้ว บางเมืองก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดฯ ตั้งจีนเป็นปลัดจีนให้มาว่ากล่าวระงับทุกข์ของพวกจีนในแขวงเมืองนั้นๆ แต่เมืองเพ็ชรบุรีนี้ยังไม่ได้ทรงตั้ง บัดนี้ท่านเสนาบดีสืบความทราบว่าจีนเบ๊เป็นคนใจดีซื่อตรง พวกจีนที่อยู่ในแขวงเมืองเพ็ชรบุรีหัวเมืองนี้นับถือโดยมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งจีนเบ๊อยู่บ้าน (หน้า) วัดมหาธาตุแขวงเมืองเพ็ชรบุรีเป็นที่หลวงอร่ามจีนพิไสย กงสุลจีนอยู่ในบังคับสยามสำหรับว่ากล่าวถ้อยความซึ่งอยู่แขวงเมืองเพ็ชรบุรี” ดังนี้
สังเกตุดูความในตราตั้งกงสุลจีนตามหัวเมืองต่าง ๆ ที่ได้พบสำเนา ดูเหมือนจะมีอำนาจต่างกันเป็นชั้นๆ คือ ถ้ายกย่องให้มียศถึงเป็น “ปลัดฝ่ายจีน” ให้มีอำนาจชำระความ ถ้าเป็นเพียง “กงสุลจีน” ได้แต่เปรียบเทียบว่ากล่าวอย่างเป็นหัวหน้า
- ↑ สารตราฉะบับนี้ลงวันอังคาร เดือนยี่ แรม ๘ ค่ำ ปีมะโรง สัมฤทธิศก พ.ศ. ๒๔๓๑