ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:Phongsawadan Ratchakan Thi Ha 2493.djvu/232

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ได้พิสูจน์อักษรแล้ว
๘๕

ออกแลเวลาเสด็จขึ้น ที่ในท้องพระโรงตั้งเครื่องสูงรายรอบ ข้าเฝ้าแต่งตัวนุ่งสมปักลายใส่เสื้อเข้มขาบสวมเสื้อครุย ทอดเบาะแลตั้งเครื่องยศสำหรับเจ้านายแลเสนาบดีหมอบเฝ้าฯ ส่วนตัวราชทูตก็ทอดเบาะไว้ให้นั่งเสมอชั้นเสนาบดี เมื่อกระบวนแห่เข้ามาถึงในพระราชวัง เจ้าพนักงานเชิญพานสองชั้นซึ่งรองพระราชสาส์นกับเครื่องราชบรรณาการเข้าไปตั้งในท้องพระโรง ส่วนพวกทูตานุทูตนั้นให้พักอยู่ที่เก๋งกรงนก[1] ถึงเวลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระภูษาเขียนทองฉลองพระองค์เยียรบับสวมฉลองพระองค์ครุย[2] เสด็จออกประทับบนพระที่นั่งเศวตฉัตร โปรดฯให้เบิกแขกเมืองเข้าเฝ้าฯ เมื่อแขกเมืองเข้าพระทวารไปถึงตรงหน้าฉานถวายคำนับพร้อมกันครั้งหนึ่ง แล้วเดินผ่านแถวขุนนางที่หมอบเฝ้าฯ ขึ้นไปถึงตรงที่เสนาบดีหมอบเฝ้าฯ ถวายคำนับอีกครั้งหนึ่งปลัดทูลฉลองกรมท่าทูลเบิกแล้ว ราชทูตกราบทูลสุนทรพจน์แลมีพระราชดำรัสตอบ แล้วเสด็จลงจากพระแท่นเศวตฉัตรมาประทับที่พระแท่นต่ำ อันเป็นที่เสด็จออกขุนนางโดยปรกติ ราชทูตเชิญพระราชสาส์นเข้าไปถวายต่อพระหัตถ์ ทรงรับพระราชสาส์นแล้วดำรัสอนุญาตให้ทูตานุทูตนั่ง ตัวราชทูตนั่ง (ขัดสมาธิ) บนเบาะ พวกบริวารนั่งบนพรมปูกับพื้นต่อลงไปข้างหลัง[3] 


  1. เดิมพักที่ศาลาลูกขุน เปลี่ยนมาพักที่เก๋งกรงนกเมื่อรัชกาลที่ ๔
  2. เมื่อในรัชกาลที่ ๔ ถ้ารับราชทูตพิเศษ เช่น เซอรยอนเบาริง เป็นต้น พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระมหามงกุฎ ดังปรากฎในรูปภาพฝรั่งเศสเขียน สันนิษฐานว่าทรงปรฺะพฤติตามแบบอย่างสมเด็จพระนารายน์มหาราช แต่ไม่ปรากฏว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลอื่น หรือในรัชกาลที่ ๕ ทรงพระมหามงกุฎเวลาเสด็จออกแขกเมือง.
  3. ในจดหมายเหตุของครอเฟิด ซึ่งเป็นทูตอังกฤษเข้ามาเมื่อรัชกาลที่ ๒ กล่าวว่าพวกทูตต้องนั่งลงถวายบังคม ๓ ครั้ง ๒ แห่งเป็นแต่มิต้องหมอบคลาน การถวายพระราชสาส์นต่อพระหัตถ์นั้น ก็มิใช่ธรรมเนียมทางตะวันออกปรากฎว่าเกิดขึ้นครั้งเชเวอเลียเดอโชมองราชทูตฝรั่งเศสเข้ามาฝ่าฝืนธรรมเนียมเป็นครั้งแรก ถึงรัชกาลที่ ๔ รัตนโกสินทรพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่าประเพณีฝรั่งถือว่าการถวายพระราชสาส์นต่อพระหัตถ์เป็นสำคัญ จึงโปรดฯ ให้รับใช้เป็นประเพณีไทยตั้งแต่ครั้งเซอรยอนเบาริง ราชทูตอังกฤษเข้ามาเฝ้าฯ เป็นต้นมา.