พระเจ้าแผ่นดินตามแบบแผนในยุโรปถือว่าต้องยืนเฝ้าหรือถ้าจะให้นั่งเฝ้าก็ต้องเอาเก้าอี้มาตั้งให้นั่ง จึงจะสมควรแก่เกียรติยศ ที่ให้นั่งกับพื้นเห็นเป็นการเสื่อมเสีย จะยอมเข้าเฝ้าฯ ถวายพระราชสาส์นเอมปเรอด้วยอาการเช่นนั้นไม่ได้ ถ้ารัฐบาลไทยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ต้องส่งพระราชสาส์นกลับคืนไปเสีย เรื่องนี้ถึงต้องปรึกษาหารือกันในรัฐบาลแล้วให้เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศมีหนังสือตอบไปว่า ไทยก็ไม่ได้มีความประสงค์จะลบหลู่เกียรติยศราชทูต เมื่อมองสิเออดีลองไม่พอใจจะนั่งเบาะรัฐบาลก็ยอมให้ยืนเฝ้าตามประสงค์[1] แต่นั้นมาก็เป็นอันเลิกประเพณีที่ยอมให้ราชทูตต่างประเทศนั่งเบาะเหมือนอย่างเสนาบดี ต้องยืนเฝ้าฯ จนตลอดเวลาเสด็จออก
การทำหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีและการค้าขายกับต่างประเทศนั้น เมื่อในรัชกาลที่ ๔ ได้ทำกับ ๙ ประเทศดังกล่าวมาในตอนก่อน ประเทศอิตาลีก็มาขอทำหนังสือสัญญาแต่ในรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งพระยาสยามานุกูลกิจ สยามิศรมหายศ (คือ เซอรยอนเบาริง) ให้เป็นราชทูตพิเศษปรึกษาสัญญานั้น ฝ่ายพระเจ้าวิกตอโรอิแมลยวล พระเจ้าแผ่นดินอิตาลีก็ทรงตั้ง คอนติ ดิโบคริโอ ผู้แทนราชทูตอิตาลีในประเทศอังกฤษเป็นผู้ปรึกษาสัญญา สำเร็จได้ลงลายมือชื่อด้วยในกรุงลอนดอนเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคมตรงกับวันเสาร์แรม ๒ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ ภายหลังพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตได้ ๒ วัน ต่อมาถึงเดือน ๖ ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๑๒ พระเจ้าฟรานสโยเสพเอมปเรอประเทศเอาสเตรีย ทั้งเป็นพระเจ้าแผ่นดินฮังการี ทรงแต่งให้บารอน อันโธนี เปตส เป็นราชทูตพิเศษเข้ามาขอทำหนังสือสัญญา จึงโปรดฯ ให้พระเจ้าบรมวงศเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ๑ เจ้าพระยาภูธราภัย ที่สมุหนายก ๑ เจ้าพระยาสุรวงศวัยวัฒน ที่สมุหกลาโหม ๑ เจ้าพระยาภานุวงศมหาโกษาธิบดี เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ ๑ พระยาธรรมสารนิติ ผู้พิพากษาศาลต่างประเทศ ๑ เป็นผู้
- ↑ ได้ยินว่าเจตนาของมองซิเออดิลองนั้นจะให้ตั้งเก้าอี้ให้นั่งเฝ้าฯ ครั้นไทยตอบอนุญาตให้ยืนเฝ้าฯ ตามซึ่งตนอ้างว่าเป็นเกียรติยศ ก็มิรู้ที่จะแก้ไขปฏิเสธได้ประการใด