(ศรี) วิชามวยปลํ้า กระบี่กระบอง ทรงศึกษาต่อหลวงมลโยธานุโยค (รุ่ง) วิชาอัศวกรรม พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงครอบพระราชทาน แล้วโปรดให้ทรงศึกษาในสำนักหม่อมเจ้าสิงหนาทในกรมพระพิทักษเทเวศรฯ ต่อมา คชกรรม ทรงศึกษาในสำนักสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระบำราบปรปักษ์ (ต่อเมื่อเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว) แต่ส่วนวิชารัฏฐาภิบาลราชประเพณีและโบราณคดีทั้งปวงนั้น พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราโชวาทฝึกสอนเองตลอดมา
ถึงปีระกา ตรีศก จุลศักราช ๑๒๒๓ พ.ศ. ๒๔๐๔ สมเด็จพระชนนีทรงพระประชวร สวรรคต เมื่อ ณ วันจันทร์ เดือน ๑๐ ขึ้น ๕ ค่ำ เวลานั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเจริญพระชนมายุได้ ๙ พรรษา แต่นั้นพระองค์เจ้าลม่อมก็ทรงอุปการะทำนุบำรุงข้างฝ่ายในแทนสมเด็จพระชนนีสืบมา ตลอดจนถึงเวลาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกไปประทับข้างฝ่ายหน้า พระองค์ก็เสด็จออกไปอยู่ด้วย
ในปีระกา ตรีศกนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเจริญพระชันษาถึงกำหนดรับพระสุพรรณบัฏ เฉลิมพระนามตามจารีตเจ้าฟ้าในโบราณราชประเพณี พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้ตั้งการพระราชพิธีที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เมื่อ ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๔ แรม ๕ ค่ำ มีกระบวนแห่อย่างแห่โสกันต์กระบวนใหญ่ ตั้งแต่พระราชมนเทียรข้างในออกประตูราชสำราญ เดินกระบวนตามถนนริมกำแพงพระบรมมหาราชวังมาจนประตูวิเศษไชยศรี เลี้ยวเข้าประตูพิมานไชยศรี ไปยังพระมหาปราสาท ทรงสดับพระสงฆ์สวดพระปริตร[1] กระบวนแห่ครั้งนั้นปรากฏในจดหมายเหตุว่า บรรดาข้าราชการซึ่งเป็นคู่เคียงพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเลือกสรรข้าราชการผู้ใหญ่ในตระกูล ซึ่งบรรพบุรุษได้เคยเป็นคู่เคียงครั้งพระองค์ทรงรับพระสุพรรณบัฏ เมื่อในรัชกาลที่ ๒ เท่าที่จะมีตัวอยู่ทุกตระกูล ครั้น ณ วันศุกร์ เดือน ๔ แรม ๖ คํ่า เวลาเช้าแห่เสด็จมายังพระมหาปราสาท ครั้นได้พระฤกษ์เสด็จสู่ที่สรง ทรงเครื่องแล้ว เสด็จประทับบัลลังก์ในที่มณฑลพิธี จึงพระศรีสุนทรโวหาร เจ้ากรมพระอาลักษณ์ อ่านประกาศพระบรมราชโองการ มีคำประกาศดังนี้
ศุภมัศดุ พระพุทธศาสนกาล เป็นอดีตภาคล่วงแล้ว ๒๔๐๔ พรรษา ลุศักราช ๑๒๒๓ ปัตยุบันกาลกุกุฎสังวัจฉรผคุณมาส กาลปักษ์ฉัฐยดิถีศุกรวาร บริเฉทกาลกำหนด พระบาทสม-
- ↑ งานพระราชพิธีใหญ่เช่นนี้ ที่มีต่อมาสวดมนต์ ๓ วัน แต่ครั้งนี้เห็นจะเป็นด้วยวันพระฤกษ์ ติดกับงานโสกันต์ข้างหน้า จึงสวดมนต์แต่วันเดียว