สมบัติพระราชทาน ส่วนพระองค์เองนั้นจะเสด็จออกเป็น “พระเจ้าหลวง”[1] และออกไปประทับอยู่ที่พระราชวังสราญรมย์ ทรงช่วยแนะนำกำกับราชการต่อไปจนตลอดพระชนมายุ แต่กระแสพระราชดำริข้อนี้หาได้ทรงเปิดเผยไม่ ถึงกระนั้นก็ทราบกันอยู่ในบรรดาผู้ที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย แต่มาถึงสมัยนี้ การที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้เป็นรัชทายาท ย่อมเป็นที่เข้าใจและเป็นที่นิยมของคนทั้งหลายโดยมาก ตลอดจนชาวต่างประเทศ เป็นแต่มีบางคนคิดวิตก ด้วยเห็นว่าเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์มีอำนาจมากยิ่งกว่าใครๆในแผ่นดิน เว้นแต่พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียว เกรงว่าจะไม่ซื่อตรงต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความวิตกเช่นว่ามานี้มีเรื่องจะยกมาแสดงพอเป็นอุทาหรณ์[2] ดังในเวลาเมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประชวรหนักอยู่นั้น วันหนึ่งพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปเยี่ยม พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า ใคร่จะกราบบังคมทูลความลับสักเรื่องหนึ่ง แล้วตรัสขับบรรดาผู้ที่เฝ้าแหนอยู่ในที่นั้นให้ลงมาเสียจากพระที่นั่งอิศเรศร์ราชานุสรณ์ ให้อยู่แต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นผู้เชิญพระแสงของสมเด็จพระบรมชนกนาถพระองค์ ๑ กับกลีบจอมมารดาซึ่งเป็นผู้พยาบาล และเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกคนหนึ่ง เมื่อเป็นที่รโหฐานแล้ว พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวกราบบังคมทูลว่าพระองค์ก็จะไม่ดำรงพระชนม์อยู่ไปได้กี่วันแล้ว จะขอถวายปฏิญาณว่าการที่ได้ทรงสะสมกำลังทหารและเครื่องศัสตราวุธ ยุทธภัณฑ์ไว้เป็นอันมากนั้น จะคิดร้ายต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทอย่าง ๑อย่างใดไม่มีเลย แต่ไม่ไว้ใจเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ เกรงว่าถ้าพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตลงเมื่อใด เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จะกำเริบขึ้นจึงได้เตรียมกำลังไว้ป้องกันพระองค์ เมื่อพระองค์สวรรคตแล้ว ขอให้พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงระวังต่อไปให้จงดี ดังนี้ พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็พระราชทานปฏิญาณว่า มิได้เคยทรงระแวงสงสัยในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่าจะทรงคิดร้ายต่อพระองค์ แต่เรื่องเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์นั้น หาได้มีพระ
หน้า:Phongsawadan Ratchakan Thi Ha 2493.djvu/46
หน้าตา