เรือรบ แล้วยิงปืนสลุตตามพระเกียรติยศรัชทายาททุกประการอาศัยเหตุที่ราชทูตฝรั่งเศสแสดงความเคารพโดยพิเศษครั้งนี้ พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลงพระนามและประทับพระลัญจกร[1]ในหนังสือสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนสัญญากับกรมหลวงวงศาธิราชสนิท สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนบำราบปรปักษ์ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์และเจ้าพระยาภูธราภัย
ตามเรื่องพระราชประวัติที่แสดงมา พึงเห็นได้ว่าพระบารมีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเจริญขึ้นตามทางพระราชประสงค์แห่งสมเด็จพระบรมชนกนาถเป็นอันดับมา จนไม่มีผู้ใดที่จะคิดเห็นว่าผู้อื่นจะเป็นรัชทายาท ถึงกระนั้นก็ดี พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็มิได้สิ้นทรงพระปริวิตก เพราะเหตุซึ่งต้องทรงพระปริวิตกมีอยู่ คือ ถ้าหากพระองค์สวรรคตลงก่อนสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชันษาสมบูรณ์ ถึงจะได้ทรงรับรัชทายาท ก็จะต้องมีผู้อื่นว่าราชการแผ่นดินแทนพระองค์ การอันนี้ยังมิได้เคยมีแบบอย่างในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ปรากฏในเรื่องพระราชพงศาวดารครั้งกรงศรีอยุธยา เคยมีพระเจ้าแผ่นดินทรงพระเยาว์ ต้องมีผู้ว่าราชการแทน ๕ ครั้ง พระเจ้าแผ่นดินก็ถูกปลงพระชนม์บ้าง ถูกกำจัดจากราชสมบัติบ้าง ไม่เคยอยู่ได้ยั่งยืนเลยสักพระองค์เดียว พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ทรงประมาทต่อเหตุการณ์ ได้ทรงพระราชดำริป้องกันด้วยพระบรมราโชบายอันสุขุมคัมภีรภาพ ด้วยครั้งนั้นรู้กันอยู่เป็นแน่ว่า ถ้าหากพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตลงในเวลาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังหย่อนพระชันษา มีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์คนเดียวที่สามารถจะเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เพราะเหตุนี้ถึงมีใครๆ กราบบังคมทูลฯ แสดงความรังเกียจก็ไม่ทรงนำพา กลับทรงปรึกษาหารือกับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ตามตรง ให้ช่วยคิดอ่านรักษาความเป็นอิสระของประเทศ ในเมื่อเหตุการณ์เช่นนั้นหากจะมีขึ้น และได้ทรงทราบความคิดของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์อยู่แล้วทุกประการ[2]ดูเหมือนพระลัญจกรรูปพระมงกุฎ (เกี้ยวยอด) จะคิดขึ้นในคราวนี้ แต่ข้อนี้ข้าพเจ้าไม่แน่ใจ เพราะฉะนั้นเมื่อใกล้จะเสด็จสวรรคต บางคราวพระราชหฤทัยหวนห่วงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขึ้นมา เกิดเคลือบแคลงก็ดำรัสถามว่า ยังเสด็จดำรงพระชนม์อยู่หรือ ครั้นทรงทราบว่ายังเสด็จอยู่ ก็ห่วงต่อไปถึงการที่จะทรงรับรัชทายาท เกรงจะไม่มั่นคง ดังมีพระราชดำรัสแก่พระยาสุรวงศวัยวัฒน์ ในที่