คน แต่จะทรงราชยานอย่างใดเมื่อแห่ ไม่ปรากฏในหมายรับสั่ง สันนิษฐานว่าเห็นจะทรงพระยานมาศ หรือมิฉะนั่นก็ทรงเสลี่ยงกง ด้วยมีเครื่องสูงกลองชนะคู่เคียงและอินทรพรหม ทรงผนวชแล้วเสด็จไปประทับอยู่วัดพระเชตุพนด้วยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวถวายไว้ในสำนักสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ส่วนพระองค์เจ้าสุธารส ถวายไว้ในสำนักกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธ์ (คือ สมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์) จึงเสด็จไปอยู่วัดบวรนิเวศฯ ครั้งทรงผนวชเป็นพระภิกษุ (สันนิษฐานว่าเมื่อปีมะแม พ.ศ. ๒๔๐๒ เพราะพระชันษาสมบูรณ์ในปีนั้น) ยังไม่พบจดหมายเหตุ ทราบแต่ว่าเสด็จอยู่วัดบวรนิเวศฯ[1] และมีพระนามฉายาว่า “ปวรคโค” คำข้าราชการวังหน้าที่สูงอายุ ทันทำราชการอยู่ในสมัยนั้นเล่าว่า เมื่อทรงผนวชพระก็มีแห่กระบวนใหญ่และว่าทรงช้าง ก็เห็นจะเป็นความจริง ด้วยตรงกับประเพณีในครั้งนั้น คงจะแห่ทำนองเดียวกับเมื่อครั้งทรงผนวชเป็นสามเณร เมื่อลาผนวชแล้ว พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานที่บ้านเก่าสำหรับเสนาบดีวังหน้าแต่ก่อน ตอนริมคลองคูเมืองเดิม (ซึ่งเรียกกันว่าคลองโรงไหม) ข้างฝั่งเหนือตั้งแต่ถนนพระอาทิตย์ไปจนต่อเขตวังเจ้าฟ้าอิศราพงศ์สร้างวังพระราชทาน (ตรงที่ตั้งโรงพยาบาลทหารบัดนี้) และพระราชทานตึกตรงหน้าพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ในพระบวรราชวังชั้นกลาง ให้เป็นที่สำนักอีกแห่งหนึ่ง เพราะทรงใช้ชิดติดพระองค์และรับราชการต่างพระเนตรพระกรรณทั่วไปทุกอย่าง เวลาเสด็จไปไหนก็ต้องตามเสด็จด้วย ดูเหมือนในสมัยเมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำรงพระชนม์อยู่ จะมิใคร่มีโอกาศมาสมาคมกับเจ้านายวังหลวงเท่าใดนัก ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ทรงบังคับบัญชากรมทหารเรือรบฝ่ายพระบวรราชวัง แต่นั้นจึงได้เสด็จมารับราชการด้วยกันกับเจ้านายวังหลวงชั่วเวลา ๓ ปี เมื่อจะได้เป็นอุปราช เจ้านายผู้ใหญ่ท่านตรัสเล่าว่า กรมหมื่นบวรวิชัยชาญนั้นพระอัธยาศัยสุภาพ โดยปรกติมักถ่อมพระองค์ เมื่อมาสมทบกับเจ้านายวังหลวง ก็พอพระหฤทัยที่จะคบหาแต่เพียงชั้นหม่อมเจ้าที่เป็นพระโอรสผู้ใหญ่ในเจ้านายต่างกรม วางพระอัธยาศัยเป็นกันเองอย่างสนิทสนม จน
- ↑ ถึงสมัยนี้สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรสสิ้นพระชนม์แล้ว