พระองค์เสียก่อนแล้ว ถึงปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๙๘ เซอร์จอนเบาริงจึงเชิญพระราชสาสน์ของสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรี ขอทำหนังสือสัญญาอย่างในระหว่างประเทศที่มีอิสรศักดิ์เสมอกัน พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงรับรองเซอร์จอนเบาริงให้สมเกียรติยศ[1] แล้วทรงตั้งข้าหลวง ๕ คน คือพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิทพระองค์ ๑ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์องค์ ๑ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติองค์ ๑ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์คน ๑ เจ้าพระยา (ผู้ช่วยราชการกรมท่า) ว่าที่พระคลังคน ๑ ให้เป็นที่ปรึกษาข้อสัญญากับเซอร์จอนเบาริง
การปรึกษาสัญญาคราวนี้ เมื่อพิจารณาดูเรื่องราวที่ปรากฏในจดหมายเหตุ[2] เป็นการลำบากมิใช่น้อย ด้วยอังกฤษได้วางแบบหนังสือสัญญาไว้เมื่อทำกับประเทศจีน เพื่อจะทำกับประเทศอื่นในทวีปอาเซียให้เป็นทำนองเดียวกันไม่ใช่มาปรึกษาหาความตกลงตามแต่จะสะดวกด้วยกันทั้งสองฝ่าย หรือถ้าว่าอีกอย่าง ๑ เสมออังกฤษร่างหนังสือสัญญาเข้ามาแล้ว ยอมให้ไทยแก้ไขแต่พลความ ใจความอันเป็นข้อสำคัญนั้น คือว่าด้วยอำนาจของกงสุลซึ่งจะให้เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ข้อ ๑ สิทธิของคนในบังคับอังกฤษอันจะมาอยู่หรือมาค้าขายในเมืองไทย จะไม่ต้องอยู่ในบังคับของรัฐบาลไทยเพียงใดขอ ๑ แต่สองข้อนี้ดูเหมือนจะไม่สู้ลำ-
- ↑ ทูตอังกฤษที่เคยเข้ามาก่อนนั้น หมอครอเฟิดที่มาเมื่อรัชกาลที่ ๒ และเฮนรี่เบอนีที่มาเมื่อรัชกาลที่ ๓ เป็นแต่ทูตของผู้สำเร็จราชการอินเดีย เซอร์เจมสบรุกมาจากประเทศอังกฤษ ก็เป็นแต่ถือศุภอักษรของอัครมหาเสนาบดีมา แต่เซอร์จอนเบาริงเป็นราชทูตเชิญพระราชสาสน์ของพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษมาเป็นครั้งแรกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เซอร์จอนเบาริงชมในหนังสือที่แต่งเรื่องประเทศสยามว่า รายการที่พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดรับรองเหมือนกับเมื่อครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชรับราชทูตฝรั่งเศสหมดทุกอย่าง ข้อนี้ส่อให้เห็นว่า เซอร์จอนเบาริงเห็นจะเอาจดหมายเหตุฝรั่งเศสครั้งนั้นมาสอบ ฝ่ายพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงค้นแบบในจดหมายเหตุของฝรั่งเศสเอามาใช้ในการรับเซอร์จอนเบาริง รายการจึงตรงกัน
- ↑ ความพิสดารทางฝ่ายอังกฤษ แจ้งอยู่ในหนังสือเซอร์จอนเบาริงแต่ว่าด้วยประเทศสยาม เล่ม ๒ ตอนที่ ๑๖