ย่อมจะเป็นเหตุให้เกิดลำบากใจแก่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์มิใช่น้อย อีกประการหนึ่ง เวลานั้นพวกข้าราชการที่ชังท่านก็มีอยู่แล้ว ถ้าเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินคงจะมีผู้ชังมากขึ้นด้วยพ้นวิสัยที่จะบังคับบัญชาการให้ชอบใจคนไปได้หมด พวกที่ไม่ชอบก็จะพากันคิดร้ายด้วยประการต่าง ๆ เช่นทูลยุยงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เป็นอริกับตัวท่านเป็นต้น และที่สุดจะว่าราชการบ้านเมืองในสมัยนั้นก็ลำบากด้วยฝรั่งเข้ามามีอำนาจกว่าแต่ก่อน ข้อความที่กล่าวมา ผู้มีสติปัญญาเช่นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ย่อมจะคิดเห็นและคิดหาทางแก้ซึ่งเห็นมีแต่ ๒ ทาง คือทางหนึ่ง หลีกตัวเสีย อย่าให้ต้องเป็นผู้ว่าราชการแผ่นดิน หรืออีกทาง ๑ ถ้าจำจะต้องเป็นผู้ว่าราชการแผ่นดินก็ให้มีอะไรเป็นเครื่องป้องกันอย่าให้คนทั้งหลายสงสัยว่าท่านจะชิงราชสมบัติ อันนี้น่าจะเป็นมูลความคิดของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ที่ให้กรมหมื่นบวรวิชัยชาญเป็นพระมหาอุปราช ตรงตามที่ผู้อื่นคิดเห็นกันโดยมาก ท่านอาจจะคิดเห็นต่อไปว่าไม่มีการเสี่ยงภัยอันใดในเรื่องสืบราชสันตติวงศ์ด้วยกรมหมื่นบวรวิชัยชาญพระชันษาแก่กว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึง ๑๖ปี คงจะล่วงลับไปก่อนสิ้นรัชกาลที่ ๕ ไม่มีช่องจะได้รับรัชทายาท[1]
ฝ่ายพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็คงทรงปรารภถึงเรื่องรัชทายาทมาตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พิเคราะห์เค้าเงื่อนตามรายการที่ปรากฏในตอนปลายรัชกาลที่ ๔ ดูเหมือนจะได้ทรงพระราชดำริตกลงในพระราชหฤทัยเตรียมการเป็น ๒ สถานดังกล่าวมาแล้ว ในตอนพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ
(๑) ถ้าพระองค์ดำรงพระชนม์อยู่จนปีระกา พ.ศ. ๒๔๑๖ พอสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระชันษาสมบูรณ์ ได้ทรงผนวชตามประเพณีแล้ว ก็จะมอบเวนราชสมบัติพระราชทาน และส่วนพระองค์จะเสด็จออกเป็นพระเจ้าหลวง ช่วยคุ้มครองและแนะนำให้ทรงว่าราชการแผ่นดินไปจนตลอดพระชนมายุของพระองค์
- ↑ มีความจริงอันประหลาดอยู่ที่พระมหาอุปราชในกรุงรัตนโกสินทร์นี้บรรดาที่มิได้เป็นพระราขโอรส ย่อมเสด็จสวรรคตก่อนพระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์