ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:Phongsawadan Ratchakan Thi Ha 2493.djvu/82

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
๖๗

(๒) ถ้าหากพระองค์จะเสด็จสวรรคตก่อนปีระกานั้นไซร้ ก็จะพระราชทานอนุญาตให้พระราชวงศ์กับข้าราชการผู้ใหญ่ปรึกษากัน ถวายราชสมบัติแก่เจ้านายพระองค์หนึ่งพระองค์ใด ตามแต่จะเห็นพร้อมกันว่าสมควรจะปกครองแผ่นดินได้ ด้วยทรงพระราชดำริดังกล่าวมา ทั้งในเวลานั้น พระเจ้าอยู่หัวก็เพิ่งโสกันต์จึงยังไม่ทรงแสดงพระราชปรารภในเรื่องรัชทายาท

ครั้นถึงปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๑๐ กรมหมื่นมเหศวรสิ้นพระชนม์ ประจวบกับเวลาพระเจ้าอยู่หัวเจริญพระชันษาเป็นหนุ่ม พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเริ่มแสดงกระแสพระราชดำริเรื่องรัชทายาทให้ปรากฏ เช่นมีพระราชดำรัสแก่เจ้านายที่จะเลื่อนกรม ๔ พระองค์ดังแสดงมาแล้ว และคงจะได้ปรึกษาหารือกับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ด้วย สันนิษฐานว่าในข้อที่พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จออกจากราชสมบัติไปเป็นพระเจ้าหลวงนั้น แม้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จะไม่เห็นชอบด้วย ก็คงไม่กราบทูลดคัดค้าน แต่ข้อที่จะให้ตัวท่านเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินนั้น คงกราบทูลถึงความลำบากต่างๆ ซึ่งเกรงว่าตัวท่านจะไม่สามารถสนองพระเดชพระคุณได้ ฝ่ายพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็คงทรงชี้แจงให้เห็นความจำเป็นด้วยไม่มีผู้อื่นจะเป็นได้ บางทีท่านจะได้กราบทูลขอผ่อนผัดตริตรองมาจนวันเข้าเฝ้า ณ ที่รโหฐานนั้น จึงกราบทูลความคิดว่า ถ้าจะให้ปลอดภัยในการที่มีผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ท่านเห็นควรให้กรมหมื่นบวรวิชัยชาญเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล โดยฐานเป็นพระเจ้าลูกเธอพระองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว คนทั้งหลายจะได้สิ้นสงสัยว่า ท่านจะชิงราชสมบัติ พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเห็นชอบด้วย แต่ไม่กล้าขัดขวาง เพราะทรงพระราชดำริว่า ถ้าพระองค์สวรรคตแล้ว เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จะทำอย่างไรก็คงทำได้ จึงพระราชทานอนุมัติด้วยพระวาจา ดังเช่นพระเจ้าอยู่หัวทรงได้ยิน อันเห็นได้ว่าโดยไม่เต็มพระราชหฤทัย แต่ถึงกระนั้นก็ทรงปฏิบัติต่อมาตามพระบรมราชานุมัติ ข้อนี้มีปรากฏดังเช่นโปรดให้กรมหมื่นบวรวิชัยชาญลงไปเยี่ยมตอบราชทูตฝรั่งเศสด้วยกันกับพระเจ้าอยู่หัว และเมื่อเสด็จออกรับเจ้าเมืองสิงคโปร์ที่พลับพลา ตำบลหว้ากอ ก็โปรดให้กรมหมื่นบวรวิชัยชาญหมอบเฝ้าอยู่ข้างหนึ่งเป็นคู่กับพระเจ้าอยู่หัว แต่ในทางราชการหาได้ทรง