ออกไป พวกทหารอาสาสิบหมู่แต่งเครื่องเสนากุฏถือศัสตราวุธต่างๆ ยืนกลบาทสองข้างถนน และในที่สนามปลูกปรำยืนช้างต้นม้าต้น ที่ท่าราชวรดิษฐแต่งเรือพระที่นั่งกิ่งศรีสมรรถชัยลำ ๑ กับเรือพระที่นั่งกิ่งไกรสรมุขลำ ๑ เทียบท่ามีพลพายประจำลำพร้อมสรรพ ครั้นถึงเวลาเช้า ๑๑ นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องเยียรบับฉลองพระองค์ครุยกรองทอง ทรงพระมหามงกุฎและพระแสงขรรค์ชัยศรีเสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ประทับพระแท่นเศวตรฉัตร์[1] พระบรมวงศานุวงศ และข้าราชการทั้งปวงถวายบังคม เหล่ากงสุลต่างประเทศกับนายทหารเรือรบอังกฤษ ซึ่งได้อนุญาตให้เข้ามาเฝ้าด้วยก็ถวายคำนับพร้อมกัน ขณะนั้นชาวประโคม ๆ สังข์แตรกลองชนะมโหรธึก กองแก้วจินดายิงปืนมหาฤกษ์มหาชัยมหาจักร์มหาปราบ ทหารยิงปืนใหญ่สลุตในท้องสนามหลวง ทหารเรือยิงปืนใหญ่ในเรือรบยงยศอโยธยา และเรือสยามูประสดัมภ์ และเรือรบอังกฤษชื่ออะวอง ก็ยิงปืนใหญ่สลุตด้วยแห่งละ ๒๑ นัด.
ครั้นสุดเสียงประโคม พระมหาราชครูพิธีร่ายเวทถวายพระพร พราหมณ์เป่าสังข์แล้ว จึงพระศรีสุนทรโวหารที่พระอาลักษณ์กราบบังคมทูลเบิกข้าราชการว่า
“สรวมชีพข้าพระพุทธเจ้าผู้รับอธิบายแห่งท่านทั้งหลาย คืออัครมหาเสนาบดีและอำมาตยมุขมนตรีข้าทูลละอองธุลีพระบาท บรรดาพร้อมกันในสถานที่นี้ ขอถวายอัญชลีบังคมประนมน้อมศรีโรตมางค์แด่พระบาทสมเด็จบรมนาถบพิตร พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว อันได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษก เป็นองค์เอกอัครมหาราชาธิราชทรงพระยศวโรภาศสถิตย์ภายใต้พระมหาเศวตฉัตรเหนือพระวโรดมบรมรัตนราชบัลลังก์มีพระปรมาภิธัยได้ประดิษฐานทั้งในแผ่นพระสุพรรณบัฏ โดยอักษรลักษณแสดงอรรถว่า
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฎ บุรุษรัตนราชรวิวงศ วรุตมพงศบริพัตร วรขัติราชนิกโรดม จาตุรัตนบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ
- ↑ การที่เสด็จออกประทับพระแท่นเศวตฉัตรนั้น ตามประเพณีโบราณ (และในชั้นหลังมา) เสด็จประทับแล้วจึงไขพระสูตร แต่เมื่อบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๕ ครั้งปีมะโรง ไม่ปรากฏในจดหมายเหตุฉะบับใดๆ ว่ากั้นพระสูตร จดหมายเหตุของฝรั่งยังซ้ำพรรณนาว่า เมื่อทรงพระราชดำเนินผ่านเจ้านายผู้ใหญ่ไป ยกพระหัตถ์ประสานขอประทานอภัยก่อน แล้วจึงได้เสด็จขึ้นพระแท่นเศวตฉัตร.