ทรงเครื่องเยียรบับขาวแล้วตามเสด็จเข้าไปทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการและทรงศีล และเสด็จไปประทับสดับพระปริต ณ พระที่นั่งวสันตพิมาน เมื่อพระสงฆ์ในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยสวดมนต์จบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับคืนพระบรมมหาราชวัง ทางโน้นก็แห่กรมหมื่นบวรวิชัยชาญกลับมายังพลับพลาที่ข้างโรงปืน[1] เวลาเช้ากรมหมื่นบวรวิชัยชาญเสด็จไปทรงประเคนเลี้ยงพระ งานเหมือนกันทั้ง ๓ วัน
ครั้น ณ วันพุธ เดือนอ้าย ขึ้น ๑๑ ค่ำ เวลาเช้า (พระสงฆ์ดับเทียนชัยแล้ว) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปยังพระราชวังบวร ครั้นได้พระฤกษ์เวลาเช้า ๗ นาฬิกาเศษ กรมหมื่นบวรวิชัยชาญเสด็จสู่ที่สรง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานน้ำอภิเษกแล้ว กรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธ์ และกรมหลวงเทเวศวัชรินทร์ กรมขุนวรจักรธรานุภาพ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนบำราบปรปักษ์ และเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์กับเจ้าพระยาภูธราภัย กับเจ้าจอมมารดาเอมซึ่งเป็นพระชนนีของกรมหมื่นบวรวิชัยชาญถวายน้ำ[2] ครั้นสรงและทรงเครื่องเสร็จแล้วเสด็จมาสู่ที่เฝ้าในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พระศรีสุนทรโวหารเจ้ากรมพระอาลักษณ์อ่านประกาศ คำประกาศที่อ่านว่าดังนี้
“ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนากาลเป็นอดีตกาลล่วงแล้ว ๒๔๑๑ พรรษา ปัตยุบันกาลมังกรสังวัจฉร มฤคลิรมาส ชุณหปักษ เอกาทศมี ดิถีพุธวาร บริเฉทกาลกำหนด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทร เทพยมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์ วรุตมพงศบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ ฯลฯ ปรมินทร ธรรมิกมหาราชาธิราชบรมบพิตร พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย มไหสุริยพิมาน โดยสถานอุตราพิมุข พร้อมด้วยพระราชวงศานุวงศ์และท่านเจ้าพระยา และพระยาข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายทหารฝ่ายพลเรือน เฝ้าโดยลำดับตามถานานุศักดิ์ จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสปรึกษาว่า ธรรมเนียมในสยามราฐกรุงเทพมหานครเป็นจารีตสืบมาแต่โบราณ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเถลิงถวัลย