ตั้งกฎมณเฑียรบาลเมื่อปีชวด[1] พ.ศ. ๒๐๑๑ กำหนดศักดิ์พระราชกุมารให้เป็นชั้นกันโดยลำดับดังนี้[2]
ชั้นที่ ๑ พระราชกุมารอันเกิดพระมเหษีซ้ายขวา ทรงศักดิ์เป็น “สมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า” หรือเรียกอีกอย่างหนี่งในหนังสือพงศาวดารว่า “สมเด็จหน่อพุทธางกูร” (หมายความอย่างเดียวกัน)[3]
ชั้นที่ ๒ พระราชกุมารอันเกิดด้วยพระราชเทวี หรือพระอัครชายา (เรียกว่า “แม่อยั่วเมือง”[4] ทรงศักดิ์เป็น “พระมหาอุปราช”)
ชั้นที่ ๓ พระราชกุมารอันเกิดด้วยลูกหลวง (เช่นพระมารดาเป็นพระองค์เจ้า) กินเมืองเอก
ชั้นที่ ๔ พระราชกุมารอันเกิดด้วยหลานหลวง (เช่นพระมารดาเป็นหม่อมเจ้า) กินเมืองโท
ชั้นที่ ๕ พระราชกุมารอันเกิดด้วยพระสนม เป็น “พระเยาวราช” (ตรงนี้เห็นได้ว่าเอานามตำแหน่งรัชทายาทตามตำราอินเดียมาใช้เรียกพระราชกุมารชั้นต่ำ)
เพราะราชกุมารศักดิ์ที่กล่าวมา เพิ่งกำหนดขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
- ↑ ในกฎหมายฉะบับพิมพ์ว่า “ปีชวด จุลศักราช ๗๒๐” นั้นผิดเพราะเป็นรัชกาลพระเจ้าอู่ทอง ที่ถูกต้องเป็นปีชวด จุลศักราช ๘๓๐
- ↑ ในกฎมณเฑียรบาลกล่าวความห้วน ๆ และใช้คำเก่าเข้าใจยาก อธิบายนี้ตามวินิจฉัยของข้าพเจ้า
- ↑ ความที่กล่าวในข้อสมเด็จหน่อพระพุทธเจ้านี้เคลือบคลุมอยู่บ้าง เป็นต้นว่าถ้าพระราชกุมารเกิดด้วยพระมเหษีหลายองค์จะทรงศักดิ์เป็นสมเด็จหน่อพระพุทธเจ้าทุกองค์ (เช่นเรียกว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ” หรือเป็นสมเด็จหน่อพระพุทธเจ้าแต่ฉะเพาะพระองค์ที่เป็นรัชทายาท (เช่นเรียกว่าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช) ข้อนี้พิจารณาตัวอย่างในพงศาวดาร ดูเป็นสมเด็จหน่อพระพุทธเจ้าแต่พระองค์ที่เป็นรัชทายาทองค์เดียว เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาศักดิ์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชก็ทรงพระราชดำริเห็นเช่นนั้น.
- ↑ แม่อยั่วเมืองเป็นคำไทยเก่าเห็นจะใช้กันมาก่อนตั้งกฏมนเทียรบาล สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศฯ ทรงสันนิษฐานว่าจะตรงกับ “แม่อยู่เมือง” นับเป็นยศรอง “แม่อยู่หัว” คือพระมเหษี