เรียกพระนามในหนังสือพงศาวดารว่า “สมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูร” ครั้นมาถึงรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระราเมศวรพระราชโอรสพระองค์ใหญ่เป็นที่สมเด็จหน่อพุทธางกูรแต่อยู่ในราชธานี เพราะพระมหาธรรมราชาธิราชบุตรเขยได้เป็นพระมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลก ถึงรัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชทรงตั้งพระนเรศวรราชโอรสพระองค์ใหญ่เป็นสมเด็จหน่อพุทธางกูรไปครองเมืองพิษณุโลกอย่างเดิม ในหนังสือพงศาวดารก็ว่าให้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน แต่ในรัชกาลนั้นเอง เมื่อทำสงครามกู้อิสสระของประเทศสยาม ต้องรวมกำลังมาตั้งต่อสู้ข้าศึกที่กรุงศรีอยุธยาแห่งเดียวพระนเรศวรก็ต้องเสด็จลงมาประทับอยู่ในพระนคร แม้ทำสงครามชนะข้าศึก หัวเมืองก็ยับเยินเสียมากไม่เหมือนแต่ก่อน ถึงรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงเลิกประเพณีตั้งพระราชกุมารไปครองหัวเมือง[1] แม้สมเด็จพระเอกาทศรถราชอนุชาซึ่งทรงสถาปนาเป็นรัชทายาทอย่างสมเด็จหน่อพุทธางกูรแต่ก่อน ก็ให้เสด็จประทับอยู่ในราชธานี ครั้นถึงรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถทรงตั้งเจ้าฟ้าสุทัศน์ราชโอรสพระองค์ใหญ่เป็นรัชทายาท แต่ ให้ทรงศักดิ์เป็นพระมหาอุปราชและอยู่ในราชธานี แต่นั้นจึงถือว่า พระมหาอุปราชเป็นรัชทายาทและอยู่ในราชธานีเป็นประเพณีสืบมา.[2]
คำว่า “ฝ่ายหน้า” หน้าจะเป็นคำสำหรับเรียกรัชทายาทในภาษาไทยมา แต่โบราณ มี
- ↑ อาจทรงปรารภเหตุทางกรุงหงสาวดีที่เจ้าครองเมืองพากันเป็นกบฏต่อพระเจ้าหงสาวดีในสมัยนั้นก็เป็นได้
- ↑ ในทำเนียบศักดินาพลเรือนมีตำแหน่ง “เจ้าพระยามหาอุปราช” เป็นขุนนางถือศักดินาหมื่น ยศสูงกว่าสมุหนายกและสมุหกลาโหม แต่ไม่บอกว่ามีหน้าที่อย่างไร ในพงศาวดารก็ไม่ปรากฏว่ามีใครเคยได้เป็นเจ้าพระยามหาอุปราช แต่ไปปรากฏอยู่ในหนังสือของมองสิเออเดอลาลุแบร์ราชทูตฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาเมื่อตอนปลายรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ว่าครั้งนั้นเจ้าพระยามหาอุปราชบัญชาการรักษาพระนครศรีอยุธยาในเวลาสมเด็จพระนารายณ์เสด็จไปประทับอยู่เมืองลพบุรี จึงสันนิษฐานว่าตำแหน่งเจ้าพระยามหาอุปราชนั้นจะมีขึ้นต่อชั้นหลังมา สำหรับตั้งต่อเมื่อมีผู้ทรงคุณวิเศษ เช่นเดียวกับตั้งสมเด็จเจ้าพระยา ใครได้เป็นก็เป็นหัวหน้าข้าราชการทั้งปวง ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชไม่มี (เจ้าเป็น) พระมหาอุปราชด้วยก็พอเหมาะดี.