ที่สมุหพระกลาโหม ๒. เจ้าพระยาภูธราภัย (นุช บุณยรัตพันธ์) ที่สมุหนายก ๓. พระยามหาอำมาตย์ (ลมั่ง สนธิรัตน) ๔. พระยาราชภักดี (ช้าง เทพหัสดินทร ณอยุธยา) ๕. พระยาศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค) ๖. พระยาเพชรพิชัย (หนู เกตุทัต) ๗. พระยาสีหราชเดโช (พิณ) ๘. พระยาสีหราชฤทธิไกร (บัว) ๙. พระยาราชวรานุกูล (บุญรอด กัลยาณมิตร) ๑๐. พระยาเทพประชุม (ท้วม บุนนาค)[1] ๑๑. พระยาอภัยรณฤทธิ์ (เฉย ยมาภัย) ๑๒. พระยาอนุชิตชาญชัย (อุ่น) ๑๓. พระยาสุรวงศวัยวัฒน์ (วร บุนนาค) ๑๔. พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (เพ็ง เพ็ญกุล) ๑๕. พระยาศรีเสาวราช (ภู่) ข้าราชการผู้ใหญ่ฝ่ายพระบวรราชวัง ๑๖. เจ้าพระยามุขมนตรี (เกต สิงหเสนี) ๑๗. พระยามณเฑียรบาล (บัว) ๑๔. พระยาเสนาภูเบศ (กรับ บุณยรัตพันธุ์) ๑๙. พระยาศิริไอศวรรย์ ๒๐. พระยาสุรินทราชเสนี (ชื่น กัลยาณมิตร)[2] นอกจากขุนนางผู้ใหญ่ ยังมีเจ้ากรมปลัดกรมตำรวจขัดกระบี่นั่งประจำอยู่ข้างหลังเสนาบดีข้างมุขตะวันออกอีกหลายคน แต่ไม่ได้มีหน้าที่ในการประชุม.
พอเวลาเที่ยงคืนที่ประชุมพร้อมกันแล้ว เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ลุกขึ้นนั่งคุกเข่าประสานมือ หันหน้าไปทางเจ้านายกล่าวในท่ามกลางประชุมว่า ด้วยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเมื่อเวลายาม ๑ บัดนี้แผ่นดินว่างอยู่ การสืบพระราชสันตติวงศตามราชประเพณีเคยมีมาแต่ก่อนนั้น เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจะเสด็จสวรรคตได้ทรงมอบราชสมบัติพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล คือพระบาทสมเด็จฯ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จฯ พระพุทธเลิศหล้านภาลัยจะสวรรคต ไม่ได้ทรงสั่งมอบราชสมบัติแก่เจ้านายพระองค์ใด ด้วยอาการพระโรคตัดตรัสสั่งไม่ได้ เสนาบดีจึงพร้อมกันถวายราชสมบัติแก่พระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จฯ สวรรคต