เมื่อพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นประพาสวัดโพธิประทับช้าง อาศัยเหตุที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นสามเณรทรงผ้ากาสาวพัสตร์ จีงมีรับสั่งให้ทรงพระราชยานต่างพระองค์และโปรดให้ข้าราชการแห่นำตามเสด็จ เหมือนกระบวนเสด็จพระราชดำเนิน ส่วนพระองค์นั้นทรงพระราชดำเนินตามไปโดยลำพังทั้งขาขึ้นขาลง และเมื่อสมโภชพระพุทธชินราช ณ เมืองพิษณุโลกนั้น โปรดให้ทรงกำกับมหาดเล็กซึ่งเป็นพนักงานการมหรสพด้วย[1] และในครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชศรัทธาสร้างวิหารพระเหลือ (หลังใหญ่) ที่ในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ และโปรดให้ทำศิลาจารึกติดไว้ที่วิหารนั้นยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสหัวเมืองเหนือครั้งนั้น เสด็จกลับมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อ ณ วันอาทิตย์ เดือน ๑๑ แรม ๑๑ ค่ำ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงผนวชเป็นสามเณรอยู่ ๖ เดือน ถึงเดือนยี่ ปีขาลนั้นจึงได้ลาผนวช
อนึ่งในสมัยเมื่อก่อนสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงผนวชเป็นสามเณรนั้น เสด็จประทับอยู่ที่
- ↑ เหตุที่มหาดเล็กเป็นพนักงานการมหรสพสมโภชพระพุทธชินราชเมืองพิษณุโลกนั้น เดิมเมื่อพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงผนวชอยู่ในรัชกาลที่ ๓ เสด็จธุดงค์ขึ้นไปเมืองเหนือ เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๗๖ เสด็จไปถึงเมืองพิษณุโลก ทรงพระปรารภจะสมโภชพระพุทธชินราชตามราชประเพณี ครั้งนั้นเครื่องมหรสพมีแต่ตัวหนังอยู่ที่วัดพระชินราช คนเล่นหามีไม่ พวกมหาดเล็กที่โดยเสด็จไปด้วยจึงชวนกันเล่นหนังถวายเป็นการมหรสพ เมื่อเสด็จขึ้นไปครั้งหลัง พวกข้าหลวงเดิมที่เคยเล่นหนังเมื่อเสด็จครั้งแรก ได้เป็นข้าราชการตามเสด็จไปหลายคน พากันรับอาสาเข้าเล่นหนังเหมือนหนหลัง พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงอนุโมทนา และทรงพระราชดำริว่า เมื่อครั้งแรกพระองค์ทรงผนวชอยู่ได้ทรงอำนวยการ ครั้งนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงผนวชจึงโปรดให้ทรงอำนวยการ ครั้นต่อมาในรัชกาลที่ ๕ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเลียบมณฑลฝ่ายเหนือเมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๔๔๔ เสด็จไปถึงเมืองพิษณุโลก มีการสมโภชพระพุทธชินราช ทรงรำลึกถึงความหลังที่กล่าวมา จึงโปรดได้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมขุนนครราชสีมา เป็นผู้อำนวยการมหรสพ และได้ข้าราชการกรมมหาดเล็ก กรมตำรวจและกรมทหารเรือเล่นหนังในงานมหรสพกรมละคืน