ในชั้นหลัง ๕ คน คือ พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อยังทรงผนวช พอพระราชหฤทัยใคร่จะเรียนภาษาและหนังสืออังกฤษ กับทั้งวิชาต่าง ๆ มีโหราศาสตร์เป็นต้น พระองค์ ๑ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวพอพระราชหฤทัยจะทรงเรียนวิชาทหารเป็นที่ตั้ง ทั้งเรียนหนังสือเพื่อจะให้ทรงอ่านตำรับตำราได้เอง พระองค์ ๑ กรมหลวงวงศาธิราชสนิทซึ่งได้ทรงศึกษาวิชาแพทย์ไทยอยู่แล้ว ใคร่จะทรงศึกษาวิชาแพทย์ฝรั่ง แต่ไม่ประสงค์จะทรงเรียนภาษาอังกฤษ พระองค์ ๑ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เมื่อยังเป็นหลวงสิทธิ์ นายเวรใคร่จะเรียนวิชาต่อเรือกำปั่นเป็นสำคัญ และภาษาอังกฤษก็ดูเหมือนจะได้เรียนบ้าง[1] อีกคนหนึ่ง
เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เห็นจะได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นที่จมื่นวัยวรนาถหัวหมื่นมหาดเล็ก เมื่อราวปีฉลู พ.ศ. ๒๓๘๔ ด้วยการทำสงครามกับญวณในปีนั้นปรากฏว่าพระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งให้จัดกองทัพเรือ ใช้เรือกำปั่นที่ต่อใหม่เป็นพื้น และโปรดให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์เป็นแม่ทัพใหญ่ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ เมื่อยังเป็นที่จมื่นวัยวรนาถ เป็นนายทัพหน้ายกลงไปตีเมืองบันทายมาศ แต่ไปทำการหาสำเร็จดังพระราชประสงค์ไม่ ต่อมาพระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเพิ่มสร้อยนามพระราชทานว่า “จมื่นวัยวรนาถภักดีศรีสุริยวงศ์”[2] จะเป็นด้วยทำความชอบพิเศษอย่างไรหาทราบไม่ แต่เมื่อพิเคราะห์ตามเหตุการณ์ในสมัยนั้นก็พอสันนิษฐานเค้าเงื่อนได้ ด้วยบิดาของท่านได้เป็นตำแหน่งเสนาบดีกลาโหมกับกรมท่ารวมกัน ๒ กระทรวงมาหลายปี เมื่อเริ่มแก่ชราเข้าประกอบกับมีการอย่างฝรั่งเริ่มเกิดขึ้นอันตัวท่านไม่สันทัด ก็
- ↑ จะรู้ภาษาอังกฤษเพียงใดทราบไม่ได้ ข้าพเจ้าเคยได้ยินท่านพูดภาษาอังกฤษกับฝรั่งครั้งหนึ่ง ก็พูดเพียง ๒ คำเท่านั้น สันนิษฐานว่าเป็นจะรู้เพียงฟังเข้าใจได้ แต่การต่อเรือกำปั่นท่านศึกษาจนชำนิชำนาญไม่มีตัวสู้ในสมัยของท่าน ได้เป็นผู้ต่อตลอดมาจนเรือกำปั่นไฟในรัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕
- ↑ นามนี้ปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุครั้งเซอร์เจมสบรุกเป็นทูตอังกฤษเข้ามา เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๓๙๓