บากในการปรึกษาเท่าอีกข้อ ๑ ซึ่งว่าด้วยเรื่องเก็บภาษี เพราะอังกฤษให้เลิกภาษีผูกขาดอย่างบิดซื้อบิดขาย (ตลอดจนวิธีซื้อขายของพระคลังสินค้า) เปลี่ยนเป็นเก็บภาษีมีพิกัดตามจำนวน (คือร้อยละเท่านั้นเท่านี้ในจำนวนสินค้า) และจำกัดอัตราภาษีศุลกากร เช่นเรียกภาษีสินค้าเข้าตามราคาได้เพียงร้อยละ ๓ เป็นต้น เมื่อเสียภาษีตามหนังสือสัญญาแล้ว ไทยต้องยอมให้คนในบังคับอังกฤษซื้อขายได้ตามใจ เว้นแต่สินค้าต้องห้ามบางอย่าง เช่น ฝิ่นและเครื่องอาวุธ ปืนไฟ เป็นต้น ข้อเปลี่ยนวิธีเก็บภาษีนี้ ฝ่ายไทยตั้งแต่สมเด็จเจ้าพระยาทั้ง ๒ เป็นต้น โต้แย้งขัดขวางอย่างแข็งแรง ด้วยเห็นว่าถ้าเลิกวิธีเก็บภาษีซึ่งเคยเป็นอย่างธรรมเนียมสืบมาช้านาน ผลประโยชน์อันเป็นกำลังของรัฐบาลก็จะเสื่อมสิ้นไป อีกประการหนึ่ง (ข้อนี้คิดดูในเวลานี้ก็ชอบกล) เห็นว่าการทำนาในเมืองไทย ได้ข้าวก็แต่พอเลี้ยงไพร่บ้านพลเมืองมิให้อัตคัด ถ้ายอมให้ชาวต่างประเทศมาซื้อข้าวเอาไปตามชอบใจ ก็จะเป็นเหตุให้ราษฎรอดอยาก อีกประการหนึ่ง (ซึ่งมิได้ปรากฏในจดหมายเหตุ แต่พอคิดเห็นได้) คือถ้าทำหนังสือสัญญาอย่างนั้นแล้ว มีฝรั่งเข้ามาค้าขายมากขึ้นก็จะมาค้าขายแข่ง พวกพ่อค้าในพื้นเมืองทั้งที่เป็นผู้มีบรรดาศักดิ์และมิได้มี พากันย่อยยับเพราะฝรั่งมีทุนมากกว่า อาศัยเหตุเหล่านี้ ในชั้นแรกการปรึกษาจึงติดขัด จนถึงเซอร์จอนเบาริงเตรียมตัวจะกลับ และว่าจะไปปรึกษากับราชทูตฝรั่งเศสราชทูตอเมริกันและแม่ทัพเรือของอังกฤษว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป ที่การปรึกษาสำเร็จได้ครั้งนั้นเพราะสติปัญญาของบุคคลแต่ ๒ คน คือพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[1] พระองค์ ๑ กับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์คน ๑ พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระเจ้าแผ่นดินได้แต่คอยทรงแนะนำอย่างว่าอยู่ข้างหลังฉาก เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เป็นตัวผู้ที่ได้เข้าพูดจาว่ากล่าวกับทูตอังกฤษ ทั้งในที่ประชุมข้าหลวงปรึกษาสัญญา ซึ่งประชุมกัน ณ จวนสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์หลายๆ วันครั้ง ๑ แต่พูดจาปรึกษาหารือเป็นส่วนตัวเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เองแทบทุกวัน พระบรมราโชบายในพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในครั้งนั้น ดูเหมือนความข้อใดซึ่งเห็นว่า อังกฤษคงจะเอาให้จงได้ ให้ยอมให้เสียโดยดี แลกเอา
- ↑ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น เซอร์จอนเบาริงว่าไม่ทรงเกี่ยวข้องทีเดียว เพราะเกรงใจสมเด็จเจ้าพระยาทั้งสอง