ครั้นถึงรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีพระราชประสงค์จะย้ายพวกข้าหลวงเดิมมามีตำแหน่งรับราชการวังหลวง การที่จะตั้งข้าราชการวังหน้า จึงทรงปรึกษากับสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงเสนานุรักษ์ซึ่งได้เป็นพระมหาอุปราชโดยฐานที่ทรงชอบชิดสนิทเสน่หากัน ทำนองจะทรงพระราชปรารภป้องกันการแตกร้าวเช่นเคยมีมาเมื่อรัชกาลที่ ๑ และกรมพระราชวังบวรฯ จะกราบบังคมทูลขอให้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงเลือกตั้งพระราชทานตามพระอัทธยาศัย จึงโปรดฯ ให้แบ่งข้าราชการวังหลวงขึ้นไปรับราชการวังหน้าเป็นครั้งแรก ครั้งนั้นในบรรดาตระกูลข้าราชการถ้ามีพี่น้องสองคน เอาไว้รับราชการวังหลวงคน ๑ ส่งไปรับราชการวังหน้าคน ๑ แทบทุกตระกูลจะยกตัวอย่าง ดังเช่นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ กับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ เมื่อในรัชกาลที่ ๑ ผู้พี่ได้เป็นที่จมื่นวัยวรนาถ ผู้น้องได้เป็นที่นายสนิทหุ้มแพรมหาดเล็ก ถึงรัชกาลที่ ๒โปรดฯ ให้ผู้พี่เลื่อนขึ้นเป็นพระยาสุรวงศมนตรี จางวางมหาดเล็ก ผู้น้องโปรดฯ ให้ไปรับราชการวังหน้า เป็นจมื่นเล็กชาย หัวหมื่นมหาดเล็ก ดังนี้เป็นต้น กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ดำรงพระยศเป็นพระมหาอุปราชอยู่ ๘ ปี เมื่อเสด็จสวรรคตปีฉลู พ.ศ. ๒๓๖๐ ข้าราชการวังหน้าลงมาสมทบรับราชการวังหลวง ก็เข้ากับข้าราชการวังหลวงได้ดี ด้วยร่วมสกุลกันโดยมาก เช่นจมื่นมหาดเล็กเมื่อกลับมารับราชการวังหลวงก็ได้มาเป็นที่พระยาศรีสุริยวงศจางวางมหาดเล็ก คนอื่นก็กลับมาเป็นข้าราชการวังหลวงโดยทำนองเดียวกัน ข้าราชการวังหน้าจึงเป็นอันหมดตัวไปอีกครั้งหนึ่งในระหว่างเวลา ๗ ปีตั้งแต่กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์สวรรคตมาจนสิ้นรัชกาลที่ ๒
ถึงรัชกาลที่ ๓ เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาพระบรมวงศเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพเป็นพระมหาอุปราช การเลือกสรรข้าราชการวังหน้าในชั้นแรกจะทำอย่างไรหาปรากฏไม่ แต่เมื่อเปลี่ยนรัชกาลแล้วไม่ช้าเจ้าเวียงจันทน์เป็นกบฏ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพเสด็จเป็นจอมพลยกกองทัพไปปราบปราม ปรากฏชื่อข้าราชการผู้ใหญ่ฝ่ายพระราชวังบวรฯ คุมกองทัพหน้า ๔ คน คือ พระยาจ่าแสนยากร พระยากลาโหมราชเสนา พระยาพิชัยบุรินทรา พระยาณรงควิชัย สันนิษฐานว่าข้าราชการวังหน้าที่ตั้งชั้นแรก โดยฉะเพาะที่เป็นผู้ใหญ่เหล่านี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว