หน้านี้ยังไม่ได้พิสูจน์อักษร
๑๘
เห็นจะพระราชทานอนุญาตให้เลือกสรรข้าราชการวังหลวงไปตั้ง และน่าจะเป็นข้าราชการในกรมพระกลาโหมเป็นพี้น เพราะกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ได้ทรงบัญชาการกรมพระกลาโหมอยู่ก่อน และคงตั้งเมื่อต้องยกกองทัพไปปราบกบฏเวียงจันทน์โดยมาก แต่เมื่อเสร็จศึกเวียงจันทน์แล้ว[1] ต่อมาก็เลือกสรรข้าราชการวังหน้า กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพต้องทรงเลือกหาเอง ก็มักจะได้แต่ผู้ซึ่งไม่สามารถ จะหาดีได้ทางวังหลวงแล้วไปเป็นขุนนางวังหน้า[2] สันนิฐานว่าเห็นจะตั้งไว้แต่พอทรงใช้สอยหาตั้งเต็มตามธรรมเนียมไม่ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพดำรงพระยศเป็นพระมหาอุปราชอยู่ ๗ ปี สวรรคตเมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๗๕ แต่นั้นมาว่างพระมหาอุปราชอยู่ถึง ๒๐ ปี จึงสิ้นรัชกาลที่ ๓ ข้าราชการวังหน้าก็สูญไปหมดอีกครั้งหนึ่ง
- ↑ มีคำเล่ากันมาว่าตั้งแต่เสร็จศึกเวียงจันทน์แล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวกับกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพก็ไม่ทรงชอบชิดกันเหมือนแต่ก่อน อ้างเหตุ ๒ เรื่อง เรื่อง ๑ ว่าเมื่อกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพยกกองทัพไปประทับอยู่ที่เมืองนครราชสิมา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวให้เจ้าพนักงานเชิญน้ำพระพิพัฒน์สัตยาขึ้นไปถวาย กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพน้อยพระหฤทัย ว่าไม่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย อีกเรื่อง ๑ ว่าเมื่อเสด็จกลับจากสงครามนั้น ทรงสร้างวัดบวรสถานสุทธาวาสขึ้นในพระราชวังบวรฯ เดิมพระอุโบสถจะทำมียอดเป็นปราสาท ปรุงตัวไม้เสร็จแล้วยังแต่จะยก พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้ไปห้ามว่าพระราชวังบวรไม่เคยมีปราสาท กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพก็ทรงโทมนัส
- ↑ มีตัวอย่างข้อนี้ เช่นพระยาจันทราทิตย์(บุญเรือง) เป็นข้าหลวงเดิมในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีบุตรชื่อเลี้ยงเป็นแต่มหาดเล็กทั้งในรัชกาลที่ ๑ และที่ ๒ นายเลี้ยงมีบุตรชื่อดิศ พระยาจันทราทิตย์ผู้ปู่ถวาย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อลงสรงในรัชกาลที่ ๒ ถึงรัชกาลที่ ๓ นายเลี้ยงไปรับราชการวังหน้า ได้เป็นจมื่นอินทรประพาสในกรมวัง แต่นายดิศบุตรคงเป็นข้าหลวงเดิมอยู่กับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนเสวยราชย์ได้เป็นที่พระยาบำเรอภักดี ต้นสกุลโรจนดิศ