เวลาจวนค่ำ เสด็จกลับประทับที่สีหบัญชร (อยู่ระหว่างพระที่นั่งไพศาลทักษิณกับหอพระธาตุมณเฑียร) ข้าราชการในพระราชสำนักเข้าเฝ้าที่ชาลารอบพระที่นั่งสนามจันทร์ทรงรับฎีกาซึ่งเจ้าพนักงานผู้รับฺนำถวาย และประภาษราชกิจตามพระราชอัทธยาศรัยแล้วประทับเสวยที่หัองหลังสีหบัญชรนั้น
เวลาค่ำ ๘ นาฬิกา (ถ้ามีพระราชธุระมากก็ดึกกว่านั้น) เสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทรงสดับพระธรรมเทศนากัณฑ์ ๑ แล้วทรงฟังรายงาน และเบิกข้าราชการเข้าเฝ้าตามแบบเก่า สิ้นราชการแล้วก็เสด็จขึ้น เป็นสิ้นพระราชานุกิจประจำวัน
ครั้นเสด็จไปประทับอยู่ณพระอภิเนาวนิเวศน์ พระราชมณเฑียรสถานที่สร้างใหม่แผนผังทำอย่างตึกฝรั่ง ไม่เหมาะแก่พระราชานุกิจตามแบบเก่าเหมือนกับหมู่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน อีกประการหนึ่งพระราชธุระอันเป็นส่วนซึ่งต้องทรงประพฤติก็มีเพิ่มเติมขึ้น จึงต้องแก้ไขพระราชานุกิจด้วยเหตุ ๒ ประการนั้น
พระราชานุกิจสมัยตอนหลัง เวลาเช้า ๙ นาฬิกา คงมีการทรงบาตร์ตามเคย แต่ทรงบาตร์ที่ท้องฉนวนหลังพระที่นั่งนงคราญสโมสร เสด็จลงบ้างโปรดฯ ให้พระเจ้าลูกเธอทรงบาตร์แทนบ้าง มิได้เสด็จลงทุกวัน แต่บางวันก็โปรดฯ ให้นิมนต์ฉะเพาะพระสงฆ์ธรรมยุติกาเข้ามารับบิณฑบาตร์แต่เวลา ๗ นาฬิกา เสด็จทรงบาตร์ที่ชาลาใต้ต้นมิดตะวันริมพระราชมณเฑียรเป็นการพิเศษ[1]
การเลี้ยงพระฉันเวรก็คงเลี้ยงทุกวัน แต่ย้ายไปเลี้ยงที่พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ มิได้เลี้ยงในท้องพระโรงอย่างแต่ก่อน และโปรดฯ ให้พระเจ้าลูกเธอไปทรงประเคน แต่เดิมมีสวดมนต์ในวันพระด้วย
เวลาเช้า เมื่อเสร็จการทรงบาตร์แล้ว มักเสด็จไปบูชาพระและทอดพระเนตรการก่อสร้างณพระพุทธนิเวศน์ (อยู่ในบริเวณสวนศิวาลัยบัดนี้) ถ้าเป็นวันพระก็ทรงแสดงพระธรรมเทศนาพระราชทานเจ้านายและข้าราชการฝ่ายในที่พระพุทธมณเฑียร จนจวนเที่ยงวันจึงเสด็จขึ้นเสวยพระกระยาหาร
- ↑ ในสมัยนั้น พระเข้ารับบิณฑบาตร์ในพระราชวัง จะเป็นธรรมยุติกาหรือมหานิกายก็ต้องสพายบาตร์และมีย่ามเหมือนกัน ต่อเข้าไปรับบิณฑบาตร์พิเศษ พระธรรมยุติกาจึงอุ้มบาตร์