ปิฎกและให้ผู้เทศน์เขียนคำที่ได้เทศนาลงในสมุดไทยถวายด้วย[1] ถึงรัชกาลที่ ๕ ก็เอาแบบครั้งรัชกาลที่ ๓ มาใช้เริ่มเทศนาพระสูตร และโปรดฯ ให้เขียนเทศนาเป็นเล่มสมุดถวายเหมือนกัน
เมื่อทรงธรรมแล้วเสด็จขึ้นพระแท่นออกขุนนาง เบิกข้าราชการทั้งฝ่ายทหารพลเรือนเข้าเฝ้า และกราบทูลใบบอกหัวเมืองเหมือนอย่างเมื่อรัชกาลที่ ๓ เสร็จราชการเสด็จขึ้นข้างในราวเวลา ๑๐ นาฬิกา เป็นสิ้นพระราชานุกิจประจำวัน[2] ได้ใช้ระเบียบพระราชานุกิจอย่างนี้มาสัก ๓ ปี จนเมื่อเสด็จกลับจากประพาสเมืองสิงคโปร์และเบตาเวียจึงเริ่มมีการแก้ไข ดังจะกล่าวในตอนอื่นต่อไปข้างหน้า
ในครั้งนั้นปรากฎว่าจัดระเบียบอุปราชนุกิจในพระราชวังบวรฯ สำหรับกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญด้วย[3] คือ
เวลาเช้า ๙ นาฬิกา พระสงฆ์รับบิณฑบาตร์เวรอย่างเดิมแต่กรมพระราชวังบวรฯ ไม่ใคร่จะเสด็จลงทรงบาตร์เอง
เวลา ๑๐ นาฬิกา เสด็จลงมายังพระบรมมหาราชวัง ทรงพระราชยานมีกระบวรแห่เสด็จ คือทหารราบอย่างยุโรปกองร้อย ๑ มีธงแตรวงนำหน้า แล้วถึงกรมตำรวจถือมัดวายถือหอกเดิน ๒ สายนำพระราชยาน ต่อพระราชยานถึงกรมตำรวจหลังและกรมรักษาพระองค์คาดกระบี่ฝรั่งเดิน ๒ ข้าง มหาดเล็กและวอที่นั่งรองเดินกลางกระบวรทหารอย่างยุโรปมาหยุดอยู่เพียงนอกประตูวิเศษชัยศรี พวกตำรวจและรักษาพระองค์เมื่อถึงประตูพิมานชัยศรีวางหอกดาพไว้นอกประตู แต่นั้นเดินประสานมือต่อไป เข้าในประตู
- ↑ หนังสือแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทยที่ปรากฎอยู่ เป็นหนังสือแปลถวายเทศน์ในรัชกาลที่ ๓ โดยมาก
- ↑ ส่วนการเสด็จออกในการพระราชพิธีต่างๆ มิได้กล่าวในหนังสือนี้ เพราะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราชาธิบายไว้ในหนังสือเรื่องพระราชพิธีสิบสองเดือนแล้ว
- ↑ อุปราชานุกิจของกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอบางพระองค์และพระยาไพบูลย์สมบัติ (เดช บุนนาค) บอกอธิบายให้ทราบ