พระปลัดแสง[1] เปรียญ ๗ ประโยค วัดราชบูรณะ เป็นที่พระราชามุนีองค์ ๑ (องค์นี้ต่อมาได้เลื่อนที่เป็นพระโพธิวงศาจารย์ ยศเสมอชั้นเทพ แล้วเลื่อนเป็นพระธรรมไตรโลกพระธรรมวโรดม และเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ในรัชกาลที่ ๕)
พระปลัดเมตะคู เดช วัดบุปผาราม เป็นพระวิเชียรมุนีองค์ ๑ (องค์นี้อยู่ในตำแหน่งนั้นมาตลอดอายุ)
๒. เฉลิมพระยศสมเด็จพระบุรพการินี
ณ วันพฤหัสบดี เดือนยี่ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เชิญพระอัฎฐิพระนางเธอพระองค์เจ้ารำเพยภมราภิรมย์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา เวลาเย็นมีการพิธี พระสงฆ์สวดมนต์ ๑๕ รูป แล้วมีเทศนากัณฑ์ ๑ และสดับกรณ์ รุ่งขึ้น ณ วันศุกร์ เดือนยี่ ขึ้น ๑๒ ค่ำเวลาเช้าเลี้ยงพระแล้วทรงสถาปนาพระเกียรติยศพระอัฏฐิเป็นกรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประกาศพระบรมราชโองการ ดังนี้
“ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนกาลเป็นอดีตภาคล่วงแล้ว ๒๔๑๑ พรรษา ปัตยุบันกาลมังกรสังวัจฉรบุศยมาศ ชุษณปักษ์พารสีติถี ศุกรวาร บริเฉทกาลกำหนด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ ฯลฯ พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระกระมลราชหฤทัยประกอบไปด้วยพระกตัญญูตากตเวทิตา ระลึกถึงบุรพาธิการกิจสมเด็จพระราชชนนีซึ่งมีมหันตคุณวราดิเรกอเนกประการ ด้วยทรงอภิบาลบำรุงรักษาตั้งแต่ดำรงพระครรภ์มา พร้อมด้วยพรหมมาธิมุตยาศรัย จำนงแต่ในความสุขสำราญและเหตุเป็นที่ตั้งความเจริญ แด่พระบาทสมเด็จฯ พระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นพระบรมราชวโรรสตลอดจนเวลาทิวงคตปลงพระชนมายุสังขารล่วงไป ก็คงตั้งพระหฤทัยอาลัยด้วยจะให้ทรงพระเจริญด้วยพระบรมราชอิสสริยยศต่างๆ จึงทรงพระราชดำริด้วยวิบูลยปรีชาว่าเหตุที่ฉลองพระเดชพระคุณให้สมควรเป็นปัตโยปการิตาอย่างอื่นอย่างใดก็ไม่มี เพราะฉะนั้น
- ↑ เป็นปลัดพระปิฎกโกศล อ่วม ในสมัยนั้นยกย่องว่าเปรียญซึ่งรับตำแหน่งเป็นถานานุกรม ทำประโยชน์ให้แก่การบำรุงคณะสงฆ์ด้วย เรียกกันว่า “เปรียญทรงเครื่อง”