เจ้าอยู่หัวมีพระราชอัทธยาศัยโอบอ้อมกว้างขวาง โปรดวิชาความรู้ของฝรั่งทั้งทรงทราบภาษาอังกฤษ ผิดกับพระเจ้าแผ่นดินประเทศอื่นๆ ทางตะวันออกในสมัยนั้น จึงบอกไปให้รัฐบาลทราบ รัฐบาลอังกฤษก็ตั้งให้เซอร์จอนเบาริงเป็นราชทูตพิเศษเชิญพระราชสาส์นของสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียมาถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามราชประเพณีระหว่างประเทศที่มีอิสสระเสมอกัน[1] ขอทำหนังสือสัญญาใหม่โดยดีอีกครั้ง ๑ ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชวิจารณ์เห็นตระหนักอยู่แล้วแต่เมื่อยังทรงผนวช ว่าเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงแห่งโลกสันนิวาสมาถึงประเทศทางตะวันออก ถ้าหากประเทศใดมัวนิยมอยู่ในทางอย่างโบราณ ไม่หันเหียนเปลี่ยนรัฏฐาภิบาลโนบายเข้าหาทางดำเนิรของโลกสันนิวาสคงจะเกิดภยันตรายแก่บ้านเมือง ด้วยทรงพระราชดำริเห็นดังนี้ จึงทรงรับจะแก้ไขหนังสือสัญญาตามประสงค์ของรัฐบาลอังกฤษ ก็เกิดมิตรภาพเป็นปัจจัยในการที่ปรึกษาสัญญาใหม่ผ่อนผันกันโดยไมตรีจิตต์ สำเร็จประโยชน์ดังพระราชประสงค์ ความที่กล่าวมานี้มีปรากฏอยู่ในหนังสือจดหมายเหตุของเซอร์จอนเบาริง ว่าความข้อใดที่อังกฤษพอจะยินยอมผ่อนผันให้ไทยได้โดยไม่เสียหลักสัญญา ซึ่งกำหนดไว้แล้วว่าจะทำให้เหมือนกันทุกประเทศทางตะวันออก ก็ยอมตามประสงค์ของไทย จะยกตัวอย่างดังเช่นเรื่องฝิ่นตามสัญญาที่ทำกับจีน อังกฤษเป็นแต่ยอมเสียภาษี เมื่อเสียภาษีแล้วจะขายฝิ่นเข้าเมืองจีนเท่าหนึ่งเท่าใดก็ได้ แต่ประเทศสยามนี้ยอมให้รัฐบาลจัดการภาษีและกำจัดฝิ่นที่เข้าเมืองได้ตามใจ แม้การที่ชาวต่างประเทศจะเข้ามาอยู่ในเมืองไทยก็ไม่ขอสิทธิ์ตั้งอาณาเขตต์ (Concession) ต่างหากอย่างที่เมืองจีนดังนี้เป็นต้น
ในชั้นนั้นฝรั่งชาติอื่นนอกจากอังกฤษมีอเมริกันฝรั่งเศสอีก ๒ ชาติซึ่งขวนขวายจะทำสัญญากับประเทศทางตะวันออก แต่มีความปรารถนาต่างกัน อเมริกันปรารถนาแต่จะมาหาผลประโยชน์ในการค้าขายให้สะดวก หาประสงค์จะมีเมืองขึ้นทางประเทศตะวันออกนี้ไม่ ส่วนฝรั่งเศสนั้นเคยมีเมืองขึ้นอยู่ในอินเดียมาก แต่ถูกอังกฤษชิงเอาไปเสีย
- ↑ ทูตอังกฤษมาแต่ก่อน เป็นแต่ทูตของผู้สำเร็จราชการอินเดีย เซอร์เจมสบรุกก็เป็นแต่ถือหนังสือของลอร์ดปาลเมอสะตันอัครมหาเสนาบดีอังกฤษมา เซอร์จอนเบาริงเป็นราชทูตมาแต่ราชสำนักคราวแรก