ความชั่วร้ายอันไม่จริงมาใส่โทษท่านให้เปนที่เสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติคุณความดีไป
ครั้นอยู่มาในรัชกาลที่ ๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกประกาศว่าด้วยทิ้งหนังสือและลงหนังสือพิมพ์ ใจความว่าคนที่เขียนหนังสือทิ้งฤๅส่งไปลงหนังสือพิมพ์กล่าวนินทาว่าประจานคนอื่นนั้น ส่อความพิรุธของตนเองว่าข้อความที่ตนกล่าวนั้นเปนความไม่จริง ถ้าจริงแล้ว ทางที่จะว่านั้นก็ยังมีอยู่ คือที่โรงศาลฤๅทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาได้โดยเปิดเผยไม่ห้าม เมื่อผู้ใดทิ้งหนังสือฤๅส่งหนังสือไปลงในหนังสือพิมพ์นั้น ถึงว่าจะปักหน้าค่าชื่อฤๅกล่าวโทษบ้านเมืองต่าง ๆ ก็จะไม่ทรงชำระสะสางให้ แต่ความในประกาศนี้ยังหามีข้อบัญญัติไว้ไม่ว่า การที่ทิ้งหนังสือฤๅส่งหนังสือไปลงในหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ กล่าวนินทาว่าประจานกันด้วยความเท็จนั้นจะเปนความผิดฤๅไม่ผิด และจะควรมีโทษฤๅไม่ควรมีโทษ เหตุฉนี้จึงทรงพระราชดำริห์เห็นสมควรจะให้มีพระราชกำหนดกฎหมายขึ้นไว้ให้เปนบันทัดสำหรับวินิจฉัยข้อคดีวิวาทซึ่งจะเกิดในการเช่นนี้ต่อไปภายน่า
จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ต่อไปดังนี้
มาตรา๑พระราชกำหนดนี้ให้เรียกว่า พระราชกำหนดลักษณหมิ่นประมาทด้วยการพูดฤๅเขียนถ้อยคำเท็จออกโฆษณาการ รัตนโกสินทรศก ๑๑๘
มาตรา๒พระราชกำหนดนี้ให้ใช้เปนกฎหมายทั่วพระราชอาณาเขตรสยามตั้งแต่วันที่ได้ลงในพระราชกำหนดนี้เปนต้นไป
มาตรา๓บันดาพระราชกำหนดกฎหมายเก่าบทใดซึ่งยังมิได้ให้ยกเลิกเสียนั้น ถ้าเปนการขัดขวางกับความในพระราชกำหนดนี้ในข้อใดข้อหนึ่งแล้ว ก็อย่าให้ยกเอาพระราชกำหนดกฎหมายบทนั้นมาลบล้างข้อความในพระราชกำหนดนี้ ให้ถือเสียว่าเหมือนดังได้ยกเลิกพระราชกำหนดกฎหมายบทนั้นเสียฉนั้น กับประกาศในรัชกาลที่ ๔ ซึ่งว่าด้วยการทิ้งหนังสือและลงหนังสือพิมพ์นั้น ก็ให้ยกเลิกเสียด้วยเหมือนกัน
มาตรา๔ผู้ใดหมิ่นประมาทพระผู้เปนเจ้าซึ่งดำรงสยามรัฐมณฑล ฤๅสมเด็จพระอรรคมเหษี ฤๅสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชก็ดี ฤๅสมเด็จพระมหากระษัตราธิราชเจ้าผู้ครองเมืองต่างประเทศ ฤๅมหาประธานาธิบดีผู้ครองเมืองต่างประเทศ ซึ่งมีทางพระราชสำพันธมิตรไมตรีอันสนิทด้วยกรุงสยามก็ดี โดยกล่าวเจรจาด้วยปาก ฤๅเขียนด้วยลายลักษณอักษร ฤๅกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ในที่เปิดเผยท่ามกลางประชุมชนทั้งหลายด้วยกายวาจาอันมิบังควรซึ่งเปนที่แลเห็นได้ชัดว่าเปนการหมิ่นประมาทแท้ ท่านว่าผู้นั้นกระทำผิด
เมื่อพิจารณาเปนสัตย์ว่าผู้นั้นกระทำผิดต่อข้อห้ามดังเช่นกล่าวมานี้แล้ว ก็ให้จำคุก