อันมาก ขณะนั้นทหารอองไชยะมังลอง จึงจับพระยาหงษาวดี พระยาอุปราชา พระยาทะละทั้งสามคนนี้ เข้าไปถวายแก่อองไชยะมังลอง แต่ตะละปั้นหนีไปได้ อองไชยะมังลองจึงไต่ถามถึงพระเจ้าอังวะ ก็ได้ความว่าสิ้นพระชนม์เสียแล้ว อองไชยะมังลอง จึงแกล้วตรัสว่า เราอุส่าห์ลงมาทำการสงครามครั้งนี้ ก็เพื่อจะเอาสมบัติคืนถวายพระเจ้าอังวะ แลบัดนี้ก็ไม่สมความปราถนา พระเจ้าหงษาวดีจับเอาพระเจ้าอังวะลงมาไว้ ทำประการใดพระองค์จึงดับสูญเสียดังนี้ แล้วอองไชยะมังลองจึงให้หาแต่บรรดาขุนนางพม่าซึ่งลงมากับพระเจ้าอังวะเมื่อ ครั้งก่อนนั้นลงมาไต่ถาม ขุนนางพม่าทั้งปวงก็เบิกความตามสัตย์ว่า พระเจ้าอังวะประชวรลง พระเจ้าหงษาวดีก็ได้จัดให้แพทย์มารักษาพยาบาลโดยสุจริต แต่ว่าถึงกำหนดบุญพระเจ้าอังวะสิ้นเท่านั้น พอครบสิบวันก็สิ้นพระชนม์ เจ้าพนักงานเอาคำพยานขึ้นกราบทูล อองไชยะมังลองก็มิได้ว่าประการใดแล้วตรัสสั่งให้ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงประชุมกัน ให้ปฤกษาโทษพระเจ้าหงษาวดี พระยาอุปราชา พระยาทะละ ว่าคนทั้งสามนี้เปนขบถประทุษฐร้ายต่อพระเจ้าอังวะผู้มีพระคุณ ชวนกันไปชิงราชสมบัติของพระองค์ จนกรุงรัตนอังวะเปนราชธานีใหญ่พินาศฉิบหายเสียฉนี้ โทษคนทั้งสามจะเปนประการใด ขุนนางทั้งปวงปฤกษากันพร้อมแล้วกราบทูลว่า โทษคนทั้งสามนี้เปนมหันตโทษใหญ่หลวงนัก ควรจะตัดศีศะเสียบประจานไว้ณประตูเมืองหงษาวดี อย่าให้ผู้ใดดูเยี่ยงอย่างได้ อองไชยะมังลองจึงตรัสว่า โทษคนทั้งสามนี้ก็ถึงที่ตาย
หน้า:Prachum Phongsawadan (01) 2457.djvu/398
หน้าตา