๏ลุศักราช ๑๑๒๗ ปีเดือนหก มองระลงมาจากเมืองมุกโชโบเสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองอังวะ จึงเลี้ยงเจ้ากะแซแลบุตรภรรยาไว้เดือนเจ็ดแรมห้าค่ำในวันเดียวนั้น บังเกิดพยุใหญ่ฝนตกฟ้าผ่าลงหอกลองทีหนึ่ง ลงยอดปราสาทเปนเพลิงติดขึ้นเท่าวงกระด้ง ยอดปราสาทหักสบั้นลงมา ดับเพลิงได้ พยุแลฝนบันดาลหาย มองระจึงถามโหราพฤฒาจารย์พราหมณ์ปโรหิต ๆ จึงทำนายว่า พระราชวงษ์แลอาณาประชาราษฎรในขอบขัณฑเสมาจะอยู่เย็นเปนศุข ให้ชำระสระเกษปล่อยคนโทษแลสรรพสัตวทั้งปวง ซึ่งต้องขังทนเวทนาอยู่นั้น
๏ในศักราช ๑๑๒๗ ปีเดือนสิบสองนั้น ให้ขับพกุงโบ ยาน กวนจอโบ คุมไพร่ ๕๐๐๐ ยกเปนทัพน่า ทัพหนุนนั้นให้เมียนวุ่นเนเมียวมหาเสนาบดีคุมไพร่ ๕๐๐๐ ยกมาทางเหนือ ค้างเทศกาลฝนอยู่ ณเมืองเชียงใหม่ ทางเมืองทวายนั้นให้เมคะราโปคุมไพร่ ๕๐๐๐ เปนกองน่า ทัพหนุนนั้นให้มหานอระทาคุมไพร่ ๑๐๐๐ หนึ่งยกมายั้งทัพอยู่ณเมืองทวาย ออกพรรษาแล้ว จึงยกเข้าไปตีได้กรุงศรีอยุทธยาแล้ว จึงยกพวกพลกลับทัพไปเมืองรัตนบุระอังวะ ในศักราช ๑๑๒๙ปีนั้น อนึ่งในศักราช ๑๑๒๘ ปีนั้นพวกฮ่อยกกองทัพเข้ามาถึงเมืองแสนหวี ไกลกับเมืองอังวะทางห้าสิบวัน มองระให้ติงจาโบคุมไพร่ ๕๐๐๐ เปนกองน่า อะแซวุ่นกี้คุมไพร่ ๑๐๐๐ หนึ่งไปตี ครั้นศักราช ๑๑๒๙ ปี พวกฮ่อยกทัพเข้ามาอิก ถึงตำบลบ้านยองใกล้เมืองอังวะทางคืนหนึ่ง จึงสั่งให้อะแซวุ่นกี้ โยลัดวุ่น เมียนหวุ่น สามนายเปนแม่ทัพ ถือพลทหารเปนอันมากยกไป ได้รบ