ข้ามไปเนื้อหา

หน้า:Prawatti Sat Kot Mai Thai (1) 2491.djvu/28

จาก วิกิซอร์ซ
หน้านี้ได้พิสูจน์อักษรแล้ว
22
ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย

18.ณบัดนี้ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งได้ออกประกาศใช้ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร.

หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาได้ถูกข้าศึกทำลายยับเยินลง และนครหลวงของประเทศไทยได้ย้ายลงมาตั้งณกรุงเทพฯ แล้ว บทกฎหมายที่ใช้กันอยู่ในครั้งนั้นก็ยังต้องอาศัยเอกสารกฎหมายต่าง ๆ ที่เหลือรอดพ้นมาได้จากการทำลายนั้นอยู่อีกเป็นเวลานาน และเป็นที่แน่ว่าเอกสารกฎหมายเหล่านี้จะได้ลอกคัดกันเนือง ๆ มาเพื่อสำนองความต้องการของศาล. เอกสารที่ว่านี้คงจะบรรจุไว้แต่เพียงส่วนน้อยของตัวบทกฎหมายที่ได้ใช้อยู่ในขณะกรุงศรีอยุธยาเสียแก่ข้าศึก ตามพระราชกำหนดใหม่ ข้อที่ ๒๘ กล่าวว่าบทกฎหมายเก่าครั้งกรุงศรีอยุธยาได้สูญไปมาก, ในบทกฎหมายเก้าหรือสิบส่วนจะมีคงเหลืออยู่ก็แต่เพียงส่วนเดียวเท่านั้น เพื่อแก้ไขกำจัดความบกพร่องอันนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ได้ทรงทำการวินิจฉัยต่าง ๆ ในทางกฎหมายไว้ โดยทรงอาศัยมูลอำนาจอธิปไตยของพระองค์เองบ้าง ทรงอาศัยหลักฐานที่ได้จากการสืบสวนฟังคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ มีอาทิผู้ได้เคยอยู่ในคณะตุลาการศาลแต่ครั้งเดิม ๆ มาบ้าง อย่างไรก็ดีกฎหมายสมัยกรุงรัตนโกสินทรในครั้งนั้นยังคงอาศัยบทกฎหมายต่าง ๆ ของกรุงศรีอยุธยาเป็นบรรทัดฐานสำคัญอยู่ แต่มีข้อที่ควรสังเกตว่ากฎหมายครั้งกรุงศรีอยุธยานั้นอย่างน้อยก็ได้มีบางส่วนที่มิได้มีความกลมเกลียวตรงกันกับความคิดเห็นจารีตประเพณีและความต้องการใหม่ ๆ ที่ได้เกิดมีขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทรนั้น บรรดาบัญญัติของกฎหมายที่เห็นกันว่าถูกต้องดีแล้วในครั้งก่อนโน้น ครั้นมาในครั้งนี้ผู้ที่มีความคิดสุขุมละเอียดยิ่งขึ้นอาจเห็นไปว่าบัญญัตินั้น ๆ เกิดขัดไม่ถูกต้องกับหลักความยุตติธรรมก็ได้ ความไม่ถูกตรงกันระหว่างบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรเดิมกับความคิดเห็นในชั้นใหม่ครั้งนั้นได้เป็นที่ปรากฏขึ้น มีอาทิในคดีฟ้องหย่าเรื่องหนึ่งซึ่งอำแดงป้อมฟ้องหย่าขาดจากนายบุญศรีช่างเหล็กหลวง นายบุญศรีได้ต่อสู้คดีไม่ยอมให้มีการบังคับให้หย่า โดยอ้างว่าอำแดงป้อมภรรยาของตนได้ทำชู้กับนายราชาอรรถ แต่ศาลได้พิพากษาให้การสมรสขาดจากกันได้ตามที่อำแดงป้อมฟ้อง โดยอาศัย

ม.ธ.ก.