
๏มีพระบรมราชโองการให้ประกาศทราบทั่วกันว่า ที่ปฤกษาราชการแผ่นดินซึ่งโปรดเกล้าฯ ตั้งขึ้นไว้ครั้งนี้นั้นก็มียศควรนับว่าเปนที่สองรองท่านเสนาบดีโดยกฎหมายสำหรับเคาน์ซิล ก็ธรรมเนียมแต่ก่อนมาลูกฃุนทั้งสองพวก ถ้าจะเรียกออกชื่อ ก็เคยใช้ว่าพณหัวเจ้าท่าน ฤๅใช้ ฯพณฯ ลูกฃุนณศาลา พณหัวเจ้าท่าน ฯพณฯ ลูกฃุนณศาลหลวง ดังนี้ พณหัวเจ้าท่านลูกฃุนณศาลหลวงนั้นคือลูกฃุนทั้งปวง มีพระมหาราชครูประโรหิตาจารย พระมหาราชครูมหิธร เปนต้น เมื่อประชุมพร้อมกันเข้าตัดสีนชี้ขาดข้อความใด ๆ ให้สำเรจไปได้นั้น คือพณหัวเจ้าท่านลูกฃุนณศาลหลวง ก็พณหัวเจ้าท่านท่านลูกฃุนณศาลานั้นคือข้าราชการที่มีตำแหน่งต่าง ๆ ผู้ใหญ่ ๆ มีท่านเสนาบดีเปนต้น นี่เปนพณหัวเจ้าท่านลูกฃุนณศาลา ศาลานั้นคือศาลาลูกฃุนในทั้งสองฝ่าย ถ้าจะมีราชการสิ่งใดซึ่งเปนการบ้านเมือง ก็ปฤกษาลูกฃุนณศาลา ฤๅใบบอกหัวเมืองก็ว่าบอกปรนิบัดมายังพณหัวเจ้าท่านลูกฃุนณศาลา ฃอได้นำข้อความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทรงทราบใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาท ดังนี้ ๚ะ
๏เพราะฉนั้นที่ปฤกษาราชการแผ่นดินนี้ เมื่อประชุมพร้อมกันตั้งแต่เจตคนขึ้นไป ก็อาจจะให้การทั้งปวงสำเรจได้ เพราะฉนั้นตั้งแต่นี้ต่อไปจะใช้ในหนังสือแลคำปฤกษาถึงท่านเคาน์ซิล ควรต้องใช้ว่าพณหัวเจ้าท่านที่ปฤกษาราชการแผ่นดิน ฤๅพณหัวเจ้าท่านเคาน์ซิลออฟสเตต ให้ข้าราชการแลราษฎรใช้ตามประกาศมานี้ทุกประการ ประกาศมาณวันพุฒ เดือนสิบเอด ขึ้นสิบเอดค่ำ ปีจอฉศก ศักราช ๑๒๓๖ ๚ะ
พระยาอนุรักษราชมณเฑียรรับพระบรมราชโองการ
๏มีพระบรมราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาทสั่งว่า พระยาอาหารบริรักษซึ่งเปนแมมเบอร์ออฟปรีวีเคาน์ซิลประพฤติตัวผิดจากคำสาบาลสำหรับปรีวีเคาน์ซิล ฃ้อ ๑ ซึ่งว่า จะกราบทูลปฤกษาในฃ้อใดข้อหนึ่งนั้น จะกราบทูลด้วยเตมสติปัญญาเตมความคิดซึ่งข้าพระพุทธเจ้าตริตรองเหนว่าเปนความดีมีคุณเปนการเจริญ ๚ะ
อนึ่งในข้อ ๒ มีความว่า จะกราบทูลปฤกษาการสิ่งใด ๆ จะคิดให้เปนเกิรติยศ เปนการเจริญ เปนคุณ เปนประโยชน์แก่แผ่นดิน ให้ราษฎรมีความศุข ๚
คำสาบาลทั้ง ๒ ข้อนี้ ครั้งนี้ได้ทรงพระราชดำริหจะจัดการในกรมนา ได้ประชุมปรีวีเคาน์ซิลปฤกษาถึง ๓ วัน พระยา