หนึ่งส่งเข้ามาณกรุงเทพฯ ที่ได้ตั้งขึ้นไว้ที่ปากน้ำเจ้าพระยาในทุกวันนี้ ราคาเรือนตะเกียงที่พระสยามธุระพาห์ กงสุล ซื้อส่งเข้ามาจนถึงดกรุงเทพฯ เปนราคาเงิน ๑๘๐ ชั่ง พร้อมเสรจทั้งเครื่องเรือนตะเกียงแลโคมด้วย เงินที่มาลงทุนทำการไม้ตั้งเรือนตะเกียงนั้นอีกเงินค่าไม้แลของใช้เบจเสรจ ๑๘ ชั่ง ๖ ตำลึง ๑๐ สลึง เงินค่าจ้างเรือจ้างคนบันทุกสิลาไปถมราก ๑๐ ชั่ง เงินจ้างเรือโปะเผื่อ (อ่านไม่ออก) เรือนโคมซุด ๑๕ ชั่ง เงินจ้างช่างไม้ชั่ง ๑๘ ตำลึง ๑๑ สลึง รวม ๔๕ ชั่ง ๕ ตำลึง ๕ สลึง รวมเปนเงิน ๒๒๕ ชั่ง ๕ ตำลึง ๕ สลึงเปนเสรจการ แลเงินที่ลงทุนค่าเรือนตะเกียงทั้งหมดนี้ สมเดจเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษท่านได้ออกเงินสร้างเปนฃอง ๆ ท่านสำรับที่จะให้เรือราชการแลเรือลูกค้าไปมาเปนที่สังเกตในเวลากลางคืน แลจะได้เปนเกรียติยศแด่ปากน้ำเจ้าพระยาด้วย เรือนตะเกียงนั้นตั้งอยู่ค่างตวันออก ริมรั้วช้าง แลติจุด ๑๓ ดีกรี ๒๙ มินิศ ๒๖ เสคกันเหนือ นับค่างทิศตวันออก ลอนยิศจุล ๑๐๐ ดีกรี ๓๕ มินิศ ๒๐ เสคกัน ค่างในสันดอนอยู่ใกล้ทิศตวันตกริมตลิ่ง ค่างจะเลี้ยวมาตวันออก เรือนตะเกียงนั้นมีแสงสว่างรอบตัว สูงพ้นน้ำ ๔๕ ฟิต เรือไปมาจะแลเหนแสงไฟได้ทาง ๑๐ ไมล์ การที่ทำเรือนตะเกียงแลการที่จัดเจ้าพนักงานพิทักรักษาแลจุดตะเกียงนั้น สมเดจเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษได้มอบธุระให้ข้าพเจ้าเปนผู้จัดการมาแต่แรกลงมือทำ เรือนตะเกียงนี้ได้ลงมือทำแต่ปีมเมียโทศก จุลศักราช ๑๒๓๒ แล้วเสรจในปีมแมตรีศก จุลศักราช ๑๒๓๓ การที่ช้าอยู่ไม่ได้จุดตะเกียงนั้น เพราะเรือนตะเกียงนั้นซุด ต้องรื้อทำใหม่ถึง ๒ ครั้ง เพราะที่นั้นเปนเลนอ่อน การที่ได้ทำครั้งหลังต้องทิ้งศิลาถมลงเปนราก แล้วจึ่งได้ตั้งเรือนตเกียงได้ สังเกตดูมาถึง ๑๐ เดือนแล้วก็เหนว่าจะอยู่ได้ จึ่งได้ออกประกาศให้ทราบทั่วกัน ผู้ซึ่งจะเปนเจ้าพนักงานจุดตะเกียงนั้น มิศเตอฝอด ชาวเยรมัน ได้รับเปนธุระในการจุดตะเกียงแลการที่จะรักษาเรือนตะเกียง อนึ่งเรือลูกค้าไปมาค้าขายนั้นต้องเสียเงินช่วยในการจุดตะเกียง คิดเอาตามน้ำหนักสินค้าตอนหนึ่งเปนเงินเซนครึ่งตามอย่างเมืองสิงคโปร์ ถ้าจะคิดเปนหาบ เปนเงินตามธรรมเนียมไทย ก็จะต้องแบ่งลงเปนอัฐเปนฬศ จะเปนการลำบากกับลูกค้า เพราะเรือลูกค้าที่ไปมาค้าฃายนั้นเปนเรือชาวต่างประเทศมากกวาเรือลูกค้าในกรุงเทพฯ จึ่งได้คิดน้ำหนักเปนตอน คิดเงินเปนเซน ตามอย่างเมืองสิงคโปร์ เรือใบแลเรือกลไฟเรือรูปต่าง ๆ ที่เข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาได้ ต้องเสียทั้งฃาเฃ้าฃาออกเปนตอนละ ๓ เซน เรือที่เปนเรือใหญ่ทอดอยู่นอกสันดรเฃ้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้ เสียแต่ตอนละเซนครึ่งทุกเที่ยว เรือกลไฟแลเรือรูปต่าง ๆ ที่ไปมา จะต้องเสียเงินค่าเรือนตะเกียงนั้น เรือจุสินค้าตั้งแต่ ๕๐ ตอน คิดเปน ๘๐๐ หาบขึ้นไป จึ่งต้องเสียเงินค่าเรือนตะเกียง เรือที่จุไม่ถึง ๕๐ ตอน คิดเปน ๘๐๐ หาบลงมาแล้ว ไม่ต้องเสียเงินค่าเรือนตะเกียง เรือที่จะต้องเสียค่าเรือนตะเกียงนั้นเปนแต่เรือบันทุกสินค้าไปค้าฃายต่างเมือง ถ้าเปนเรือรับจ้างลำเลียงบันทุกสินค้าไปส่งเรือใหญ่แลเรือกลไฟที่เปนเรือสำหรับรับจ้าลากเรือเข้าออก ไม่ต้องเสียค่าเรือนตะเกียง ประกาศมาณวันอาทิตย เดือนสิบเอด ขึ้นสิบห้าค่ำ จุลศักราช ๑๒๓๖ ปีจอฉศก ๚ะ
๏ณวันพฤหัศบดี เดือนสิบ ขึ้นสิบสี่ค่ำ ปีจอฉศก พระทิพรักษา ยกระบัตรเมืองตาก ถือใบบอกลงมาฉบับหนึ่ง ในใบบอกนั้นมีความว่า พระยาอนุชิตชาญไชย พระยากระลาโหมราชเสนา ข้าหลวง กับพระยาวิชิตชลธีศรีสุรสงครามรามราไชยสวริยอภัยพิริยพาห ผู้ว่าราชการเมืองตาก ได้ให้หลวงมหาดไทยคุมเงิน ๒๐ ชั่งค่าไม้เกณฑ์ตัดลงมาส่ง แต่เงินที่ยังค้างอยู่กับนายหมวดนายกองนั้นจะเร่งให้กรมการมาส่งต่อครั้งหลัง แจ้งอยู่ในใบบอกครั้งก่อนแล้ว ครั้นณเดือนเก้า ปีจอฉศก ข้าหลวงได้หาตัวนายหมวดนายกองมาตักเตือนเร่งเงินค่าไม้เกณฑ์ตัดซึ่งยังค้างอยู่นั้นมาส่งจำนวนปีวอกจัตวาศก พระศักดาเรืองฤทธิ์ ปลัด ส่งเงิน ๘ ชั่ง พระทิพรักษา ยกระบัตร์ ส่งเงิน ๔ ชั่ง หลวงศรีทิพบาลส่งเงิน ๑๒ ตำลึง รวม ๑๒ ชั่ง ๑๒ ตำลึง นายกองชื่น บุตร์พระศักดาเรือง