มาตรา๔นอกจากศาลพิเศษซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นเฉพาะแก่พระราชบัญญัติฤๅราชการอย่างใดในหัวเมืองนั้น ให้มีศาลประจำสำหรับพิจารณาคดีตามหัวเมืองเปน ๓ ชั้นโดยลำดับกันดังนี้ คือ
๑ศาลมณฑล
๒ศาลเมือง
๓ศาลแขวง
แลศาลพิเศษซึ่งจะตั้งขึ้นในมณฑลเปนครั้งเปนคราว ดังจะว่าไว้ในมาตรา ๖ ต่อไป
เว้นแต่หัวเมืองในจังหวัดกรุงเทพฯ นั้น ศาลหลวงเปนศาลมณฑลอยู่แล้ว ให้มีแต่ศาลเมือง ๑ ศาลแขวงซึ่งเหมือนกับศาลโปรีสภา ๑ แลศาลพิเศษอันจะตั้งขึ้นในมณฑลเปนครั้งเปนคราวเหมือนกับกองไต่สวน ๑ รวมสามอย่างเท่านั้น
มาตรา๕ศาลประจำทั้ง ๓ ชั้นนี้จะควรตั้งณที่ใด ๆ ให้ข้าหลวงเทศาภิบาลพิเคราะห์ดูตามสมควรแก่ราชการ แล้วมีใบบอกเข้ามากราบบังคมทูลฯ เมื่อได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแลได้ประกาศแก่มหาชนให้ทราบแล้ว ก็ให้ตั้งได้
มาตรา๖ข้าหลวงเทศาภิบาลเห็นจำเปนจะต้องตั้งศาลพิเศษขึ้นในมณฑลที่ตำบลใดเปนครั้งเปนคราวเพื่อประโยชน์ในคดีรายหนึ่งรายใด เมื่อได้มีใบบอกคำนับแล้ว ก็ให้มีคำสั่งตั้งได้เปนครั้งเปนคราว แต่ศาลพิเศษที่ตั้งนั้นจะให้มีอำนาจยิ่งกว่าอำนาจศาลเมืองไม่ได้
มาตรา๗ศาลมณฑลต้องมีผู้พิพากษาประจำตำแหน่งคณะ ๑ คืออธิบดีผู้พิพากษาศาลมณฑล กับผู้พิพากษาอื่นอีก รวมกันทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า ๓ นาย จึ่งจะเปนองค์คณะที่จะพิจารณาแลพิพากษาคดีได้เต็มอำนาจศาล ศาลเมืองก็ต้องมีผู้พิพากษาคณะ ๑ คืออธิบดีผู้พิพากษาศาลเมือง กับผู้พิพากษาอื่น รวมกันไม่ต่ำกว่า ๓ นาย จึ่งจะเปนคณะแลพิจารณาพิพากษาคดีได้เต็มอำนาจศาลเมือง แต่ศาลแขวงนั้นมีตำแหน่งผู้พิพากษาแต่ศาลละนาย
มาตรา๘ศาลมณฑลบังคับคดีตามอำนาจศาลได้ตลอดเฃตรมณฑลเทศาภิบาลซึ่งตั้งศาลนั้น ศาลเมืองบังคับคดีตามอำนาจได้แต่ในเฃตร