จารึกวัดจุฬามณี

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

คำชี้แจง[แก้ไข]


คำชี้แจง
คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชำระและจัดพิมพ์เผยแพร่
หนังสือประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๓


ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๓ เป็นหนังสือที่นำพงศาวดารซึ่งเคยรวมพิมพ์อยู่ในชุดประชุมพงศาวดาร ๘๒ ภาค เฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง ในรูปของพระราชพงศาวดาร และจารึก มารวมพิมพ์ไว้ด้วยกัน โดยตรวจสอบชำระใหม่ภายใต้การควบคุมดำเนินการของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชำระและจัดพิมพ์เผยแพร่หนังสือประชุมพงศาวดาร เล่ม ๓ ในคณะกรรมการโครงการชำระและจัดพิมพ์เผยแพร่หนังสือชุดประชุมพงศาวดาร มีนักอักษรศาสตร์ กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ เป็นผู้ตรวจสอบชำระ และมีนางสาวก่องแก้ว วีระประจักษ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านภาษาโบราณ และประธานคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ เป็นที่ปรึกษาและตรวจแก้ไข

หนังสือประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๓ นี้ ประกอบด้วย จารึกสมัยสุโขทัยและอยุธยา และพระราชพงศาวดารเรื่องต่าง ๆ รวม ๓ เรื่อง เรียงตามลำดับดังนี้ คือ

๑.   ศิลาจารึก ๘ หลัก จัดเรียงตามลำดับอายุของจารึกเพื่อให้เห็นพัฒนาการทางภาษาและอักขรวิธี ได้แก่

  ๑.๑   ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง

  ๑.๒   ศิลาจารึกวัดศรีชุม

  ๑.๓   ศิลาจารึกนครชุม

  ๑.๔   ศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ภาษาเขมร

  ๑.๕   ศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ภาษาไทย (หลักที่ ๑)

  ๑.๖   ศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ภาษาไทย (หลักที่ ๒)

  ๑.๗   ศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ภาษาบาลี

  ๑.๘   ศิลาจารึกวัดจุฬามณี

จารึกสมัยสุโขทัยนั้นเดิมเคยพิมพ์รวมในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑ ฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๕๗ รวมทั้งสิ้น ๓ หลัก ดังปรากฏในพระนิพนธ์คำนำของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า "เรื่องนี้เดิมจารึกไว้ในหลักศิลา ๓ หลัก เมื่อครั้งนครสุโขทัยเป็นราชธานีของสยามประเทศ ศิลาจารึกที่ ๑ เป็นคำจารึกของพระเจ้าขุนรามคำแหงครองราชสมบัติ เป็นจารึกที่ดีที่สุดในทางพงศาวดารของไทย...ศิลาจารึกที่ ๒ เป็นจารึกของพระมหากมรเดงอัญศรีสุริยพงษรามมหาธรรมราชา คือ พระเจ้าลิไทย[1] ...จารึกหลักที่ ๒ นี้เดิมสร้างเป็น ๒ หลัก จารึกด้วยอักษรขอมเป็นภาษาเขมรหลัก ๑ จารึกด้วยอักษรไทยในภาษาไทยหลัก ๑ ความต้องกัน...หลักที่ ๓ เป็นคำจารึกของพระเจ้าลิไทยมหาธรรมราชาเหมือนกัน เล่าเรื่องรับพระบรมธาตุและพระมหาโพธิ์จากลังกามาประดิษฐานไว้ที่เมืองนครปุ[2] ..." เมื่อองค์การค้าของคุรุสภาจัดพิมพ์ประชุมพงศาวดาร ภาค ๑ ตอนต้น ขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๕๐๖ ได้นำเรื่องศิลาจารึกวัดจุฬามณีมารวมไว้ด้วย

การพิมพ์ในคราวนี้ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชำระและจัดพิมพ์เผยแพร่หนังสือชุดประชุมพงศาวดาร เล่ม ๓ เห็นสมควรให้ดำเนินการตรวจสอบชำระจารึกที่จะนำมาพิมพ์ ได้แก่ ของเดิมซึ่งเคยพิมพ์แล้ว ๕ หลัก และเพิ่มเติมอีก ๓ หลัก คือ จารึกวัดป่ามะม่วง ภาษาไทย หลักที่ ๒ จารึกวัดป่ามะม่วง ภาษาบาลี และจารึกวัดศรีชุม ซึ่งในหนังสือประชุมศิลาจารึก ภาคที่ ๑ เรียกว่า "จารึกหลักที่ ๒" รวมเป็นศิลาจารึก ๘ หลัก

ผู้ดำเนินการตรวจสอบชำระจารึกทุกหลักในครั้งนี้ คือ นายเทิม มีเต็ม ผู้เชี่ยวชาญภาษาตะวันออก ทั้งนี้ มีนางนุชนารถ กิจงาม และนายธีระ แก้วประจันทร์ ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ ร่วมตรวจสอบและชำระ ส่วนจารึกวัดป่ามะม่วง ภาษาบาลี นั้น นายเกษียร มะปะโม นักภาษาโบราณ ๗ หอสมุดแห่งชาติ เป็นผู้แปลถอดความ ในการตรวจสอบชำระ ได้ใช้จารึกสมัยสุโขทัย กรมศิลปากร จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสฉลอง ๗๐๐ ปีลายสือไทย พุทธศักราช ๒๕๒๖ เป็นต้นฉบับ และตรวจสอบชำระกับหลักเดิมซึ่งเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ได้แก่ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ศิลาจารึกวัดศรีชุม ศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ภาษาไทย หลักที่ ๑ หลักที่ ๒ และศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ภาษาบาลี และศิลาจารึกที่เก็บอยู่ในหอพระสมุดวชิรญาณ หอสมุดแห่งชาติ ได้แก่ ศิลาจารึกนครชุม และศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ภาษาเขมร นอกจากนี้ ยังได้ตรวจสอบเปรียบเทียบกับเอกสารเก่า เช่น สำเนาภาพถ่ายจารึกของเดิม ประชุมจารึกสยาม ภาคที่ ๑ จารึกกรุงสุโขทัย ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ชำระและแปล พ.ศ. ๒๔๖๗ เป็นต้น รายละเอียดในการดำเนินการตรวจสอบชำระจารึกแต่ละหลักปรากฏอยู่ในท้ายประวัติของศิลาจารึกซึ่งคัดจากหนังสือจารึกสมัยสุโขทัย กรมศิลปากรจัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๒๖ โดยเพิ่มเติมข้อมูลบางส่วน และตีพิมพ์ไว้ในส่วนหน้าจารึกแต่ละหลักแล้ว

รายละเอียดเครื่องหมายต่าง ๆ ที่อธิบายถึงวิธีการตรวจสอบชำระและข้อสังเกตต่าง ๆ เช่น เครื่องหมายแสดงการเชื่อมคำ (–), เครื่องหมายแสดงว่า อักขระนั้นไม่ชัดเจน แต่พอนับได้ (...) ฯลฯ นั้น ได้ชี้แจงไว้ในเชิงอรรถเพื่อความเข้าใจของผู้อ่าน นอกจากนี้ ยังได้จัดทำคำอธิบายศัพท์ไว้ท้ายจารึกแต่ละหลักโดยใช้เอกสาร ๒ เล่มเป็นหลักในการเรียบเรียง คือ หนังสือจารึกสมัยสุโขทัย จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๒๖ และสารานุกรมสุโขทัยศึกษา จัดพิมพ์เฉลิมพระเกียรติเนื่องในงานมหามงคลสมัยทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ อนึ่ง ในการตรวจสอบชำระจารึกทั้งหมด รวมทั้งการจัดทำคำอธิบายศัพท์ในครั้งนี้ ได้รับความกรุณาในด้านคำปรึกษา แนะนำ และตรวจแก้ไขจากศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร นายกราชบัณฑิตยสถาน และรองประธานกรรมการโครงการชำระและจัดพิมพ์เผยแพร่หนังสือชุดประชุมพงศาวดาร และนางสาวก่องแก้ว วีระประจักษ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านภาษาโบราณ และประธานกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ ชุดนี้

๒.   พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)

พระราชพงศาวดารฉบับนี้เคยจัดพิมพ์เป็นประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๔ พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙ และครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๐๒ การจัดพิมพ์ขององค์การค้าคุรุสภานั้นได้จัดพิมพ์เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ โดยแบ่งพิมพ์เป็น ๒ เล่ม คือ เล่มที่ ๓๘ เป็นประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๔ ตอนต้น และเล่มที่ ๓๙ เป็นตอนปลาย นอกจากนี้ พระราชพงศาวดารฉบับนี้ยังเคยพิมพ์รวมกับพระราชพงศาวดารอื่น ๆ ๒ ครั้ง คือ ใน พ.ศ. ๒๕๐๖ พิมพ์รวมกับพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระจักรพรรดิพงษ์ (จาด) และ พ.ศ. ๒๕๑๔ พิมพ์รวมกับพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐฯ

พระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ แต่เดิมมีจำนวน ๒๒ เล่มสมุดไทย แต่ภายหลังพบว่า ขาดหายไปบ้าง ดังปรากฏในคำนำของกรมศิลปากรในการพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๗๙ ว่า

"พระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) มีจำนวนสมุดไทยตามลำดับเป็น ๒๒ เล่ม ขาดในระหว่างบ้างบางเล่ม เริ่มต้นแต่แรกสถาปนากรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยาต่อมาจนสุดรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พอเริ่มความตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ก็หมดฉบับ แต่สังเกตได้ว่า ยังไม่สุด เรื่องที่พิมพ์ในเล่มนี้เพียงตอนกรุงศรีอยุธยา ส่วนตอนกรุงธนบุรี หวังว่า จะได้พิมพ์ในโอกาสต่อไป

พระราชพงศาวดารฉบับนี้มีบานแผนกบอกไว้ว่า "ศุภมัสดุ ศักราช ๑๑๕๗ ปีเถาะ สัปตศก สมเด็จพระบรมธรรมิกมหาราชาธิราชพระเจ้าอยู่หัวผ่านถวัลยราช ณ กรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา เถลิงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทรงชำระพระราชพงศาวดาร" ดังนี้ จุลศักราช ๑๑๕๗ ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๓๘ อันเป็นปีที่รัชกาลที่ ๑ โปรดให้ชำระพระราชพงศาวดาร นับเป็นครั้งแรกในกรุงรัตนโกสินทร

ยังมีข้อความตอนท้ายรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือกล่าวเป็นบานแผนกเพิ่มเติมไว้อีกว่า "เพียงนี้เรื่องพระเพทราชากับพระเจ้าเสือทำไว้แต่ก่อน บัดนี้ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้เจ้าพระยาพิพิธพิชัยกระทำเรื่องพระนารายณ์เป็นเจ้า กับพระเพทราชา พระเจ้าเสือ พระบรมโกศ พระเจ้าพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ทำศักราชถัดกันไป["][วซ 1]

ข้อความตรงนี้น่าจะหมายความว่า เรื่องที่ชำระเรียบเรียงไว้แต่ก่อนฉะเพาะตอนกรุงศรีอยุธยาสุดลงเพียงสิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือ แล้วมีพระบรมราชโองการให้ท่านเจ้าพระยาพิพิธพิชัยร้อยกรองเพิ่มเติมขึ้นอีก แต่ได้[วซ 2] เอาข้อความปรับปรุงเข้ากับที่แต่งไว้แต่ก่อนนั้น คงให้แยกอยู่ต่างหาก การทำเช่นนี้ให้ความรู้ในทางตำนานการชำระเรียบเรียงพระราชพงศาวดารเป็นอย่างดี จะได้ทราบถ่องแท้ว่า เรื่องแต่ก่อนมีอยู่เพียงไหน แต่งเติมต่อมาอีกเท่าไร มิฉะนั้น จะหาทางสันนิษฐานให้ทราบใกล้ความจริงได้ยาก..."

ในการตรวจสอบชำระพระราชพงศาวดารฉบับนี้ ได้ดำเนินการตามมติที่ประชุมคณะกรรมการโครงการชำระและจัดพิมพ์เผยแพร่หนังสือชุดประชุมพงศาวดาร คือ ตรวจสอบชำระกับต้นฉบับที่เก่าที่สุดที่จะสามารถค้นได้ ได้แก่ ต้นฉบับสมุดไทย และต้นฉบับพิมพ์ครั้งแรก ในกรณีที่ไม่พบต้นฉบับสมุดไทย ในเรื่องของวิสามานยนามหรือคำเฉพาะ ในการตรวจชำระ ได้คงไว้แบบเดิมตามที่ปรากฏในต้นฉบับสมุดไทยหรือฉบับพิมพ์ครั้งแรก ซึ่งแต่ละแห่งอาจจะสะกดต่างกันไป นอกจากนี้ ในการจัดทำเชิงอรรถนั้น เชิงอรรถที่เป็นของเดิมที่ทำไว้ในการตรวจสอบชำระครั้งแรก ๆ นั้น จะคงไว้โดยใช้เครื่องหมายดอกจัน (*) และบางแห่งได้ปรับปรุงแก้ไขบ้างให้ถูกต้องตามความเป็นจริงในปัจจุบัน ส่วนเชิงอรรถที่ทำขึ้นใหม่จะใช้ตัวเลข

ต้นฉบับสมุดไทยที่ใช้ในการตรวจสอบชำระเก็บรักษาไว้ที่ส่วนภาษาโบราณ หอสมุดแห่งชาติ เมื่อตรวจสอบบัญชีสมุดไทยที่เป็นฉบับพระราชพงศาวดารนี้แล้ว ปรากฏว่า มีเพียง ๑๑ เล่ม คือ เลขที่ ๒๓๘–๒๔๘ แต่เนื้อความซ้ำกันบ้าง เช่น เลขที่ ๒๓๘ ความซ้ำกับเลขที่ ๒๓๙ บางเล่มเป็นความย่อ ในการตรวจสอบชำระครั้งนี้ จึงใช้ต้นฉบับสมุดไทยจำนวน ๘ เล่ม คือ เลขที่ ๒๓๙–๒๔๖ ส่วนเนื้อความที่ไม่พบในสมุดไทยนั้นได้ตรวจสอบกับฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๗๙ และได้ทำเชิงอรรถบอกไว้ว่า ตอนใดตรวจสอบกับสมุดไทย ตอนใดตรวจสอบกับฉบับพิมพ์

๓.   พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับพระจักรพรรดิพงษ์เจ้ากรม (จาด)

ในการตรวจสอบชำระครั้งนี้ เป็นการตรวจสอบชำระพระราชพงศาวดารเฉพาะที่เคยรวมพิมพ์อยู่ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๘ คือ ส่วนพระราชพงศาวดารที่มีเนื้อหาแตกต่างจากฉบับอื่น เช่น ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ (ฉบับพิมพ์ ๒ เล่ม) เนื้อความตอนปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและความบางแห่งก็แตกต่างจากพระราชพงศาวดารฉบับอื่น ๆ เช่น ฉบับพระราชหัตถเลขา และฉบับพันจันทนุมาศ เป็นต้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวถึงความเป็นมาของพระราชพงศาวดารฉบับนี้ไว้ในพระนิพนธ์คำนำของประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๘ ฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๖๐ ว่า

"พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับพระจักรพรรดิพงษ์ (จาด) ต้นหนังสือเปนคัมภีร์ใบลานรวม ๑๗ ผูก นายจิตร บุตรพระจักรพรรดิพงษ์ (จาด) นำมาให้แก่หอพระสมุดวชิรญาณเมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๔๕๑ อุทิศให้ในนามของพระจักรพรรดิพงษ์ผู้บิดา เมื่อแรกได้มาตรวจสอบดูข้างตอนต้น เห็นตรงกับพระราชพงษาวดารฉบับพิมพ์ ๒ เล่ม ซึ่งกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสทรงชำระ เข้าใจไปเสียว่า เปนหนังสือฉบับเดียวกัน ครั้นนานมา ข้าพเจ้าเอามาตรวจอ่านอีกครั้ง ๑ ถึงตอนปลาย เห็นเรื่องตั้งแต่ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราชมีแปลกกับฉบับอื่น ๆ ไม่ใช่แปลกโดยมีผู้แซกแซงเพิ่มเติมฤๅแก้ไขของเดิม แปลกในตัวเนื้อเรื่องแต่แต่งมาทีเดียว อ่านตรวจดูเห็นได้ว่า ผิดก็มีหลายแห่ง ที่จะถูกต้องแต่ความแปลกออกไปกว่าฉบับอื่นก็มีหลายแห่ง เห็นว่า ควรจะพิมพ์ออกให้ปรากฏแก่ผู้ศึกษาโบราณคดี จึงได้เอามาพิมพ์ไว้ในประชุมพงษาวดารเล่มนี้ แต่ตอนต้นที่ความต้องกับฉบับกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ไม่จำต้องพิมพ์ใหม่ จึงได้ตัดออกเสีย คงพิมพ์แต่ตอนที่ความแปลกกัน นึกเสียดายอยู่น่อยที่หนังสือพระราชพงษาวดาร ฉบับพระจักรพรรดิพงษ์ ได้มาไม่จบ อยู่ข้างจะขาดเปนกระท่อนกระแท่น แต่ถึงกระนั้น ก็น่าอ่าน ข้าพเจ้าเชื่อว่า ผู้ศึกษาโบราณคดีคงชอบ"

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๘ ซึ่งพิมพ์เรื่องพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับพระจักรพรรดิพงษ์เจ้ากรม (จาด) (เฉพาะตอน) และเรื่องอื่น ๆ อีก ๔ เรื่องนั้น ได้จัดพิมพ์เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ ส่วนฉบับของคุรุสภาพิมพ์ครั้งแรกและครั้งเดียวใน พ.ศ. ๒๕๐๗ ซึ่งเป็นการพิมพ์รวมกับประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๗ และในปีเดียวกันนี้ ได้มีการพิมพ์อีกครั้งหนึ่งโดยสำนักพิมพ์ก้าวหน้า นับเป็นครั้งที่ ๔ และครั้งล่าสุด เป็นการพิมพ์รวมกับภาคที่ ๗, ๙, ๑๐ และ ๑๑

ในการตรวจสอบชำระครั้งนี้ เมื่อสำรวจบัญชีเอกสาร คือ ใบลานทั้ง ๑๗ ผูก แล้ว ปรากฏว่า เนื้อความที่ตรงกับพระราชพงศาวดารฯ ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๘ นั้น อยู่ในเอกสารใบลานผูกที่ ๑๗ ซึ่งสภาพเอกสารค่อนข้างดี มีส่วนชำรุดบ้างเล็กน้อย อักขระเห็นชัดเจน ในการตรวจสอบชำระ นอกจากจะใช้ใบลานผูกที่ ๑๗ เป็นหลักแล้ว ยังได้ตรวจสอบเปรียบเทียบกับฉบับพิมพ์ ๒ เล่ม (สมเด็จพระพนรัตน์) เพื่อให้เห็นว่า ตรงที่ใดบ้างที่แตกต่างกันออกไป นอกจากนี้ ยังใช้วิธีการเช่นเดียวกับการตรวจสอบพระราชพงศาวดารเรื่องอื่น ๆ เช่น การรักษาชื่อเฉพาะ, การทำเชิงอรรถ เป็นต้น

๔.   พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)

พระราชพงศาวดารฉบับนี้เคยพิมพ์เป็นประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๕ พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ องค์การค้าของคุรุสภาพิมพ์รวมกับประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๖ เป็นครั้งที่หนึ่งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้พิมพ์รวมกับประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๖ อีกครั้งหนึ่ง

พระราชพงศาวดารฉบับนี้ใช้บานแผนกเดียวกับฉบับกรุงศรีอยุธยา (เคยพิมพ์เป็นประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๔) ต้นฉบับเดิมรวมอยู่ในพระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ซึ่งเริ่มต้นต้งแต่สถาปนากรุงเทพทวารวดีอยุธยาจนถึงสิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี รวมทั้งสิ้น ๒๒ เล่มสมุดไทย

นอกจากเรื่องราวในพระราชพงศาวดารแล้ว ในตอนท้ายเป็นสำเนาท้องตรา พ.ศ. ๒๓๑๖–๒๓๑๗ และบัญชีช้างหลวง พ.ศ. ๒๓๑๙–๒๓๒๐

ในการตรวจสอบชำระ ใช้วิธีการเช่นเดียวกับพระราชพงศาวดารเรื่องอื่น ๆ โดยตรวจสอบชำระกับสมุดไทยจากส่วนภาษาโบราณ หอสมุดแห่งชาติ และต้นฉบับพิมพ์เท่าที่ค้นได้ มีรายละเอียดดังนี้

พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ต้นฉบับสมุดไทยมีอยู่ ๕ เล่ม ตั้งแต่เลขที่ ๑–๕ แต่เนื้อความในเล่มเลขที่ ๑ และเลขที่ ๔ เป็นความโดยย่อ จึงได้ตรวจกับสมุดไทยเลขที่ ๒, ๓ และ ๕ ส่วนเนื้อความที่ไม่มีในสมุดไทยได้ตรวจสอบกับฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๘๐ และสำเนาท้องตรา พ.ศ. ๒๓๑๖–๒๓๑๗ กับบัญชีช้างหลวง พ.ศ. ๒๓๑๙–๒๓๒๑ ต้นฉบับสมุดไทยลบเลือนมาก จึงตรวจสอบกับฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๘๐ เช่นเดียวกัน

อนึ่ง ในการจัดทำสารบัญ ได้ใช้ของเดิมเป็นหลัก มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงบ้าง และคงเลขลำดับรัชกาลไว้ตามเดิม ส่วนชื่อเฉพาะ ใช้การสะกดตามที่ปรากฏในเนื้อหา ซึ่งคงสะกดตามต้นฉบับที่ใช้ตรวจชำระ


ทะเบียนจารึก[แก้ไข]


ศิลาจารึกวัดจุฬามณี
ทะเบียนจารึก
อักษร ไทยสมัยอยุธยา
ภาษา ไทย
ศักราช จ.ศ. ๘๒๖ (พ.ศ. ๒๐๐๗)[วซ 3]
จารึกอักษร ๑ ด้าน ๓๐ บรรทัด[วซ 4]
วัตถุที่จารึก หินทรายสีเทา
ลักษณะวัตถุ แผ่นรูปเสมา[วซ 5] (ส่วนล่างชำรุด)
ขนาดวัตถุ กว้าง ๔๖ เซนติเมตร สูง ๑๕๐ เซนติเมตร หนา ๗ เซนติเมตร
บัญชี/ทะเบียนวัตถุ พล.๔ (พล./๔)
สถานที่พบ หลังพระมณฑปพระพุทธบาทศิลา วัดจุฬามณี ต.ท่าทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐
ผู้พบ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์
ประวัติ   สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ เสด็จตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยที่พิษณุโลกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ ได้พบศิลาจารึกวัดจุฬามณี จึงให้คัดประทานมาจัดพิมพ์พร้อมกับเมื่อพิมพ์พระราชพงศาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐฯ ครั้งแรก จารึกวัดจุฬามณีเป็นเรื่องที่เป็นพยานว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงผนวชที่เมืองพิษณุโลก[วซ 6]
ปัจจุบันอยู่ที่ วัดจุฬามณี ต.ท่าทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก
การดำเนินการ ในการจัดพิมพ์ครั้งนี้ ตรวจสอบชำระกับ
  1.   ประชุมจดหมายเหตุอยุธยา ภาค ๑ ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๑๐
  2.   สำเนาศิลาจารึก


จารึก[แก้ไข]


ศิลาจารึกวัดจุฬามณี
คำจารึก คำอ่าน
ลุะศักราช ๘๒๖ ปีวอกนักษัตรอันดับนนันสม[วซ 7] เดจพระรามาธิบ ลุ(จุล)ศักราช ๘๒๖ ปีวอกนักษัตร[3] อันดับนั้น สมเด็จพระรามาธิบ
ดีศริบรํม[วซ 8] ไตรโลกนารถบพิตรเปนเจ้าให้ส้างอารามจุลามณี[วซ 9] ทีจ ดีศรีบรมไตรโลกนารถ[4] บพิตรเป็นเจ้าให้สร้างอารามจุลามณี[5] ที่จะ
เสดจออกทรงมหาภิเนดกรมขณนนัน[วซ 10] เอกราชสามเมีอง[วซ 11] คีอ เสด็จออกทรงมหาภิเนษกรมณ์ ขณะนั้น เอกราชสามเมือง[วซ 12] คือ
พระญาล้านช้างแลมหาราชพระญาเชิองไหม[วซ 13] แลพระ พระญาล้านช้าง[6] แลมหาราชพระญาเชียงใหม่[7][วซ 14] แลพระ
ญาหงษาวดีชม[วซ 15] พระราชศรัทธากแต่งเคริงอัษฐบริขารไห[วซ 16] มาถวาย ญาหงษาวดี[8] ชมพระราชศรัทธา ก็แต่งเครื่องอัฐบริขาร[9] ให้มาถวาย
ลุะศัก[วซ 17] ราช ๘๒๗ ปีรกานักษัตร[วซ 18] เดีอนแปดขึ้นสีบสิ[วซ 19] คำคุรุเทพวาร ลุ(จุล)ศักราช ๘๒๗ ปีระกานักษัตร[10] เดือนแปด ขึ้นสิบสี่ค่ำ คุรุ[วซ 20] เทพวาร[11]
สํมเดจพระรามาธิบดีศีบรํม[วซ 21] ไตรโลกนารถบพิตรเปนเจ้าเสดจะ[วซ 22] สมเด็จพระรามาธิบดีศรีบรมไตรโลกนารถบพิตรเป็นเจ้าเสด็จ
ทรงพระผนวดแลสํมเดจพระราชเอารศทานกราบลงกับพระ ทรงพระผนวช แลสมเด็จพระราชเอารศ[12] ท่านกราบลงกับพระ
บาทแล้วกสู่(พระรา)เชนทรยานขึ้น[วซ 23] แลท่านกให้บวดพระสงฆะ บาท แล้วก็สู่พระราเชนทรยานขึ้น[วซ 24] แลท่านก็ให้บวชพระสงฆ์
๑๐
บริวัดกอนห้าพระองค[วซ 25] แล้วทานจิง[วซ 26] ทรงเครีองบรรชิตรแลพระ ปริวัต[13][วซ 27] ก่อนห้าพระองค์ แล้วท่านจึงทรงเครื่องบรรพชิต แลพระ
๑๑
สงฆบวดโดยเสดจทังสิ[วซ 28] คณะ ๒๓๔๘ พระองคแตสมเดจพระ สงฆ์บวชโดยเสด็จทั้งสี่คณะ ๒๓๔๘ พระองค์ แต่สมเด็จพระ
๑๒
รามาธิบดีศริ[วซ 29] บรมไตรโลกนารถบพิตรเปนเจ้าทรงพระผนวดอยู่ได้ รามาธิบดีศรีบรมไตรโลกนารถบพิตรเป็นเจ้าทรงพระผนวชอยู่ได้
๑๓
แปดเดีอนสิบห้าวันครัน[วซ 30] เถิงเดีอนห้าสมเดจพระราชเอารศทาน แปดเดือน สิบห้าวัน ครั้นเถิงเดือนห้า สมเด็จพระราช[วซ 31] เอารศท่าน
๑๔
แลพฤทธามาตย(ทัง[วซ 32] หล)ายถวายบังคม[วซ 33] ขออัญเชิญพระองคเสดจ แลพฤฒามาตย์[14] ทั้งหลายถวายบังคมขออัญเชิญพระองค์เสด็จ
๑๕
ลาพระผนวดชวยครองราษฎรกรรมทัง[วซ 32] ปวงทานกเสดจบรีวัตร[วซ 34] แล้ว ลาพระ[วซ 35] ผนวชช่วยครองราษฎรกรรมทั้งปวง ท่านก็เสด็จปริวัตร[15] แล้ว
๑๖
กลองลงมายัง[วซ 36] กรุงพระมหานครศรีอยุธยา[วซ 37] [วซ 38] ก็ล่องลงมายังกรุงพระ[วซ 35] มหานครศรีอยุธยา [วซ 39]
๑๗
พุทธศักราช[วซ 40] ได้ ๒๒๒๒ ปีปลาย ๑๐ เดีอนห้าวัน[วซ 41] วอก พุทธศักราชได้ ๒๒๒๒ ปีปลาย ๑๐ เดือนห้าวันวอก
๑๘
โทศกรุ่งแล้วห้าโมงหลวงสีทมหาเลก[วซ 42] รับพระราชโอง โทศก รุ่งแล้วห้าโมง หลวงสิทธิมหา(ด)เล็กรับพระราชโอง
๑๙
การแลหมิน[วซ 43] กราชสังการี[วซ 44] กรับหมายรับผ้าพระราชทานให้พระ การ แลหมื่นราชสัง(ฆ)การีรับหมายรับผ้าพระราชทาน ให้พระ
๒๐
คุรุทำมไตรโลกยนารถราชมุณีสีลวิสุทธาจารอัทธิการณ ครูธรรมไตรโลกยนาถราชมุนีศีลวิสุทธาจารย์อัทธิการ[16]
๒๑
อารามจุลามุณีทำ[วซ 45] รอยพระพุทธบาทดวย[วซ 46] พระเดชสํม อารามจุลามุณีทำ[วซ 47] รอยพระพุทธบาทด้วยพระเดชสม
๒๒
เดจบรํม[วซ 48] บพิตรพระราชสํมภารธรรมิกราชาธิราชเจ้าผูประเสีด[วซ 49] เด็จบรมบพิตรพระราชสมภารธรรมิกราชาธิราช[วซ 50] เจ้าผู้ประเสริฐ
๒๓
ในภพมิ[วซ 51] พระโองการตรัษให้[วซ 52] อนุยาทให้[วซ 53] ประดิศถานไว้ใน[วซ 54] อาราม ในภพ มีพระโองการตรัสให้อนุญาตให้[วซ 55] ประดิษฐานไว้ใน[วซ 56] อาราม
๒๔
วัดจุลามณี[วซ 9] เปนทีณมัศการ[วซ 57] แกสมณพราหมณาจารแลปัดชา วัดจุลามณีเป็นที่นมัสการแก่[วซ 58] สมณพราหมาจารย์แลประชา
๒๕
ราชอันมิได้มาณมัศการ[วซ 59] พระพุทธบาทแลจีงพระราชทานแผ่น[วซ 60] ราษฎร์อันมิได้มานมัสการพระพุทธบาท แลจึงพระราชทานแผ่น
๒๖
สิลาควรฤทณาพระพุทธบาทแลสิลา[วซ 61] แผ่นนีงให้[วซ 62] ลง ศิลาควร[17] ฤทณา[18][วซ 63] พระพุทธบาท แลศิลา[วซ 64] แผ่นหนึ่งให้ลง
๒๗
จาฤค[วซ 65] พระราชวงษาวดาลแลพระราชตำราพระกัลปณาข้าพระจู[วซ 66] จาฤค[19] พระราชพงศาวดารแลพระราชตำราพระกัลปนา[20][วซ 67] ข้าพระจุ
๒๘
ลามณี[วซ 9] อันประจุะ[วซ 68] พระเกษาแลเปนข้าพระพุทธบาท[วซ 69] ลุะสักก[วซ 17] ลามณี[วซ 70] อันประจุ[21][วซ 71] พระเกษา แลเป็นข้าพระพุทธบาท[วซ 72] ลุศัก
๒๙
ราช ๑๐๔๓[วซ 73] ปีรกาตรีณิศกวันศุกเดีอนสามขึ้นค่ำนิง[วซ 74] ยาม ราช ๑๐๔๓[วซ 75] ปีระกา ตรีนิศก[22] วันศุกร์ เดือนสาม[วซ 76] ขึ้นค่ำหนึ่ง ยาม
๓๐
ศุกร ๑๐ ชั้น[23] ฤกษ ๒๑[24] รับพระพุทธบาทประดิษฐานไว้ในมณฑป ตำรานี้พิจารณาแล้วแลปิดตรามนุษย์ถือสมุดพระศรีสุเรนทราธิบดีอภัยพิริยาพรหมเทพราชมาตยาธิบดีกลาสมุดสมุหพระสรัสวดีประจำอักษรไว้กลางขนบ วันศุกร์[วซ 77] เดือนอ้าย ขึ้นสิบเบจ[วซ 78] ค่ำ รกานักษัตร ตรีนิศก จึงพระศรีสรรเพชญสมเดจพระรามาธิบดีศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิศวรราชาธิราชเมศวรธรรมิกราชเดโชชัยบรมเทพาดิเทพตรีภูวนาธิเบศ[วซ 79] โลกเชษฐวิสุทธิมกุฎพุทธางกูรบรมจักรพรรดิศวรธรรมมิกราชาธิราชอันประเสริฐเสดจอยู่ในพระที่นั่งศรีสุริยาศอมรินทราชมหาสถานโดยอุตราภิมุข จึงพระพิมลธรรมอนันตญาณสุทธอุดมราชกระวีศรีสงฆบรินายกปิฎก[วซ 80] รวรญาณคำภีร์ธรรฆ[วซ 81] ราชมุนีบพิตรถวายพระพรทูลพระกรุณาว่า เมืองพระ[วซ 82] พิษณุโลกแต่ก่อนน้นนมีข้าพระเปนกัลปนาพระราชทานอุทิศไว้สำหรับพระอาราม แลบัดนี้ ข้าพระทั้งปวงแตกฉานซ่านเซนอยู่ แลคนเปนเดิมข้าพระไปอยู่ที่[วซ 83] อื่นนั้น ควรภิกษุ...ทั้ง[วซ 84] สิบแปดคนนี้เปนข้าพระ ณ อารามจุลามณี...ทั้ง[วซ 85] สิป[วซ 86] แปดคนนี้ แลถวายไว้ให้คงเปนคน[วซ 87] ข้าพระ ณ อารามจุลามณีตามเดิมมาแต่ก่อนแล้ว ถ้าบุคคลผู้ใดแลเอาคนข้าพระสิบแปดคนอันพระกัลปนาพ...ท่านไว้เปนข้าพระอารามพระจุลามณีไปใช้สอยกิจราชการ...ไปทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง...บุท จง[วซ 88] ปตกนรกหมกไหม้ใต้บาดาล[วซ 89] ได้ทุกข์นิรันดร แล้วอย่าได้พบพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์จงทุกชาติเลย

หมายเหตุ ข้อความตั้งแต่บรรทัดที่ ๓๐ จนจบความ อักษรจารึกลบเลือนมาก เพื่อให้ได้ข้อความสมบูรณ์ จึงคัดข้อความจากหนังสือประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาคที่ ๑ จัดพิมพ์โดยคณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และโบราณคดี สำนักนายกรัฐมนตรี ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๑๐ มาพิมพ์ต่อจากจารึกบรรทัดที่ ๒๙

เชิงอรรถ[แก้ไข]

เชิงอรรถของบรรณาธิการ[แก้ไข]

  1. คือ จารึกวัดป่ามะม่วง ภาษาเขมร
  2. ภายหลังตรวจสอบใหม่ เรียกว่า เมืองนครชุม
  3. จุลศักราช ๘๒๖ ตรงกับพุทธศักราช ๒๐๐๗
  4. สมเด็จพระรามาธิบดีศรีบรมไตรโลกนารถฯ ครองราชย์ พ.ศ. ๑๙๙๑–๒๐๓๑
  5. อารามจุลามณี (วัดจุฬามณี) ตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายแม่น้ำน่านทางด้านตะวันออกใต้เมืองพิษณุโลกลงไป
  6. พระญาล้านช้าง – สมเด็จพระไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้ว ครองราชย์ พ.ศ. ๑๙๙๒–๒๐๒๑
  7. พระญาเชียงใหม่ – พระเจ้าติโลกราช ครองราชย์ พ.ศ. ๑๙๘๔–๒๐๓๐
  8. พระญาหงษาวดี – พระเจ้าโมยินทาโด ผู้ตั้งราชวงศ์พม่า ครองราชย์ พ.ศ. ๑๙๗๐–๒๐๘๔
  9. อัฐบริขาร – ของใช้ ๘ อย่าง คือ ผ้าสบง ผ้าจีวร ผ้าสังฆาฏิ บาตร มีดโกน เข็ม ประคดเอว หม้อกรองน้ำ
  10. จุลศักราช ๘๒๖ ตรงกับพุทธศักราช ๒๐๐๘
  11. คุรุเทพวาร – วันพฤหัสบดี
  12. สมเด็จพระราชเอารศ (โอรส) น่าจะหมายถึง พระบรมราชาธิราช
  13. ปริวัต – บวช
  14. พฤฒามาตย์ – อำมาตย์ผู้ใหญ่
  15. ปริวัตร – ทรงลาผนวช
  16. อัทธิการ (อธิการ) – ใช้เรียกพระสงฆ์ที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ปัจจุบันใช้ "เจ้าอาวาส"
  17. ควร – คำนวณ
  18. ฤทณ (ริจนา, ริทนา, รจนา) – สร้าง, แต่ง, เขียน, เรียบเรียง
  19. จาฤค (จารึก, จาฤก) – เขียน
  20. กัลปนา พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ว่า (กิริยา) เจาะจงให้ (นาม) ที่ดินหรือสิ่งแน เช่น อาคาร ซึ่งเจ้าของอุทิศผลประโยชน์ให้แก่วัดหรือศาสนา; ส่วนบุญที่ผู้ทำอุทิศให้แก่ผู้ตาย
  21. ประจุ – บรรจุไว้ภายใน, นำเข้าประดิษฐานไว้ภายใน
  22. ปีระกา ตรีนิศก จ.ศ. ๘๖๓
  23. ๑๐ ชั้นฉาย ประมาณ ๑๐:๕๐ นาฬิกา
  24. ฤกษ์ ๒๑ คือ อุตรอาษาฒฤกษ์

เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ[แก้ไข]

  1. อัญประกาศปิดในวงเล็บเหลี่ยมเพิ่มโดยวิกิซอร์ซ ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๔ (๒๔๗๙, น. ง) ก็มีอัญประกาศปิด
  2. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๔ (๒๔๗๙, น. ง) ว่า "แต่มิได้" และโดยบริบทแล้วก็ควรจะเป็น "แต่มิได้"
  3. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า พุทธศักราช ๒๒๒๔
  4. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า ๓๘ บรรทัด
  5. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า แผ่นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
  6. ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๕๙) ลงคำอธิบายว่า "ในหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับอื่นมีความปรากฏตอนหนึ่งว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถสร้างวิหารวัดจุฬามณีแล้ว และเสด็จออกทรงพระผนวชอยู่วัดจุฬามณี ๘ เดือน ความข้อนี้ทราบว่า ผู้ศึกษาพงศาวดารตั้งแต่ในรัชกาลที่ ๔ ได้พากันค้นหาวัดจุฬามณีในกรุงเก่าไม่พบ และไม่มีใครรู้ว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงผนวชที่วัดจุฬามณีไหน ต่อมา ได้หนังสือพงศาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐ จึงทราบชัดว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จขึ้นไปเสวยราชสมบัติอยู่เมืองพิษณุโลกคราว ๑ ไปทรงผนวชที่วัดจุฬามณีเมืองพิษณุโลก และจึงได้ความเข้าใจกันในพวกโบราณคดีว่า ทำไมพวกศึกษาพงศาวดารแต่ก่อนจึงหาวัดจุฬามณีในกรุงเก่าไม่พบ ในขณะที่โจทกันอยู่ในเรื่องนี้ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนลพบุรีราเมศวร์ เสด็จขึ้นไปตรวจราชการมหาดไทยที่เมืองพิษณุโลก ไปพบศิลาจารึกมีอยู่ที่วัดจุฬามณี จึงคัดประทานมาทันลงพิมพ์พร้อมกับเมื่อพิมพ์พระราชพงศาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐ ครั้งแรก จารึกนี้เป็นพยานว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงผนวชที่เมืองพิษณุโลกแน่นอน"
  7. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "นกัษตัรอนัดบันน้นสํ"
  8. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ศรีบรม"
  9. 9.0 9.1 9.2 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "มุณี"
  10. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "นน้น"
  11. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "เอกราชทงัสามเมีอง"
  12. ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒), ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๐), และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "เอกราชทั้งสามเมือง"
  13. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "แลมหาราช แลมหาราชพระญาเชียงไหม"
  14. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "แลมหาราช แลมหาราชพระยาเชียงใหม่" ส่วน ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒) และ ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๐) ว่า "แลมหาราชพญาเชียงใหม่"
  15. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ชํม"
  16. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ศัรทธากแตงเครีองอัษฐบริขารให้"
  17. 17.0 17.1 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ศกั"
  18. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "นกัษตัร"
  19. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "สี"
  20. ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒) และ ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๐) ว่า "ครุ" ส่วนศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "คุรุ"
  21. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ศรีบรม"
  22. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "เสดจ"
  23. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ไม่มี "ขึ้น"
  24. ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒), ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๐), และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ไม่มี "ขึ้น"
  25. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "องค์"
  26. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "จีง"
  27. ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒) และ ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๐) ว่า "ปริวัตร" ส่วนศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ปริวรรต"
  28. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ทงัสี"
  29. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ศรี"
  30. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "สีบห้าวนัครนั"
  31. ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒) และ ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๐) ไม่มี "ราช" ส่วนศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) มี
  32. 32.0 32.1 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ทงั"
  33. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "บงัคม"
  34. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "บริวัตร"
  35. 35.0 35.1 ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒) และ ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๐) ไม่มี "พระ" ส่วนศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) มี
  36. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ยงั"
  37. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "อยุทธยา"
  38. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ฯะ"
  39. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ฯะ" ส่วน ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒) และ ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๐) ตัดออก
  40. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "๐พุทธศกัราช" ทั้งนี้ "๐" คือ เครื่องหมายฟองมัน สมัยหลังเขียน "๏"
  41. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "วนั"
  42. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "สิทมหา(ด)เลก"
  43. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "หมืน"
  44. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "สังฆการี"
  45. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ทาบ"
  46. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ด้วย"
  47. ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒), ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๑), และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ทาบ"
  48. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "บรม"
  49. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ประเสิด"
  50. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ธรรมิกราช" แต่อาจเป็นการพิมพ์ผิด ส่วน ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒) และ ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๑) ว่า "ธรรมิกราชาธิราช"
  51. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "มี"
  52. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ตรัาไห้" แต่ "ตรัา" อาจเป็นการพิมพ์ "ตรัษ" ผิด โดยลืมกดแคปส์ล็อกตอนพิมพ์ "า" (แป้นพิมพ์เกษมณี กดปุ่ม "า" พร้อมแคปส์ล็อก ได้ "ษ")
  53. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ไห้ไป"
  54. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ณ"
  55. ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๑) และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ให้ไป" ส่วน ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒) ว่า "ให้"
  56. ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒), ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๑), และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ณ"
  57. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "นมัศการ"
  58. ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒) ว่า "แด่", ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๑) ว่า "แต่", ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "แก่"
  59. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "มีใด้มานมัศการ"
  60. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "แผน"
  61. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "แผ่นสิลา"
  62. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ไห้"
  63. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ฤทณา (รจนา)" ส่วน ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒) และ ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๑) ว่า "ถุทุณา"
  64. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "และแผ่นศิลา" ส่วน ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒) และ ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๑) ว่า "แลแผ่นศิลา"
  65. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "จาฤก"
  66. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ดำราพีะกัลปนาข้าพระจุ"
  67. ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒) ว่า "พระราชวงษาวดารแลพระตำราแลกัลปนา", ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๑) ว่า "พระราชพงศาวดารแลพระตำราแลกัลปนา", ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "พระราชพงศาวดารแลพระตำรากัลปนา"
  68. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "ประจุ"
  69. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "แลเปนข้าพระเกศาแลเปนข้าพระพุทธบาท"
  70. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "มุนี" ส่วน ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒) และ ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๓๒) มณี
  71. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "บรรจุ" ส่วน ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒) และ ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๓๒) ประจุ
  72. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "แลเป็นข้าพระเกศา แลเป็นข้าพระพุทธบาท" ส่วน ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒) และ ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๑) ว่า "แลเป็นข้าพระพุทธบาท"
  73. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "๑๐๔๔"
  74. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "วนัศุกเดีอนสามขี้นคำนีง"
  75. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) ว่า "๑๐๔๔" ส่วน ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒) และ ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๑) ว่า "๑๐๔๓"
  76. ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒) และ ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๑) ไม่มี "เดือนสาม" ส่วนศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ (๒๕๖๒) มี
  77. ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๑) ว่า "กลาง (ขหนบวน) ศก" ส่วน ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒) ว่า "กลางขนบ วันศุกร์"
  78. ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๑) ว่า "เอ็จ" ส่วน ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒) ว่า "เบจ"
  79. ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒) และ ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๑) ว่า "เบศร"
  80. ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๒) ว่า "ติปิฎก" ส่วน ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๒) ว่า "ปิฎก"
  81. ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๓) ว่า "คัมภีร์ธรรม" ส่วน ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๒) ว่า "คำภีรสธรรม"
  82. ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๓) และ ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๒) ไม่มี "พระ"
  83. ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๓) และ ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๒) ไม่มี "ที่"
  84. ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๓) ว่า "ทัง" ส่วน ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๒) ว่า "ทั้ง"
  85. ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๓) และ ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๒) ไม่มี "ทั้ง"
  86. ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๓) และ ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๒) ว่า "สิบ"
  87. ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๓) และ ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๒) ไม่มี "คน"
  88. ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๓) ว่า "บุท...จง" ส่วน ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๒) ว่า "บุท...(ชำรุด)...จง"
  89. ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑ (๒๕๑๐, น. ๓๓) ว่า "บาล" ส่วน ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ (๒๕๐๖, น. ๑๖๒) ว่า "บาดาล"

บรรณานุกรม[แก้ไข]

  • ประชุมจดหมายเหตุ สมัยอยุธยา ภาค ๑. (๒๕๑๐). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี.
  • ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๓. (๒๕๔๒). กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. ISBN 9744192186. [น. (๑๐)–(๑๖) (คำชี้แจง), ๑๙๕ (ทะเบียนจารึก), ๑๙๖–๒๐๑ (จารึก)].
  • ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๔. (๒๔๗๙). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร. [เจ้าภาพจัดพิมพ์ในงานปลงศพคุณหญิงปฏิภาณพิเศษ (ลมุน อมาตยกุล)].
  • ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑. (๒๕๐๖). กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา.
  • ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). (๒๕๖๒). "จารึกวัดจุฬามณี". ใน ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย.

งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เพราะลิขสิทธิ์หมดอายุแล้ว ตามมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งบัญญัติว่า

  "มาตรา ๑๙ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
  ในกรณีที่มีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ร่วม และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย
  ถ้าผู้สร้างสรรค์หรือผู้สร้างสรรค์ร่วมทุกคนถึงแก่ความตายก่อนที่ได้มีการโฆษณางานนั้น ให้ลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก
  ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

  มาตรา ๒๐ งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยผู้สร้างสรรค์ใช้นามแฝงหรือไม่ปรากฏชื่อผู้สร้างสรรค์ ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก
  ในกรณีที่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ให้นำมาตรา ๑๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม"