อธิบายเบ็ดเตล็ดในเรื่องพงศาวดารสยาม/๑

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อธิบายเบ็ดเตล็ดในเรื่องพงศาวดารสยาม


พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ
ทรงพระนิพนธ์




อธิบายเรื่องนามประเทศสยาม





ชาวเราพูดจาแลแต่งหนังสือมักใช้คำว่า "เมืองไทย" บ้าง ใช้คำว่า "ประเทศสยาม" บ้าง หมายความเป็นอันเดียวกันว่า ประเทศที่เราอยู่นี้ ที่จริงก็ไม่ผิด เพราะประเทศนี้ย่อมเรียกกันทั่วไปในโลกว่า "ประเทศสยาม" แลเป็นประเทศที่เราผู้เป็นชนชาติไทยครอบครอง จะเรียกว่า "เมืองไทย" ก็ถูกเหมือนกัน แต่ถ้าว่าโดยทางภาษาแลทางพงศาวดาร คำว่า "เมืองไทย" กับคำว่า "ประเทศสยาม" หมายความต่างกัน แลความที่หมายผิดกันมาก คำว่า "เมืองไทย" นั้นตามภาษาหมายความว่า เป็นที่อยู่ของชนชาติไทย เมืองใดชาวเมืองเป็นชนชาติไทยก็เรียกเมืองนั้นได้ว่า "เมืองไทย" ก็ชนชาติไทยมีหลายพวกหลายเหล่าด้วยกัน เช่น พวกไทยใหญ่ (เงี้ยว) พวกลื้อ พวกเขิน พวกพวน พวกผู้ไทย แลพวกโททางแดนตังเกี๋ย แลในแดนจีนข้างฝ่ายใต้ก็ยังเป็นถิ่นสถานของชนชาติไทย เมืองของไทยพวกนั้น ๆ ก็นับว่า เป็นเมืองไทย เพราะฉะนั้น ถ้าว่าโดยทางภาษา เมืองไทยมีมากมายหลายแห่ง หาเฉพาะแต่ประเทศของเราเท่านี้ไม่ ถ้าว่าโดยทางพงศาวดาร คำว่า "เมืองไทย" กับ "ประเทศสยาม" ยิ่งห่างกันออกไปอีก ด้วยเมืองไทยเดิมตั้งอยู่ ณ ดินแดนซึ่งในบัดนี้เรียกว่า มณฑลฮุยหนำ อันเป็นแดนจีนข้างฝ่ายใต้ ต่อราวเมื่อ พ.ศ. ๔๐๐ ล่วงมา ชนชาติไทยจึงลงมาเที่ยวตั้งบ้านเมืองอยู่ใหม่เกิดเป็นแดนไทยใหญ่ ไทยน้อย แดนลานช้าง (หลวงพระบาง) แลลานนา (มณฑลพายัพ) แล้วแผ่อำนาจลงมาถึงเมืองที่เราอยู่บัดนี้ซึ่งแต่เดิมทีเดียวเป็นถิ่นสถานของชนชาติลาว (ละว้า) เมื่อไทยมาได้ครอบครองเป็นเจ้าของแล้วจึงมาเรียกว่า "เมืองไทย" สันนิษฐานว่า เห็นจะเกิดเรียกตั้งแต่ครั้งชนชาติไทยขยายอำนาจลงมาเที่ยวตั้งบ้านเมืองเมื่อได้ดินแดนของชนชาติอื่น แลรวบรวมไทยด้วยกันตั้งบ้านเมืองอยู่แห่งใด ก็เรียกที่แห่งนั้นว่า "เมืองไทย" เป็นการประกาศแก่ชนชาติอื่นว่า เป็นอาณาเขตของชนชาติไทยเป็นลำดับมา เพราะฉะนั้น คำว่า "เมืองไทย" จึงเป็นคำสำหรับไทยเรียกบ้านเมืองของตนเองมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

ส่วนคำว่า "สยาม" นั้นเป็นภาษาสันสกฤต แปลนัยหนึ่งว่า คล้ำ หรืออีกนัยหนึ่งแปลว่า ทอง เมื่อใช้เรียกเป็นนามประเทศว่า "สยามประเทศ" จึงหมายความว่า เป็นประเทศที่อยู่ของมนุษย์จำพวกผิวคล้ำ หรือมิฉะนั้น หมายความว่า เป็นประเทศที่เกิดทองคำ ความอย่างข้างหลังสมด้วยเรื่องประวัติพระพุทธศาสนาซึ่งแต่งในภาษามคธกล่าวว่า พระเจ้าอโศกมหาราชให้พระโสณะกับอุตตระเชิญพระศาสนามาประดิษฐานใน "สุวรรณภูมิ" ประเทศ คือ ประเทศ "อู่ทอง" คำที่เรียกว่า สยามประเทศจะหมายความว่ากระไรก็ตาม แต่เป็นคำภาษาสันสกฤต ข้อนี้เป็นหลักฐานว่า เป็นนามที่ชาวมัชฌิมประเทศเรียกก่อน จะเป็นพวกที่อยู่ในอินเดียหรือพวกที่มาได้เป็นใหญ่อยู่ในเมืองขอมเรียกก่อนก็ได้ทั้งสองสถาน พิเคราะห์ดูเห็นมีเค้าเงื่อนว่า พวกชาวมัชฌิมประเทศที่มาเป็นใหญ่ในเมืองขอมจะบัญญัติขึ้น ด้วยมีอักษรจารึกที่รูปภาพในพระนครวัดแห่งหนึ่งว่า "รูปชาวสยาม" ดังนี้

แต่ชาวนานาประเทศทั้งปวงเรียกนามประเทศที่เราอยู่ว่า "ประเทศสยาม" มาแต่โบราณ มีในจดหมายเหตุจีนแต่โบราณนี้ว่า เดิมทีเดียว ประเทศนี้มีสองอาณาจักรเป็นอิสระแก่กัน อาณาจักรข้างใต้เรียกว่า "หลอฮกก๊ก"[1] (ละโว้) อาณาจักรข้างเหนือเรียกว่า "เสียมก๊ก"[2] (สยาม) ต่อมา สองอาณาจักรนั้นรวมเป็นอาณาจักรเดียวกัน จีนจึงเรียกนามรวมกันว่า "เสียมหลอฮกก๊ก" ต่อมา ละคำ "ฮก" ออกเสีย คงเรียกแต่ว่า "เสียมหลอก๊ก" มาจนตราบเท่าทุกวันนี้ พิเคราะห์ความตามที่ปรากฏในจดหมายเหตุจีนซึ่งกล่าวมา สันนิษฐานว่า เดิมทีเดียว ชาวต่างประเทศเห็นจะเรียกประเทศนี้ว่าสยามทั้งหมด ครั้นพวกขอมขยายอาณาเขตเข้ามาถึงประเทศนี้ มาตั้งเมืองลพบุรีเป็นราชธานี จึงปรากฏนามอาณาเขตขอมที่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาว่า อาณาเขตละโว้ ตามนามเดิมของเมืองลพบุรี ดินแดนอันมิได้อยู่ในอาณาเขตละโว้พวกชาวต่างประเทศก็ยังคงเรียกว่าสยามอยู่อย่างเดิม ครั้นพระร่วงตั้งราชอาณาจักรสุโขทัยขึ้นเป็นอิสระ ชาวต่างประเทศจึงเรียกราชอาณาจักรสุโขทัยตามนามเดิมว่า "สยามประเทศ" ครั้นเมื่อตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีแล้วรวมราชอาณาจักรสุโขทัยเข้าเป็นอาณาจักรอันเดียวกัน จึงเป็นเหตุให้จีนเปลี่ยนนามเรียกว่า "เสียมหลอฮกก๊ก"

ในเรื่องคำว่า "เมืองไทย" กับคำว่า "ประเทศสยาม" ที่อธิบายมานี้ มีความจริงที่ประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง คือ คำว่า "เมืองไทย" เป็นคำพวกไทยเรียก แต่ชาวประเทศอื่นเขาไม่เรียก ส่วนคำว่า "สยาม" นั้นเป็นคำที่ชาวต่างประเทศเรียก แต่ไทยเองหาเรียกไม่ เป็นเช่นนี้มาแต่โบราณ ในศิลาจารึกครั้งราชวงศ์พระร่วงเป็นใหญ่ เมื่อจะกล่าวถึงนามประเทศนี้ ก็เรียกว่า "กรุงสุโขทัย" มาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา มีพระราชสารหรือทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ เมื่อจะกล่าวนามประเทศนี้ก็ใช้แต่ว่า "กรุงศรีอยุธยา" มีสำเนาตัวอย่างหนังสือครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแลทำหนังสือสัญญากับพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ กรุงฝรั่งเศส ฝ่ายฝรั่งเศสใช้คำว่า "สยาม" แต่ฝ่ายไทยก็ใช้คำว่า "กรุงศรีอยุธยา" ทุกแห่ง แม้จนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ในรัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๒ แลรัชกาลที่ ๓ ก็ยังคงใช้นามประเทศในภาษาไทยว่า "กรุงศรีอยุธยา" ต่อมา มีตัวอย่างอยู่ในหนังสือสัญญาซึ่งทำกับอังกฤษ (ครั้งเฮนรี เบอร์นี เป็นทูตเข้ามา) เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๓๙๓ ยังใช้คำว่า "กรุงศรีอยุธยา" เป็นนามประเทศ

ไทยเราพึ่งมาใช้คำ "สยาม" เป็นนามของประเทศในทางราชการต่อในรัชกาลที่ ๔ กรุงรัตนโกสินทร์ (ข้าพเจ้าไม่มีเวลาพอที่จะสอบให้รู้แน่ว่า เริ่มใช้มาแต่ปีใด) เข้าใจว่า ดูเหมือนจะใช้เมื่อทำหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีกับอังกฤษเมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๙๘ เป็นเดิมมา เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริเห็นว่า ที่ใช้คำว่า "กรุงศรีอยุธยา" เป็นแต่นามราชธานีเก่า ไม่ตรงกับนามประเทศ แลนานาประเทศเรียกนามอยู่ว่า "ประเทศสยาม" ทั่วกันแล้ว จะใช้นามอื่นหาเหมาะไม่ จึงได้ใช้นามว่า "ประเทศสยาม" ในทางราชการแต่นั้นมา

  1. "หลอฮกก๊ก" สำเนียงกลางว่า "หลัวโวกั๋ว" (羅渦國, Luó Wō Guó)
  2. "เสียมก๊ก" สำเนียงกลางว่า "เซียนกั๋ว" (暹國, Xiān Guó)