อนุโลมติกปัฏฐาน - อุปาทินนัตติกะ - ปัญหาวาร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

อนุโลมติกปัฏฐาน - อุปาทินนัตติกะ - ปัญหาวาร

พระไตรปิฎก ฉบับธรรมทาน

ปัญหาวาร
[๑๔๗๖] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยเหตุปัจจัย

คือ เหตุที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ โดยเหตุปัจจัย

ในปฏิสนธิขณะ เหตุที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และกฏัตตารูป

โดยเหตุปัจจัย

[๑๔๗๗] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยเหตุปัจจัย

คือ เหตุที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดยเหตุปัจจัย
[๑๔๗๘] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม และ

อนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยเหตุปัจจัย

คือ เหตุที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐาน

รูป โดยเหตุปัจจัย

[๑๔๗๙] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยเหตุปัจจัย

คือ เหตุที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตต

สมุฏฐานรูป โดยเหตุปัจจัย

[๑๔๘๐] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิย

ธรรม โดยเหตุปัจจัย

คือ เหตุที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ โดยเหตุ

ปัจจัย

[๑๔๘๑] อุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยเหตุปัจจัย

คือ เหตุที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดยเหตุ

ปัจจัย

[๑๔๘๒] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิย

ธรรม และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม โดยเหตุปัจจัย

คือ เหตุที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตต

สมุฏฐานรูป โดยเหตุปัจจัย

[๑๔๘๓] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม โดย

อารัมมณปัจจัย

คือ พระเสกขะหรือปุถุชน พิจารณาเห็นจักษุโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์

เป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภจักษุนั้น มีราคะ เกิดขึ้น มีโทมนัส

เกิดขึ้น เมื่อกุศลและอกุศลดับไปแล้ว ตทารัมมณจิตอันเป็นวิบาก ย่อมเกิดขึ้น

พระเสกขะหรือปุถุชน พิจารณาเห็นโสตะ ฆานะ ชิวหา กาย รูป เสียง กลิ่น

รส โผฏฐัพพะ ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และหทยวัตถุและขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอุปาทินนุ

ปาทานิยะ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง

เพราะปรารภโสตะเป็นต้นนั้น มีราคะ เกิดขึ้น มีโทมนัส เกิดขึ้น เมื่อกุศลและอกุศลดับไป

แล้ว ตทารัมมณจิต อันเป็นวิบาก ย่อมเกิดขึ้น

รูปายตนะที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ คันธายตนะ

ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม ฯลฯ รสายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ

โดยอารัมมณปัจจัย

[๑๔๘๔] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอารัมมณปัจจัย

คือ บุคคลพิจารณาเห็นจักษุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภจักษุนั้น มีราคะ เกิดขึ้น มีโทมนัส เกิดขึ้น

บุคคลพิจารณาเห็นโสตะ ฆานะ ชิวหา กาย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม และหทยวัตถุ และขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะ

ปรารภโสตะเป็นต้นนั้น มีราคะ เกิดขึ้น มีโทมนัส เกิดขึ้น

บุคคลเห็นรูปที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม ด้วยทิพยจักษุรู้จิตของบุคคลผู้มีความ

พร้อมเพรียงด้วยจิตที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยะ โดยเจโตปริยญาณ

ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิญญาณ แก่เจโตปริยญาณ

แก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่อนาคตังสญาณ แก่อาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย

[๑๔๘๕] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอารัมมณปัจจัย

คือ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล ทำอุโบสถกรรม แล้วพิจารณากุศลนั้น พิจารณา

กุศลที่สั่งสมดีแล้วในกาลก่อน ออกจากฌาน แล้วพิจารณาฌาน

พระอริยะทั้งหลายพิจารณาโคตรภู พิจารณาโวทาน พิจารณากิเลสที่ละแล้ว พิจารณา

กิเลสที่ข่มแล้ว รู้กิเลสที่เคยเกิดแล้วในกาลก่อน พิจารณาเห็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม และขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยความเป็นของไม่เที่ยง

เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภรูปเป็นต้นนั้น มีราคะ

เกิดขึ้น มีโทมนัส เกิดขึ้น เห็นรูปที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม ด้วยทิพยจักษุ ฟังเสียง

ด้วยทิพยโสตธาตุ ผู้จิตของบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยจิตที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยเจโต

ปริยญาณ

อากาสานัญจายตนะ เป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนะ โดยอารัมมณปัจจัย อากิญ

จัญญายตนะ เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยอารัมมณปัจจัย

ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ แก่เจโตปริยญาณ

แก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่ยถากัมมุปคญาณ แก่อนาคตังสญาณ แก่อาวัชชนะ โดย

อารัมมณปัจจัย

[๑๔๘๖] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอารัมมณปัจจัย

คือ พระเสกขะหรือปุถุชน พิจารณาเห็นรูปที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เสียง

กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม และขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะ

ปรารภรูปเป็นต้นนั้น มีราคะ เกิดขึ้น มีโทมนัส เกิดขึ้น เมื่อกุศลและอกุศลดับไปแล้ว

ตทารัมมณจิตอันเป็นวิบาก ย่อมเกิดขึ้น

อากาสานัญจายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนวิบาก โดยอารัมมณปัจจัย

อากิญจัญญายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนวิบาก โดยอารัมมณปัจจัย รูปายต

นะ

ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่กาย

วิญญาณ โดยอารัมมณปัจจัย

[๑๔๘๗] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิย

ธรรม โดยอารัมมณปัจจัย

คือ นิพพาน เป็นปัจจัยแก่มรรค แก่ผล โดยอารัมมณปัจจัย
[๑๔๘๘] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิย

ธรรม โดยอารัมมณปัจจัย

คือ พระอริยะทั้งหลาย ออกจากมรรค แล้วพิจารณามรรค พิจารณาผล พิจารณา

นิพพาน นิพพานเป็นปัจจัยแก่โคตรภู แก่โวทาน แก่อาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย

พระอริยะทั้งหลาย รู้จิตของบุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยจิตที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม

โดยเจโตปริยญาณ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ แก่

ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่อนาคตังสญาณ แก่อาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย

[๑๔๘๙] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอธิปติปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคลกระทำจักษุให้เป็นอารมณ์อย่าง

หนักแน่น ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำจักษุให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น มีราคะ

มีทิฏฐิ เกิดขึ้น บุคคลกระทำโสตะ ฆานะ ชิวหา กาย รูป เสียงกลิ่น รส โผฏฐัพพะ

ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม หทยวัตถุ และขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม ให้เป็นอารมณ์

อย่างหนักแน่นแล้ว ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำโสตะเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์

อย่างหนักแน่น มีราคะ เกิดขึ้น มีทิฏฐิ เกิดขึ้น

อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอธิปติ

ปัจจัย มี ๒ อย่าง

คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม

แล้วกระทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณากระทำกุศลที่สั่งสมไว้ดีแล้วในกาล

ก่อน ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว พิจารณาออกจากฌาน กระทำฌานให้เป็นอารมณ์อย่าง

หนักแน่นแล้วพิจารณา

พระเสกขะทั้งหลายกระทำโคตรภู ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้วพิจารณา กระทำ

โวทานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้วพิจารณา

บุคคลกระทำรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม และ

ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลิน

ยิ่ง เพราะกระทำรูปเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น มีราคะ ทิฏฐิ เกิดขึ้น

ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิปติธรรมที่เป็นอนุปาทินนุปานิยธรรม เป็นปัจจัย

แก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูป โดยอธิปติปัจจัย

[๑๔๙๐] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทา

นิยธรรม โดยอธิปติปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่ นิพพาน เป็นปัจจัยแก่มรรค แก่ผล โดยอธิปติ

ปัจจัย

ที่เป็น สหชาตธิปติ ได้แก่ อธิปติธรรมที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ โดยอธิปติปัจจัย

[๑๔๙๑] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิย

ธรรม โดยอธิปติปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ
ที่เป็นอารัมมณาธิปติ ได้แก่ พระอริยะทั้งหลายออกจากมรรค กระทำมรรคให้เป็น

อารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา กระทำผลให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา

กระทำนิพพานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา นิพพานเป็นปัจจัยแก่โคตรภู แก่

โวทาน โดยอธิปติปัจจัย

ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิปติธรรมที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดยอธิปติปัจจัย

[๑๔๙๒] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิย

ธรรม และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม โดยอธิปติปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่อธิปติธรรมที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม

เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูป โดยอธิปติปัจจัย

[๑๔๙๓] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอนันตรปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม ที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็น

อุปาทินนุปาทานิยธรรม ที่เกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย ปัญจวิญญาณ เป็นปัจจัยแก่มโนธาตุ

ที่เป็นวิบาก โดยอนันตรปัจจัย มโนธาตุที่เป็นวิบาก เป็นปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุ ที่เป็นวิบาก

โดยอนันตรปัจจัย

[๑๔๙๔] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอนันตรปัจจัย

คือ ภวังคจิต เป็นปัจจัยแก่อาวัชชนจิต กิริยามโนวิญญาณธาตุที่เป็นวิบาก เป็น

ปัจจัยแก่มโนวิญญาณธาตุ โดยอนันตรปัจจัย

[๑๔๙๕] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอนันตรปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม ที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลาย

ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม ที่เกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โคตรภู

อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โวทาน อาวัชชนจิตเป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอนันตรปัจจัย

[๑๔๙๖] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอนันตรปัจจัย

คือ อาวัชชนะ เป็นปัจจัยแก่ปัญจวิญญาณ โดยอนันตรปัจจัย ขันธ์ที่เป็นอนุปาทิน

นุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ โดยอนันตรปัจจัย

[๑๔๙๗] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิย

ธรรม โดยอนันตรปัจจัย

คือ โคตรภูเป็นปัจจัยแก่มรรค โวทานเป็นปัจจัยแก่มรรค อนุโลมเป็นปัจจัยแก่ผล

สมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนะของผู้ออกจากนิโรธ เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ โดยอนันตร

ปัจจัย

[๑๔๙๘] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิย

ธรรม โดยอนันตรปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม ที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็น

อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม ที่เกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย มรรคเป็นปัจจัยแก่ผล ผลเป็น

ปัจจัยแก่ผล โดยอนันตรปัจจัย

[๑๔๙๙] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอนันตรปัจจัย

คือ ผล เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ โดยอนันตรปัจจัย
อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยสมนันตร

ปัจจัย

เหมือนอนันตรปัจจัย
[๑๕๐๐] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยสหชาตปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยสหชาตปัจจัย

ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และกฏัตตารูป โดยสหชาตปัจจัย ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ และกฏัตตารูป

ขันธ์ทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่หทยวัตถุ หทยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลาย มหาภูตรูป ๑ เป็นปัจจัย

แก่มหาภูตรูป ๓ มหาภูตรูป ๓ เป็นปัจจัยแก่มหาภูตรูป ๑ มหาภูตรูป ๒ เป็นปัจจัยแก่มหาภูตรูป

๒ มหาภูตรูปทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูป ที่เป็นอุปาทารูป โดยสหชาตปัจจัย

สำหรับพวกอสัญญสัตว์ มหาภูตรูป ๑ ฯลฯ
[๑๕๐๑] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม และ

อนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยสหชาตปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดยสหชาต

ปัจจัย

[๑๕๐๒] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม และ

อนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยสหชาตปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐาน

รูป โดยสหชาตปัจจัย ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป โดยสหชาตปัจจัย

[๑๕๐๓] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยสหชาตปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และจิตต

สมุฏฐานรูป โดยสหชาตปัจจัย ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป โดย

สหชาตปัจจัย มหาภูตรูป ๑ ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม ฯลฯ มหาภูตรูปทั้งหลาย เป็น

ปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป ฯลฯ มหาภูตรูป ๑ ฯลฯ มหาภูตรูปทั้งหลาย เป็นปัจจัยแก่อุปาทา

รูป โดยสหชาตปัจจัย

[๑๕๐๔] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิย

ธรรม โดยสหชาตปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ ขันธ์ ๒ เป็น

ปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ โดยสหชาตปัจจัย

[๑๕๐๕] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิย

ธรรม โดยสหชาตปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดย

สหชาตปัจจัย

[๑๕๐๖] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิย

ธรรม และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม โดยสหชาตปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และจิตต

สมุฏฐานรูป โดยสหชาตปัจจัย ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป โดย

สหชาตปัจจัย

[๑๕๐๗] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม และอุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยสหชาตปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม และมหาภูตรูป เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏ

ฐานรูป โดยสหชาตปัจจัย

[๑๕๐๘] อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัย

แก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยสหชาตปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และมหาภูตรูป เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป

โดยสหชาตปัจจัย

[๑๕๐๙] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม โดย

อัญญมัญญปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยอัญญมัญญ

ปัจจัย ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม

เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และหทยวัตถุ ขันธ์ทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่หทยวัตถุ หทยวัตถุเป็นปัจจัย

แก่ขันธ์ทั้งหลาย มหาภูตรูป ๑ เป็นปัจจัยแก่มหาภูตรูป ๓ มหาภูตรูป ๒ เป็นปัจจัยแก่

มหาภูตรูป ๒

สำหรับพวกอสัญญสัตว์ มหาภูตรูป ๑ ฯลฯ
[๑๕๑๐] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอัญญมัญญปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ ขันธ์ ๒ เป็น

ปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ โดยอัญญมัญญปัจจัย มหาภูตรูป ๑ ฯลฯ พาหิรรูป อาหารสมุฏฐานรูป อุตุ

สมุฏฐานรูป ฯลฯ มหาภูตรูป ๑ ฯลฯ

[๑๕๑๑] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิย

ธรรม โดยอัญญมัญญปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ ขันธ์ ๒

เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒

[๑๕๑๒] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยนิสสยปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยนิสสยปัจจัย

ฯลฯ ในปฏิสนธิขณะ มหาภูตรูป ๑ ฯลฯ

สำหรับอสัญญสัตว์ มหาภูตรูป ๑ ฯลฯ
จักขายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ กายายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ

หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยนิสสยปัจจัย

[๑๕๑๓] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยนิสสยปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดยนิสสย

ปัจจัย หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยนิสสยปัจจัย

[๑๕๑๔] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม

โดยนิสสยปัจจัย

คือ หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม โดยนิสสยปัจจัย
[๑๕๑๕] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม และ

อนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยนิสสยปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏ

ฐานรูป โดยนิสสยปัจจัย ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป โดยนิสสย

ปัจจัย

[๑๕๑๖] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

มีวาระ ๑

อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม มีวาระ ๓
[๑๕๑๗] อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม โดยนิสสยปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอุปาทินนอนุปาทานิยธรรม และหทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓

โดยนิสสยปัจจัย ขันธ์ ๒ และหทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ โดยนิสสยปัจจัย

[๑๕๑๘] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยนิสสยปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม และมหาภูตรูป เป็นปัจจัย แก่จิตตสมุฏ

ฐานรูป โดยนิสสยปัจจัย

[๑๕๑๙] อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัย

แก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยนิสสยปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และมหาภูตรูป เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป

โดยนิสสยปัจจัย ขันธ์ ๑ ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม และหทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓

โดยนิสสยปัจจัย ขันธ์ ๒ และหทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ โดยนิสสยปัจจัย

[๑๕๒๐] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอุปนิสสยปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ สุขทางกาย เป็นปัจจัยแก่สุขทางกาย แก่ทุกข์ทางกาย

โดยอุปนิสสยปัจจัย ทุกข์ทางกาย เป็นปัจจัยแก่สุขทางกาย แก่ทุกข์ทางกาย อุตุ เป็นปัจจัยแก่

สุขทางกาย แก่ทุกข์ทางกาย โภชนะ เป็นปัจจัยแก่สุขทางกาย แก่ทุกข์ทางกาย อุตุ โภชนะ

เป็นปัจจัยแก่สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย โดยอุปนิสสยปัจจัย

[๑๕๒๑] อุปาทินนุปาทนิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอุปนิสสยปัจจัย

มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยสุขทางกาย ให้ทาน สมาทานศีลทำอุโบสถ

กรรม ยังฌานให้เกิด ยังวิปัสสนาให้เกิด ยังอภิญญาให้เกิด ยังสมาบัติให้เกิด ฆ่าสัตว์ ทำ

ลายสงฆ์

เข้าไปอาศัยทุกข์ทางกาย อุตุ โภชนะ ให้ทาน ทำลายสงฆ์
สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย อุตุ โภชนะ เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นอนุปาทินนุปาทา

นิยธรรม แก่ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ความปรารถนา

โดยอุปนิสสยปัจจัย

[๑๕๒๒] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิย

ธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยสุขทางกาย ยังมรรคให้เกิด

เข้าผลสมาบัติ บุคคลอาศัยทุกข์ทางกาย อุตุ โภชนะ ยังมรรคให้เกิด เข้าผลสมาบัติ

สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย อุตุ โภชนะ เป็นปัจจัยแก่มรรค แก่ผลสมาบัติ โดย

อุปนิสสยปัจจัย

[๑๕๒๓] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอุปนิสสยปัจจัย

มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธาที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม ให้

ทาน สมาทานศีล ทำอุโบสถกรรม ยังฌานให้เกิด ยังวิปัสสนาให้เกิด ยังอภิญญาให้เกิด ยัง

สมาบัติให้เกิด ฆ่าสัตว์ ทำลายสัตว์ ก่อมานะ ถือทิฏฐิ

บุคคลอาศัยศีลที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม สุตะ จาคะ ปัญญา ราคะ โทสะ โมหะ

มานะ ทิฏฐิ ความปรารถนา อุตุ โภชนะ เสนาสนะ ให้ทาน ยังสมาบัติให้เกิด ฆ่าสัตว์ ทำลาย

สงฆ์ ก่อมานะ ถือทิฏฐิ

ศรัทธาที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ราคะ โทสะ โมหะ

มานะ ทิฏฐิ ความปรารถนา อุตุ โภชนะ เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นอนุปาทินนุ

ปาทานิยธรรม แก่ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ความปรารถนา

โดยอุปนิสสยปัจจัย

บริกรรมแห่งปฐมฌาน เป็นปัจจัยแก่ปฐมฌาน บริกรรมแห่งเนวสัญญานาสัญญายตนะ

เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนะ ปฐมฌาน เป็นปัจจัยแก่ทุติยฌาน อากิญจัญญายตนะ

เป็นปัจจัยเนวสัญญานาสัญญายตนะ ปาณาติบาต เป็นปัจจัยแก่ปาณาติบาต นิยตมิจฉาทิฏฐิ

เป็น

ปัจจัยแก่นิยตมิจฉาทิฏฐิ

[๑๕๒๔] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอุปนิสสยปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธาที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม ยัง

ตนให้เดือดร้อน ให้เร่าร้อน เสวยทุกข์มีการแสวงหาเป็นมูล

บุคคลอาศัยศีลที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม ฯลฯ เสนาสนะ ยังตนให้เดือดร้อน

ให้เร่าร้อน เสวยทุกข์มีการแสวงหาเป็นมูล

ศรัทธาที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม ฯลฯ เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่สุขทางกาย ทุกข์

ทางกาย โดยอุปนิสสยปัจจัย

กุศลกรรมและอกุศลกรรม เป็นปัจจัยแก่วิบาก โดยอุปนิสสยปัจจัย
[๑๕๒๕] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอุปนิสสยปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บริกรรมแห่งปฐมมรรค เป็นปัจจัยแก่ปฐมมรรค โดย

อุปนิสสยปัจจัย บริกรรมแห่งทุติยมรรค เป็นปัจจัยแก่ทุติยมรรค บริกรรมแห่งตติยมรรค เป็น

ปัจจัยแก่ตติมรรค บริกรรมแห่งจตุตถมรรค เป็นปัจจัยแก่จตุตถมรรค โดยอุปนิสสยปัจจัย

[๑๕๒๖] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิย

ธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย

มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ปฐมมรรค เป็นปัจจัยแก่ทุติยมรรค โดยอุปนิสสย

ปัจจัย ทุติยมรรค เป็นปัจจัยแก่ตติยมรรค ตติยมรรคเป็นปัจจัยแก่จตุตถมรรค มรรคเป็นปัจจัย

แก่ผลสมาบัติ โดยอุปนิสสยปัจจัย

[๑๕๒๗] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอุปนิสสยปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ผลสมาบัติ เป็นปัจจัยแก่สุขทางกาย โดยอุปนิสสย

ปัจจัย

[๑๕๒๘] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิย

ธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ พระอริยะทั้งหลายอาศัยมรรค ยังสมาบัติที่ยังไม่เกิด

ให้เกิดขึ้น เข้าสมาบัติที่เกิดแล้ว พิจารณาสังขารโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

มรรคเป็นปัจจัยแก่อัตถปฏิสัมภิทา ธัมมปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทา ปฏิภาณปฏิ

สัมภิทา ความฉลาดในฐานะและอฐานะ ของพระอริยะทั้งหลาย โดยอุปนิสสยปัจจัย

[๑๕๒๙] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยปุเรชาตปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาต
ที่เป็น อารัมมณปูเรชาต ได้แก่ พระเสกขะหรือปุถุชนพิจารณาเห็นจักษุ โดย

ความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภจักษุ

นั้น มีราคะเกิดขึ้น มีโทมนัสเกิดขึ้น เมื่อกุศลและอกุศลดับไปแล้ว ตทารัมมณจิต อันเป็นวิบาก

เกิดขึ้น

พระเสกขะหรือปุถุชนพิจารณา โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย รูป เสียง กลิ่น รส

โผฏฐัพพะ ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม และหทยวัตถุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์

เป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภโสตะเป็นต้นนั้น มีราคะ เกิดขึ้น

มีโทมนัส เกิดขึ้น เมื่อกุศลและอกุศลดับไปแล้ว ตทารัมมณจิตอันเป็นวิบาก เกิดขึ้น

รูปายตนะที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ คันธายตนะ

รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ โดย

ปุเรชาตปัจจัย

ที่เป็น วัตถุปุเรชาต ได้แก่ จักขายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ กายายตนะ

เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยปุเรชาต

ปัจจัย

[๑๕๓๐] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม

โดยปุเรชาตปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาต
ที่เป็น อารัมมณปุเรชาต ได้แก่ พระเสกขะหรือปุถุชนพิจารณาเห็นจักษุ โดย

ความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภจักษุ

นั้น มีราคะ เกิดขึ้น มีโทมนัส เกิดขึ้น

พระเสกขะหรือปุถุชน พิจารณาเห็นโสตะ ฯลฯ หทยวัตถุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง

เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภโสตะเป็นต้นนั้น มีราคะ

เกิดขึ้น มีโทมนัส เกิดขึ้น

พระเสกขะหรือปุถุชน เห็นรูปที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม ด้วยทิพพจักขุ
ที่เป็น วัตถุปุเรชาต ได้แก่ หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนุปาทา

นิยธรรม โดยปุเรชาตปัจจัย

[๑๕๓๑] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม

โดยปุเรชาตปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ วัตถุปุเรชาต ได้แก่ หทยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินน

อนุปาทานิยธรรม โดยปุเรชาตปัจจัย

[๑๕๓๒] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยปุเรชาตปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ อารัมมณปุเรชาต ได้แก่บุคคลพิจารณาเห็นรูป เสียง กลิ่น

รส โผฏฐัพพะ ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น

อนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภรูปเป็นต้นนั้น มีราคะ เกิดขึ้น มีโทมนัส

เกิดขึ้น เห็นรูปที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะด้วยทิพยจักษุ ฟังเสียงด้วยทิพยโสตธาตุ

[๑๕๓๓] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยปุเรชาต

มีอย่างเดียว คือ อารัมมณปุเรชาต ได้แก่บุคคลพิจารณาเห็นรูป เสียง กลิ่น

รส โผฏฐัพพะ ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น

อนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภรูปเป็นต้นนั้น มีราคะ เกิดขึ้น มีโทมนัส

เกิดขึ้น เมื่อกุศลและอกุศลดับไปแล้ว ตทารัมมณจิตอันเป็นวิบาก เกิดขึ้น รูปายตนะที่เป็น

อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ โผฏฐัพพายตนะเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ

โดยปุเรชาตปัจจัย

[๑๕๓๔] อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัย

แก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยปุเรชาตปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาต
คือ รูปายตนะ และจักขายตนะ ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จักขุ

วิญญาณ โดยปุเรชาตปัจจัย ฯลฯ

โผฏฐัพพายตนะ และกายายตนะ ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กาย

วิญญาณ โดยปุเรชาตปัจจัย

รูปายตนะ และหทยวัตถุที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็น

อุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยปุเรชาตปัจจัย ฯลฯ

โผฏฐัพพายตนะ และหทยวัตถุ ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์

ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยปุเรชาตปัจจัย

[๑๕๓๕] อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัย

แก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยปุเรชาตปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาต
คือ รูปายตนะ และหทยวัตถุที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็น

อนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยปุเรชาตปัจจัย ฯลฯ

โผฏฐัพพายตนะ และหทยวัตถุ ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์

ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยปุเรชาตปัจจัย

[๑๕๓๖] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม โดย

ปัจฉาชาตปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมที่เกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็นอุปาทิน

นุปาทานิยธรรมนี้ ที่เกิดก่อน โดยปัจฉาชาตปัจจัย

[๑๕๓๗] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยปัจฉาชาตปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรมที่เกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็นอนุปาทิน

นุปาทานิยธรรมนี้ ที่เกิดก่อน โดยปัจฉาชาตปัจจัย

[๑๕๓๘] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยปัจฉาชาตปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรมที่เกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็นอุปาทิน

นุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ที่เกิดก่อน โดยปัจฉาชาตปัจจัย

[๑๕๓๙] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยปัจฉาชาตปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมที่เกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็นอนุปา

ทินนุปาทานิยธรรมนี้ ที่เกิดก่อน โดยปัจฉาชาตปัจจัย

[๑๕๔๐] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยปัจฉาชาตปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมที่เกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็นอนุปา

ทินนุปาทานิยธรรมนี้ ที่เกิดก่อน โดยปัจฉาชาตปัจจัย

[๑๕๔๑] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยปัจฉาชาตปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมที่เกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็นอุปา

ทินนุปาทานิยธรรมและอนุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ที่เกิดก่อน โดยปัจฉาชาตปัจจัย

[๑๕๔๒] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิย

ธรรม โดยปัจฉาชาตปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมที่เกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็นอนุปา

ทินนุปาทานิยธรรมนี้ ที่เกิดก่อน โดยปัจฉาชาตปัจจัย

[๑๕๔๓] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิย

ธรรม โดยปัจฉาชาตปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรมที่เกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็น

อนุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ที่เกิดก่อน โดยปัจฉาชาตปัจจัย

[๑๕๔๔] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิย

ธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยปัจฉาชาตปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนอนุปาทานิยธรรมที่เกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็น

อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ที่เกิดก่อน โดยปัจฉาชาตปัจจัย

[๑๕๔๕] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอาเสวนปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม ที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็น

อนุปาทินนุปาทานิยธรรมที่เกิดหลังๆ โดยอาเสวนปัจจัย อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โคตรภู อนุโลม

เป็นปัจจัยแก่โวทาน โดยอาเสวนปัจจัย

[๑๕๔๖] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิย

ธรรม โดยอาเสวนปัจจัย

คือ โคตรภู เป็นปัจจัยแก่มรรค โวทาน เป็นปัจจัยแก่มรรค โดยอาเสวนปัจจัย
[๑๕๔๗] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยกัมมปัจจัย

คือ เจตนาที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ โดยกัมมปัจจัย

ในปฏิสนธิขณะ เจตนาที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และกฏัตตารูป

โดยกัมมปัจจัย เจตนาเป็นปัจจัยแก่หทยวัตถุ โดยกัมมปัจจัย

[๑๕๔๘] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยกัมมปัจจัย

คือ เจตนาที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดยกัมม

ปัจจัย

อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทิน

นุปาทานิยธรรม โดยกัมมปัจจัย

คือ เจตนาที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตต

สมุฏฐานรูป โดยกัมมปัจจัย

[๑๕๔๙] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยกัมมปัจจัย

คือ เจตนาที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตต

สมุฏฐานรูป โดยกัมมปัจจัย

[๑๕๕๐] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยกัมมปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ นานาขณิก ได้แก่ เจตนาที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม ซึ่งเป็นวิบาก และกฏัตตารูป โดยกัมมปัจจัย

[๑๕๕๑] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิย

ธรรม โดยกัมมปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ สหชาต นานาขณิก
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ เจตนาที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตต

ขันธ์ โดยกัมมปัจจัย

ที่เป็น นานาขณิก ได้แก่ กุศลเจตนาที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม ซึ่งเป็นวิบาก โดยกัมมปัจจัย

[๑๕๕๒] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยกัมมปัจจัย

คือ เจตนาที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดย

กัมมปัจจัย

[๑๕๕๓] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิย

ธรรม และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม โดยกัมมปัจจัย

คือ เจตนาที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และ

จิตตสมุฏฐานรูป โดยกัมมปัจจัย

[๑๕๕๔] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยวิปากปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม ซึ่งเป็นวิบาก เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดย

วิปากปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม ซึ่งเป็นวิบาก เป็นปัจจัย

แก่ขันธ์ ๓ และกฏัตตารูป โดยวิปากปัจจัย ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ และกฏัตตารูป

โดยวิปากปัจจัย ขันธ์ทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่หทยวัตถุ โดยวิปากปัจจัย

[๑๕๕๕] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยวิปากปัจจัย

คือ ขันธ์ ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม ซึ่งเป็นวิบาก เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐาน

รูป โดยวิปากปัจจัย

[๑๕๕๖] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยวิปากปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม ซึ่งเป็นวิบาก เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และ

จิตตสมุฏฐานรูป โดยวิปากปัจจัย ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป โดย

วิปากปัจจัย

[๑๕๕๗] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิย

ธรรม โดยวิปากปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม ซึ่งเป็นวิบาก เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดย

วิปากปัจจัย ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ โดยวิปากปัจจัย

[๑๕๕๘] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิย

ธรรม โดยวิปากปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม ซึ่งเป็นวิบาก เป็นปัจจัยแก่จิตต

สมุฏฐานรูป โดยวิปากปัจจัย

[๑๕๕๙] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิย

ธรรม และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม โดยวิปากปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม ซึ่งเป็นวิบาก เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓

และจิตตสมุฏฐานรูป โดยวิปากปัจจัย ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป

โดยวิปากปัจจัย

[๑๕๖๐] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอาหารปัจจัย

คือ อาหารที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ โดยอาหาร

ปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ อาหารที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และ

กฏัตตารูป โดยอาหารปัจจัย กวฬิงการาหาร ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กาย

ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอาหารปัจจัย

[๑๕๖๑] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอาหารปัจจัย

คือ อาหารที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดยอาหาร

ปัจจัย กวฬิงการาหาร ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็นอนุปาทินนุปานิยธรรม

โดยอาหารปัจจัย

[๑๕๖๒] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอาหารปัจจัย

คือ อาหารที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏ

ฐานรูป โดยอาหารปัจจัย กวฬิงการาหาร ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กาย

ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอาหารปัจจัย

[๑๕๖๓] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอาหารปัจจัย

คือ อาหารที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตต

สมุฏฐานรูป โดยอาหารปัจจัย กวฬิงการาหาร ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กาย

ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอาหารปัจจัย

[๑๕๖๔] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอาหารปัจจัย

คือ กวฬิงการาหาร ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กาย ที่เป็น

อุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอาหารปัจจัย

[๑๕๖๕] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอาหารปัจจัย

คือ กวฬิงการาหาร ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กาย ที่เป็น

อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอาหารปัจจัย

[๑๕๖๖] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิย

ธรรม โดยอาหารปัจจัย

คือ อาหารที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ โดยอาหาร

ปัจจัย

[๑๕๖๗] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิย

ธรรม โดยอาหารปัจจัย

คือ อาหารที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดย

อาหารปัจจัย

[๑๕๖๘] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิย

ธรรม และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม โดยอาหารปัจจัย

คือ อาหารที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และ

จิตตสมุฏฐานรูป โดยอาหารปัจจัย

[๑๕๖๙] อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัย

แก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอาหารปัจจัย

คือ กวฬิงการาหาร ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่กายที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอาหารปัจจัย

[๑๕๗๐] อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัย

แก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอาหารปัจจัย

คือ กวฬิงการาหาร ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม

เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอาหารปัจจัย

[๑๕๗๑] อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัย

แก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอาหารปัจจัย

คือ กวฬิงการาหาร ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม

เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอาหารปัจจัย

[๑๕๗๒] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอินทริยปัจจัย

คือ อินทรีย์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ โดยอินทริย

ปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ อินทรีย์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และ

กฏัตตารูป โดยอินทริยปัจจัย

จักขุนทรีย์ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ กายินทรีย์ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ รูปชีวิติน

ทรีย์ เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูป โดยอินทริยปัจจัย

[๑๕๗๓] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอินทริยปัจจัย

คือ อินทรีย์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดยอินทริย

ปัจจัย

[๑๕๗๔] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทินนิยธรรม

และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอินทริยปัจจัย

คือ อินทรีย์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตต

สมุฏฐานรูป โดยอินทริยปัจจัย

[๑๕๗๕] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอินทริยปัจจัย

คือ อินทรีย์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ โดย

อินทริยปัจจัย

[๑๕๗๖] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิย

ธรรม โดยอินทริยปัจจัย

คือ อินทรีย์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ โดย

อินทริยปัจจัย

[๑๕๗๗] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิย

ธรรม โดยอินทริยปัจจัย

คือ อินทรีย์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดย

อินทริยปัจจัย

[๑๕๗๘] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิย

ธรรม และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม โดยอินทริยปัจจัย

คือ อินทรีย์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และ

จิตตสมุฏฐานรูป โดยอินทริยปัจจัย

[๑๕๗๙] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยฌานปัจจัย

คือ องค์แห่งฌานที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ โดย

ฌานปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ องค์แห่งฌานที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตต

ขันธ์ และกฏัตตารูป โดยฌานปัจจัย

[๑๕๘๐] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยฌานปัจจัย

คือ องค์แห่งฌานที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดย

ฌานปัจจัย

[๑๕๘๑] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยฌานปัจจัย

คือ องค์แห่งฌานที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และ

จิตตสมุฏฐานรูป โดยฌานปัจจัย

[๑๕๘๒] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยฌานปัจจัย

คือ องค์แห่งฌานที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และ

จิตตสมุฏฐานรูป โดยฌานปัจจัย

[๑๕๘๓] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิย

ธรรม โดยฌานปัจจัย

คือ องค์แห่งฌานที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์

โดยฌานปัจจัย

[๑๕๘๔] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิย

ธรรม โดยฌานปัจจัย

คือ องค์แห่งฌานที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป

โดยฌานปัจจัย

[๑๕๘๕] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิย

ธรรม และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม โดยฌานปัจจัย

คือ องค์แห่งฌานที่เป็นอนุปาทาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์

และจิตตสมุฏฐานรูป โดยฌานปัจจัย

[๑๕๘๖] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม โดย

มัคคปัจจัย

คือ องค์แห่งมรรคที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ โดย

มัคคปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ

[๑๕๘๗] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยมัคคปัจจัย

คือ องค์แห่งมรรคที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดย

มัคคปัจจัย

[๑๕๘๘] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม และ

อนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยมัคคปัจจัย

คือ องค์แห่งมรรคที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และ

จิตตสมุฏฐานรูป โดยมัคคปัจจัย

[๑๕๘๙] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิย

ธรรม โดยมัคคปัจจัย

คือ องค์แห่งมรรคที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และ

จิตตสมุฏฐานรูป โดยมัคคปัจจัย

[๑๕๙๐] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิย

ธรรม โดยมัคคปัจจัย

คือ องค์แห่งมรรคที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์

โดยมัคคปัจจัย

[๑๕๙๑] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิย

ธรรม โดยมัคคปัจจัย

คือ องค์แห่งมรรคที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป

โดยมัคคปัจจัย

[๑๕๙๒] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม โดยมัคคปัจจัย

คือ องค์แห่งมรรคที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์

และจิตตสมุฏฐานรูป โดยมัคคปัจจัย

[๑๕๙๓] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม โดย

สัมปยุตตปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยสัมปยุตตปัจจัย

ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ

[๑๕๙๔] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยสัมปยุตตปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยสัมปยุตต

ปัจจัย ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒

[๑๕๙๕] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิย

ธรรม โดยสัมปยุตตปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยสัมปยุตต

ปัจจัย ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒

[๑๕๙๖] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม โดย

วิปปยุตตปัจจัย

มี ๓ อย่าง คือ สหชาต ปุเรชาต ปัจฉาชาต
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ที่เป็นอุปาทาทินนุปาทานิยธรรม

เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูป โดยวิปปยุตตปัจจัย ขันธ์ทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่หทยวัตถุ โดย

วิปปยุตตปัจจัย หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลาย โดยวิปปยุตตปัจจัย

ที่เป็น ปุเรชาต ได้แก่ จักขายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ โดยวิปปยุตตปัจจัย

ฯลฯ กายายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ โดยวิปปยุตตปัจจัย หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์

ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยวิปปยุตตปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กาย

ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ซึ่งเกิดก่อน โดยวิปปยุตตปัจจัย

[๑๕๙๗] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยวิปปยุตตปัจจัย

มี ๓ อย่าง คือ สหชาต ปุเรชาต ปัจฉาชาต
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตต

สมุฏฐานรูป โดยวิปปยุตตปัจจัย

ที่เป็น ปุเรชาต ได้แก่ หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยวิปปยุตตปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กาย

ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ซึ่งเกิดก่อน โดยวิปปยุตตปัจจัย

[๑๕๙๘] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม

โดยวิปปยุตตปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ ปุเรชาต ได้แก่ หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินน

อนุปาทานิยธรรม โดยวิปปยุตตปัจจัย

[๑๕๙๙] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม และ

อนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยวิปปยุตตปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่กายที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ซึ่งเกิดก่อน โดย

วิปปยุตตปัจจัย

[๑๖๐๐] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยวิปปยุตตปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตต

สมุฏฐานรูป โดยวิปปยุตตปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กาย

ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ซึ่งเกิดก่อน โดยวิปปยุตตปัจจัย

[๑๖๐๑] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยวิปปยุตตปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัย

แก่กายที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ซึ่งเกิดก่อน โดยวิปปยุตตปัจจัย

[๑๖๐๒] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยวิปปยุตตปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่กายที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ซึ่งเกิดก่อน โดย

วิปปยุตตปัจจัย

[๑๖๐๓] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยวิปปยุตตปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่กายที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ซึ่งเกิดก่อน โดยวิปปยุตตปัจจัย

[๑๖๐๔] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิย

ธรรม โดยวิปปยุตตปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตต

สมุฏฐานรูป โดยวิปปยุตตปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กาย

ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม ซึ่งเกิดก่อน โดยวิปปยุตตปัจจัย

[๑๖๐๕] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยวิปปยุตตปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่กายที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ซึ่งเกิดก่อน โดย

วิปปยุตตปัจจัย

[๑๖๐๖] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอัตถิปัจจัย

มี ๕ อย่าง คือ สหชาต ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาหาร อินทริย
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓

โดยอัตถิปัจจัย ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ โดยอัตถิปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๑

ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และกฏัตตารูป โดยอัตถิปัจจัย ขันธ์ ๒

เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ และกฏัตตารูป โดยอัตถิปัจจัย ขันธ์ทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่หทยวัตถุ

หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลาย มหาภูตรูป ๑ ฯลฯ มหาภูตรูปทั้งหลาย เป็นปัจจัยแก่

กฏัตตารูป ที่เป็นอุปาทารูป โดยอัตถิปัจจัย

สำหรับพวกอสัญญสัตว์ ฯลฯ มหาภูตรูป เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูป ที่เป็นอุปาทารูป

โดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็น ปุเรชาต ได้แก่ พระเสกขะหรือปุถุชน พิจารณาเห็นจักขุ โดยความเป็น

ของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภจักขุนั้น

มีราคะ โทมนัส เกิดขึ้น เมื่อกุศลและอกุศลดับไปแล้ว ตทารัมมณจิตอันเป็นวิบาก ย่อมเกิดขึ้น

พระเสกขะหรือปุถุชน พิจารณาเห็นโสตะ ฆานะ ชิวหา กาย รูป เสียง กลิ่น

รส โผฏฐัพพะ ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และหทยวัตถุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์

เป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภโสตะเป็นต้นนั้น มีราคะ โทมนัส

เกิดขึ้น เมื่อกุศลและอกุศลดับไปแล้ว ตทารัมมณจิตอันเป็นวิบาก ย่อมเกิดขึ้น

รูปายตนะ ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ คันธายตนะ ฯลฯ

รสายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ

จักขายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ หทยวัตถุ

เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กาย

ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

กวฬิงการาหาร ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็นอุปาทินนุปาทา

นิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

รูปชีวิตินทรีย์ เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูป โดยอัตถิปัจจัย
[๑๖๐๗] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอัตถิปัจจัย

มี ๔ อย่าง คือ สหชาต ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาหาร
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏ

ฐานรูป โดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็น ปุเรชาต ได้แก่พระเสกขะหรือปุถุชน พิจารณาเห็นจักขุ โดยความเป็น

ของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภจักขุนั้น

มีราคะ โทมนัส เกิดขึ้น

พระเสกขะ หรือปุถุชน พิจารณาโสตะ ฆานะ ฯลฯ ชิวหา ฯลฯ กาย ฯลฯ

ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม

และหทยวัตถุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง

เพราะปรารภโสตะเป็นต้นนั้น มีราคะ โทมนัส เกิดขึ้น เห็นรูปอุปาทินนุปาทานิยธรรม ด้วย

ทิพพจักขุ หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอุปทินนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กาย

ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ซึ่งเกิดก่อน โดยอัตถิปัจจัย

กวฬิงการาหาร ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็นอนุปาทินนุปาทา

นิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

[๑๖๐๘] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม

โดยอัตถิปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ ปุเรชาต ได้แก่ หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็น

อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรมโดยอัตถิปัจจัย

[๑๖๐๙] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม และ

อนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

มี ๓ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต อาหาร
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓

และจิตตสมุฏฐานรูป โดยอัตถิปัจจัย ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป

โดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กาย

ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ซึ่งเกิดก่อน โดยอัตถิปัจจัย

กวฬิงการาหาร ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็นอุปาทินนุปาทา

นิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

[๑๖๑๐] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุทินนุปาทานิยธรรม โดย

อัตถิปัจจัย

มี ๔ อย่าง คือ สหชาต ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาหาร
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓

และจิตตสมุฏฐานรูป โดยอัตถิปัจจัย ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป

โดยอัตถิปัจจัย มหาภูตรูป ๑ เป็นปัจจัยแก่มหาภูตรูป ๓ มหาภูตรูป เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏ

ฐานรูป ที่เป็นอุปาทารูป โดยอัตถิปัจจัย พาหิรรูป อาหารสมุฏฐานรูป อุตุสมุฏฐานรูป ฯลฯ

มหาภูตรูป ๑ ฯลฯ

ที่เป็น ปุเรชาต ได้แก่ บุคคลพิจารณาเห็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมยินดี

ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภรูปเป็นต้นนั้น มีราคะ โทมนัส เกิดขึ้น เห็นรูปที่เป็น

อนุปาทินนุปาทานิยธรรมด้วยทิพพจักขุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ

ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กาย

ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ซึ่งเกิดก่อน โดยอัตถิปัจจัย

กวฬิงการาหาร ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็นอนุปาทิน

นุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

[๑๖๑๑] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอัตถิปัจจัย

มี ๓ อย่าง คือ ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาหาร
ที่เป็น ปุเรชาต ได้แก่ บุคคลพิจารณาเห็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมยินดี

ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะปรารภรูปเป็นต้นนั้น มีราคะ โทมนัส เกิดขึ้น เมื่อกุศลและอกุศล

ดับไปแล้ว ตทารัมมณจิตที่เป็นวิบาก เกิดขึ้น รูปายตนะที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ โดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็นปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กาย

ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ซึ่งเกิดก่อน โดยอัตถิปัจจัย

กวฬิงการาหาร ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็นอุปาทินนุปาทา

นิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

[๑๖๑๒] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ ปัจฉาชาต อาหาร
ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กาย

ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ซึ่งเกิดก่อน โดยอัตถิปัจจัย

กวฬิงการาหาร ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็นอุปาทินนุปาทา

นิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

[๑๖๑๓] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิย

ธรรม โดยอัตถิปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยอัตถิปัจจัย

ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ โดยอัตถิปัจจัย

[๑๖๑๔] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอัตถิปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่กายที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม ซึ่งเกิดก่อน โดยอัตถิปัจจัย

[๑๖๑๕] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิย

ธรรม โดยอัตถิปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่

จิตตสมุฏฐานรูป โดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กาย

ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ซึ่งเกิดก่อน โดยอัตถิปัจจัย

[๑๖๑๖] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิย

ธรรม และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่

ขันธ์ ๓ และกายที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ซึ่งเกิดก่อน โดยอัตถิปัจจัย ขันธ์ ๒ เป็น

ปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ และกายที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ซึ่งเกิดก่อน โดยอัตถิปัจจัย

[๑๖๑๗] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิย

ธรรม และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่

ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป โดยอัตถิปัจจัย ขันธ์ ๓ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๑ และจิตตสมุฏฐานรูป

โดยอัตถิปัจจัย ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป โดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัย

แก่ขันธ์ ๓ และกายที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ซึ่งเกิดก่อน โดยอัตถิปัจจัย ขันธ์ ๓

เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๑ และกายที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ซึ่งเกิดก่อน โดยอัตถิปัจจัย

ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ และกายที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ซึ่งเกิดก่อน โดย

อัตถิปัจจัย

[๑๖๑๘] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

และอนุปาทินนุปาทานิยธรรมโดยอัตถิปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่กายที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ซึ่งเกิดก่อน โดย

อัตถิปัจจัย

[๑๖๑๙] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่

ขันธ์ ๓ และกาย ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ซึ่งเกิดก่อน

โดยอัตถิปัจจัย ขันธ์ ๓ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๑ และกาย ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และ

อนุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ซึ่งเกิดก่อน โดยอัตถิปัจจัย ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ และกาย

ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรมนี้ ซึ่งเกิดก่อน โดยอัตถิปัจจัย

[๑๖๒๐] อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ ปัจฉาชาต อินทริย
ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม และรูปชีวิตินทรีย์

เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูป โดยอัตถิปัจจัย

[๑๖๒๑] อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปุเรชาต
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม และหทยวัตถุ

เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยอัตถิปัจจัย ขันธ์ ๓ และหทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๑ โดยอัตถิ

ปัจจัย ขันธ์ ๒ และหทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ โดยอัตถิปัจจัย

[๑๖๒๒] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ ปัจฉาชาต อาหาร
ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม และกวฬิงการาหาร

ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

[๑๖๒๓] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

มี ๓ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต อาหาร
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม และมหาภูตรูป

เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม และกวฬิงการาหาร

ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

[๑๖๒๔] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ ปัจฉาชาต อาหาร
ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม และกวฬิงการาหาร

ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุ

ปาทา

นิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

[๑๖๒๕] อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัย

แก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

มี ๔ อย่าง คือ ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาหาร อินทริย
ที่เป็น ปุเรชาต ได้แก่ รูปายตนะและจักขายตนะ ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม

เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ โดยอัตถิปัจจัย ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ และกายายตนะ ที่เป็น

อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ โดยอัตถิปัจจัย รูปายตนะ และหทยวัตถุ

ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม ฯลฯ โผฏฐัพ

พายตนะ และหทยวัตถุที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทา

นิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และกวฬิงการาหาร

ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

กวฬิงการาหารที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กาย

ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม และรูปชีวิตินทรีย์

เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูป โดยอัตถิปัจจัย

[๑๖๒๖] อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัย

แก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

มี ๔ อย่าง คือ สหชาต ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาหาร
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และมหาภูตรูป เป็น

ปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็น ปุเรชาต ได้แก่ รูปายตนะและหทยวัตถุ ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม

เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะและหทยวัตถุ ที่เป็น

อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และกวฬิงการาหาร

ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กายที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

กวฬิงการาหาร ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กาย

ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

[๑๖๒๗] อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัย

แก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ อาหาร ได้แก่ กวฬิงการาหาร ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม

และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่กาย ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทิน

นุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

[๑๖๒๘] อุปาทินนุปาทานิยธรรม อนุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปา

ทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยอัตถิปัจจัย

มี ๓ อย่าง คือ ปัจฉาชาต อาหาร อินทริย
ที่เป็น ปัจฉชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม และกวฬิงการาหาร

ที่เป็นอนุปาทินนุปาทานิยธรรม และรูปชีวิตินทรีย์ เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูป โดยอัตถิปัจจัย

[๑๖๒๙] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม โดย

นัตถิปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย วิคตปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย อวิคตปัจจัย ฯลฯ

[๑๖๓๐] ในเหตุปัจจัย มีวาระ ๗
ในอารัมมณปัจจัย มี " ๖
ในอธิปติปัจจัย มี " ๕
ในอนันตรปัจจัย มี " ๗
ในสมนันตรปัจจัย มี " ๗
ในสหชาตปัจจัย มี " ๙
ในอัญญมัญญปัจจัย มี " ๓
ในนิสสยปัจจัย มี " ๑๑
ในอุปนิสสยปัจจัย มี " ๙
ในปุเรชาตปัจจัย มี " ๗
ในปัจฉาชาตปัจจัย มี " ๙
ในอาเสวนปัจจัย มี " ๒
ในกัมมปัจจัย มี " ๘
ในวิปากปัจจัย มี " ๖
ในอาหารปัจจัย มี " ๑๒
ในอินทริยปัจจัย มี " ๗
ในฌานปัจจัย มี " ๗
ในมัคคปัจจัย มี " ๗
ในสัมปยุตตปัจจัย มี " ๓
ในวิปปยุตตปัจจัย มี " ๑๐
ในอัตถิปัจจัย มี " ๒๓
ในนัตถิปัจจัย มี " ๗
ในวิคตปัจจัย มี " ๗
ในอวิคตปัจจัย มี " ๒๓
[๑๖๓๑] ในอธิปติปัจจัย กับเหตุปัจจัย มีวาระ ๔
ในสหชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๗
ในอัญญมัญญปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓
ในนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในวิปากปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๖
ในอินทริยปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในมัคคปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในสัมปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓
ในวิปปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๔
ในอัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในอวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
การนับกุสลัตติกะ ได้นับแล้วโดยวิธีสาธยาย ฉันใด พึงนับฉันนั้น
การนับในอุปาทินนัตติกะลึกซึ้งและสุขุมกว่าการนับกุสลัตติกะ ผู้มีปัญญา พึงนับ

โดยทำอย่างนี้

อนุโลม จบ
[๑๖๓๒] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม โดย

อารัมมณปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยนิสสยปัจจัย ฯลฯ

เป็นปัจจัยโดยปุเรชาตปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยปัจฉาชาตปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยอาหาร

ปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยอินทริยปัจจัย

[๑๖๓๓] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอารัมมณปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย

ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยปุเรชาตปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยปัจฉาชาตปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัย

โดย อาหารปัจจัย

[๑๖๓๔] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอุปนิสสยปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยปุเรชาตปัจจัย ฯลฯ

[๑๖๓๕] อุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม และ

อนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยสหชาตปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยปัจฉาชาตปัจจัย ฯลฯ

เป็นปัจจัยโดยอาหารปัจจัย

[๑๖๓๖] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอารัมมณปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย

ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยปุเรชาตปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยปัจฉาชาตปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย

อาหารปัจจัย

[๑๖๓๗] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอารัมมณปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยปุเรชาตปัจจัย

ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยปัจฉาชาตปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยกัมมปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย

อาหารปัจจัย

[๑๖๓๘] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิย

ธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย

[๑๖๓๙] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยปัจฉาชาตปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยอาหารปัจจัย

[๑๖๔๐] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิย

ธรรม โดยสหชาตปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย

[๑๖๔๑] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

โดยอุปนิสสยปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยปัจฉาชาตปัจจัย

[๑๖๔๒] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิย

ธรรม โดยอารัมมณปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสย

ปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยปัจฉาชาตปัจจัย

[๑๖๔๓] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม

มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต
[๑๖๔๔] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม

มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต
[๑๖๔๕] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิย

ธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม โดยปัจฉาชาตปัจจัย

[๑๖๔๖] อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

อนุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม

มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต
[๑๖๔๗] อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

มี ๒ อย่าง คือ ปัจฉาชาต อินทริย
[๑๖๔๘] อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม

มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปุเรชาต
[๑๖๔๙] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

มี ๒ อย่าง คือ ปัจฉาชาต อาหาร
[๑๖๕๐] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

มี ๓ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต อาหาร
[๑๖๕๑] อนุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็น

ปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม

มี ๒ อย่าง คือ ปัจฉาชาต อาหาร
[๑๖๕๒] อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัย

แก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

มี ๔ อย่าง คือ ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาหาร อินทริย
[๑๖๕๓] อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัย

แก่อนุปาทินนุปาทานิยธรรม

มี ๔ อย่าง คือ สหชาต ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาหาร
[๑๖๕๔] อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัย

แก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม

มีอย่างเดียว คือ อาหาร
[๑๖๕๕] อุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุปาทินนุปาทานิยธรรม และอนุ

ปาทินนอนุปาทานิยธรรม เป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยธรรม

มี ๓ อย่าง คือ ปัจฉาชาต อาหาร อินทริย
[๑๖๕๖] ในปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย มีวาระ ๒๔
ในปัจจัยที่ไม่ใช่อารัมมณปัจจัย มีวาระ ๒๔
" อธิปติปัจจัย มี " ๒๔
" อนันตรปัจจัย มี " ๒๔
" สมนันตรปัจจัย มี " ๒๔
" สหชาตปัจจัย มี " ๒๐
" อัญญมัญญปัจจัย มี " ๒๐
" นิสสยปัจจัย มี " ๒๐
ในปัจจัยที่ไม่ใช่อุปนิสสยปัจจัย มีวาระ ๒๓
" ปุเรชาตปัจจัย มี " ๒๓
" ปัจฉาชาตปัจจัย มี " ๑๗
" อาเสวนปัจจัย มี " ๒๔
" กัมมปัจจัย มี " ๒๔
" วิปากปัจจัย มี " ๒๔
" อาหารปัจจัย มี " ๒๐
" อินทริยปัจจัย มี " ๒๒
" ฌานปัจจัย มี " ๒๔
" มัคคปัจจัย มี " ๒๔
" สัมปยุตตปัจจัย มี " ๒๐
" วิปปยุตตปัจจัย มี " ๑๔
" อัตถิปัจจัย มี " ๙
" นัตถิปัจจัย มี " ๒๔
" วิคตปัจจัย มี " ๒๔
" อวิคตปัจจัย มี " ๙
[๑๖๕๗] ในปัจจัยที่ไม่ใช่อารัมมณปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย มีวาระ ๒๔

ฯลฯ

การนับปัจจนียะในกุสลัตติกะให้พิสดารแล้ว ฉันใด พึงให้พิสดารฉันนั้น
ปัจจนียะ จบ
[๑๖๕๘] ในปัจจัยที่ไม่ใช่อารัมมณปัจจัย กับเหตุปัจจัย มีวาระ ๗
ในปัจจัยที่ไม่ใช่อธิปติปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๗
ในปัจจัยที่ไม่ใช่อนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในปัจจัยที่ไม่ใช่สมนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในปัจจัยที่ไม่ใช่อัญญมัญญปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๔
ในปัจจัยที่ไม่ใช่อุปนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในปัจจัยที่ไม่ใช่ปุเรชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๗
ในปัจจัยที่ไม่ใช่ปัจฉาชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในปัจจัยที่ไม่ใช่อาเสวนปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในปัจจัยที่ไม่ใช่กัมมปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในปัจจัยที่ไม่ใช่วิปากปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๔
ในปัจจัยที่ไม่ใช่อาหารปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในปัจจัยที่ไม่ใช่อินทริยปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในปัจจัยที่ไม่ใช่ฌานปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในปัจจัยที่ไม่ใช่มัคคปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในปัจจัยที่ไม่ใช่สัมปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๔
ในปัจจัยที่ไม่ใช่วิปปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓
ในปัจจัยที่ไม่ใช่นัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในปัจจัยที่ไม่ใช่วิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในปัจจัยที่ไม่ใช่อารัมมณปัจจัย กับเหตุปัจจัย กับสหชาตปัจจัย กับนิสสยปัจจัย

กับอัตถิปัจจัย กับอวิคตปัจจัย มีวาระ ๗ ฯลฯ

ในปัจจัยที่ไม่ใช่อธิปติปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๗
" อนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
การนับอนุโลมปัจจนียะ จำแนกไว้แล้วในกุสลัตติกะ ฉันใด พึงนับฉันนั้น
อนุโลมปัจจนียะ จบ
[๑๖๕๙] ในอารัมมณปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย มีวาระ ๖
ในอธิปติปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๕
ในอนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในสมนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในสหชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๙
ในอัญญมัญญปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓
ในนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๑๑
ในอุปนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๙
ในปุเรชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในปัจฉาชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๙
ในอาเสวนปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๒
ในกัมมปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๘
ในวิปากปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๖
ในอาหารปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๑๒
ในอินทริยปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในฌานปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในมัคคปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในสัมปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓
ในวิปปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๑๐
ในอัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๒๓
ในนัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในอวิคตปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย มีวาระ ๒๓
ฯลฯ
การนับปัจจนียานุโลม จำแจกไว้แล้ว
ในกุสลัตติกะ ฉันใด พึงนับฉันนั้น
อุปาทินนัตติกะ ที่ ๔ จบ
สังกิลิฏฐัตติกะ
ปฏิจจวาร
[๑๖๖๐] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม อาศัยสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เกิดขึ้น

เพราะเหตุปัจจัย

คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เกิดขึ้น ขันธ์ ๒

อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น

อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม อาศัยสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุ

ปัจจัย

คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เกิดขึ้น
สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม และอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม อาศัยสังกิลิฏฐ

สังกิเลสิกธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย

คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น

[๑๖๖๑] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม อาศัยอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เกิดขึ้น

เพราะเหตุปัจจัย

คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ขันธ์ ๓ และกฏัตตารูป อาศัย

ขันธ์ ๑ ที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และกฏัตตารูป อาศัยขันธ์ ๒

เกิดขึ้น

ในปฏิสนธิขณะ หทยวัตถุ อาศัยขันธ์ทั้งหลาย เกิดขึ้น ขันธ์ทั้งหลายอาศัยหทยวัตถุ

เกิดขึ้น มหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ เกิดขึ้น จิตตสมุฏฐานรูป และกฏัตตารูป ที่เป็น

อุปาทารูป อาศัยมหาภูตรูป เกิดขึ้น

[๑๖๖๒] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม อาศัยอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เกิดขึ้น

เพราะเหตุปัจจัย

คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เกิดขึ้น ขันธ์ ๒

อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น

อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม อาศัยอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เกิดขึ้น เพราะ

เหตุปัจจัย

คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เกิดขึ้น
อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม และอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม อาศัยอสังกิลิฏฐ

อสังกิเลสิกธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย

คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม

เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น

[๑๖๖๓] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม อาศัยอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม และ

อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย

คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม และมหาภูตรูป

เกิดขึ้น

[๑๖๖๔] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม อาศัยสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม และ

อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย

คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม และมหาภูตรูป ฯลฯ
[๑๖๖๕] ในเหตุปัจจัย มีวาระ ๙
ในอารัมมณปัจจัย มี " ๓ ฯลฯ
ในวิปากปัจจัย มี " ๕
ในอวิคตปัจจัย มี " ๙
ในกุสลัตติกะท่านจำแนกไว้อย่างไร พึงจำแนกอย่างนั้น
[๑๖๖๖] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม อาศัยสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เกิดขึ้น

ไม่ใช่เพราะเหตุปัจจัย

คือ โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ อาศัยขันธ์ที่สหรคตด้วย

วิจิกิจฉา ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ เกิดขึ้น

[๑๖๖๗] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม อาศัยอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เกิดขึ้น

ไม่ใช่เพราะเหตุปัจจัย

คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

ซึ่งเป็นอเหตุกะ เกิดขึ้น ในอเหตุกปฏิสนธิขณะ ฯลฯ

สำหรับพวกอสัญญสัตว์ มหาภูตรูป ๑ ฯลฯ
ในกุสลัตติกะ ท่านจำแนกไว้อย่างไร พึงจำแนกอย่างนั้น
ในปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย มีวาระ ๒
ในปัจจัยที่ไม่ใช่อารัมมณปัจจัย มีวาระ ๕
" อธิปติปัจจัย มี " ๖ ฯลฯ
" อารัมมณปัจจัย กับเหตุปัจจัย มี " ๕ ฯลฯ
ในอารัมมณปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย มี " ๒ ฯลฯ
สหชาตวารก็ดี ปัจจัยวาร นิสสยวาร สังสัฏฐวาร และสัมปยุตตวารก็ดี พึงให้

พิสดาร

ปัญหาวาร
[๑๖๖๘] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดย

เหตุปัจจัย

คือ เหตุที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย โดย

เหตุปัจจัย

[๑๖๖๙] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดย

เหตุปัจจัย

คือ เหตุที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดยเหตุปัจจัย
[๑๖๗๐] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม และ

อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดยเหตุปัจจัย

คือ เหตุที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตต

สมุฏฐานรูป โดยเหตุปัจจัย

[๑๖๗๑] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดย

เหตุปัจจัย

คือ เหตุที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตต

สมุฏฐานรูป โดยเหตุปัจจัย

ในปฏิสนธิขณะ เหตุที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยสัมปยุตตขันธ์ และ

กฏัตตารูป โดยเหตุปัจจัย

[๑๖๗๒] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม

โดยเหตุปัจจัย

คือ เหตุที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ โดย

เหตุปัจจัย

[๑๖๗๓] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยเหตุปัจจัย

คือ เหตุที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดย

เหตุปัจจัย

[๑๖๗๔] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

และอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม โดยเหตุปัจจัย

คือ เหตุที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตต

สมุฏฐานรูป โดยเหตุปัจจัย

[๑๖๗๕] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดย

อารัมมณปัจจัย

คือ บุคคลยินดี เพลิดเพลินราคะ เพราะปรารภราคะนั้น มีราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา

อุทธัจจะ โทมนัส เกิดขึ้น ยินดีทิฏฐิ เพราะปรารภวิจิกิจฉา อุทธัจจะ โทมนัส ฯลฯ

ในกุสลัตติกะ ท่านจำแนกไว้อย่างไร พึงจำแนกอย่างนั้น
[๑๖๗๖] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดย

อารัมมณปัจจัย

คือ พระอริยะทั้งหลาย พิจารณากิเลสที่ละแล้ว พิจารณากิเลสที่ข่มแล้ว รู้กิเลส

ที่เคยเกิดแล้วในกาลก่อน พิจารณาเห็นขันธ์ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดยความเป็นของ

ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา รู้จิตของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยจิตที่เป็นสังกิลิฏฐ

สังกิเลสิกธรรม โดยเจโตปริยญาณ

พระเสกขะหรือปุถุชน พิจารณาเห็นขันธ์ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดยความ

เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เมื่อกุศลดับไปแล้ว ตทารัมมณจิตอันเป็นวิบาก เกิดขึ้น

ยินดี เพลิดเพลิน ขันธ์ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โทมนัส เกิดขึ้น เมื่ออกุศลดับไปแล้ว

ตทารัมมณจิตอันเป็นวิบาก เกิดขึ้น ขันธ์ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่เจโต

ปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่ยถากัมมุปคญาณ แก่อนาคตังสญาณ แก่อาวัชชนะ

โดยอารัมมณปัจจัย

[๑๖๗๗] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอารัมมณปัจจัย

คือ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล ทำอุโบสถกรรม แล้วพิจารณาทานเป็นต้นนั้น

พิจารณากุศลที่เคยสั่งสมไว้ในกาลก่อน ออกจากฌาน พิจารณาฌาน

พระอริยบุคคลพิจารณาโคตรภู พิจารณาโวทาน พิจารณาเห็นจักขุ โดยความเป็นของ

ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา พิจารณา โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย รูป เสียง กลิ่น รส

โผฏฐัพพะ หทยวัตถุ และขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดยความเป็นของไม่เที่ยง

เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ รู้จิตของบุคคลพร้อม

เพรียงด้วยจิตที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดยเจโตปริยญาณ

อากาสานัญจายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เป็น

ปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยอารัมมณปัจจัย รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ

โดยอารัมมณปัจจัย ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ โดยอารัมมณปัจจัย

ขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ แก่เจโตปริยญาณ

แก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่ยถากัมมุปคญาณ แก่อนาคตังสญาณ แก่อาวัชชนะ โดย

อารัมมณปัจจัย

[๑๖๗๘] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดย

อารัมมณปัจจัย

คือ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล ทำอุโบสถกรรม แล้วยินดี เพลิดเพลินกุศลนั้น

ปรารภกุศลนั้น มีราคะ ทิฏฐิ โทมนัส เกิดขึ้น ยินดีกุศลที่ได้สั่งสมไว้แล้วในกาลก่อน ออก

จากฌาน ยินดีฌาน ยินดีจักขุ ฯลฯ ยินดีโผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ หทยวัตถุ และขันธ์ที่เป็น

อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เพราะปรารภกุศลเป็นต้นนั้น มีราคะ โทมนัส เกิดขึ้น

[๑๖๗๙] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม

โดยอารัมมณปัจจัย

คือ นิพพานเป็นปัจจัยแก่มรรค แก่ผล โดยอารัมมณปัจจัย
[๑๖๘๐] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอารัมมณปัจจัย

คือ พระอริยบุคคลออกจากมรรค พิจารณามรรค พิจารณาผล พิจารณานิพพาน

นิพพานเป็นปัจจัยแก่โคตรภู แก่โวทาน แก่อาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย

พระอริยบุคคลรู้จิตของบุคคลผู้ความพร้อมเพรียงด้วยจิตที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิก

ธรรม ด้วยเจโตปริยญาณ

ขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ แก่บุพเพนิวาสา

นุสติญาณ แก่อนาคตังสญาณ แก่อาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย

[๑๖๘๑] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดย

อธิปติปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่บุคคลทำราคะให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้ว

ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะกระทำราคะนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น มีราคะ ทิฏฐิ

เกิดขึ้น ทำทิฏฐิให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะทำทิฏฐิ

นั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะ ทิฏฐิ เกิดขึ้น

ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิปติธรรมที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัย

แก่สัมปยุตตขันธ์ โดยอธิปติปัจจัย

[๑๖๘๒] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอธิปติปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิปติธรรมที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดยอธิปติปัจจัย

[๑๖๘๓] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม และ

อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดยอธิปติปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิปติธรรมที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูป โดยอธิปติปัจจัย

[๑๖๘๔] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอธิปติปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่บุคคลให้ทาน สมาทานศีล ทำอุโบสถกรรม แล้ว

กระทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา กระทำกุศลที่ตนสั่งสมไว้ดีแล้วในกาล

ก่อนให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา ออกจากฌาน กระทำฌานให้เป็นอารมณ์อย่าง

หนักแน่น แล้วพิจารณา

พระเสกขะ กระทำโคตรภูให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา กระทำโวทาน

ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วพิจารณา

ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิปติธรรมที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็น

ปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูป โดยอธิปติปัจจัย

[๑๖๘๕] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอธิปติปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล ทำอุโบสถกรรม

แล้วทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง เพราะทำกุศลนั้น

ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น มีราคะ ทิฏฐิ เกิดขึ้น กระทำกุศลที่สั่งสมไว้แล้วในกาลก่อน

ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง ออกจากฌาน กระทำฌาน

ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง กระทำจักขุให้เป็นอารมณ์

อย่างหนักแน่น แล้วย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง กระทำโผฏฐัพพะ ฯลฯ หทยวัตถุและ

ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น แล้วย่อมยินดี

ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง แล้วกระทำกุศลเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น มีราคะ ทิฏฐิ เกิดขึ้น

[๑๖๘๖] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม

โดยอธิปติปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่ นิพพานเป็นปัจจัยแก่มรรค แก่ผล โดยอธิปติปัจจัย
ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิปติธรรมที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็น

ปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ โดยอธิปติปัจจัย

[๑๖๘๗] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอธิปติปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น อารัมมณาธิปติ ได้แก่ พระอริยบุคคลออกจากมรรค พิจารณามรรคให้

เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น พิจารณาผล ทำให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น พิจารณานิพพาน

ทำให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น นิพพานเป็นปัจจัยแก่โคตรภู แก่โวทาน โดยอธิปติปัจจัย

ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิปติธรรมที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็น

ปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดยอธิปติปัจจัย

[๑๖๘๘] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรมและ

อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรมโดยอธิปติปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ
ที่เป็น สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิปติธรรมที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็น

ปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูป โดยอธิปติปัจจัย

[๑๖๘๙] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดย

อนันตรปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรมที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็น

สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม ที่เกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย

[๑๖๙๐] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอนันตรปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ โดยอนันตรปัจจัย
[๑๖๙๑] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอนันตรปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรมที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็น

อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรมที่เกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โคตรภู อนุโลม

เป็นปัจจัยแก่โวทาน อาวัชชนะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดยอนันตร

ปัจจัย

[๑๖๙๒] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอนันตรปัจจัย

คือ อาวัชชนะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดยอนันตรปัจจัย
[๑๖๙๓] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอนันตรปัจจัย

คือ โคตรภู เป็นปัจจัยแก่มรรค โวทาน เป็นปัจจัยแก่มรรค อนุโลมเป็นปัจจัยแก่

ผลสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนะของผู้ออกจากนิโรธ เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ โดยอนันตร

ปัจจัย

[๑๖๙๔] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม

โดยอนันตรปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรมที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์เป็นอสัง

กิลิฏอสังกิเลสิกธรรมที่เกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย มรรคเป็นปัจจัยแก่ผล ผลเป็นปัจจัยแก่ผล

โดยอนันตรปัจจัย

[๑๖๙๕] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอนันตรปัจจัย

คือ ผลเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ โดยอนันตรปัจจัย
[๑๖๙๖] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยสมนันตรปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย สหชาตปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย อัญญมัญญ

ปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย นิสสยปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย อุปนิสสยปัจจัย

มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยราคะ ฆ่าสัตว์ ทำลายสงฆ์ อาศัยโทสะ

ฆ่าสัตว์ ทำลายสงฆ์ ราคะ ฯลฯ ความปรารถนาเป็นปัจจัยแก่ราคะ ฯลฯ แก่ความปรารถนา

โดยอุปนิสสยปัจจัย ปาณาติบาตเป็นปัจจัยแก่ปาณาติบาต โดยอุปนิสสยปัจจัย นิยตมิจฉาทิฏฐิ

เป็นปัจจัยแก่นิยตมิจฉาทิฏฐิ โดยอุปนิสสยปัจจัย

[๑๖๙๗] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดย

อุปนิสสยปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยราคะ ให้ทาน สมาทานศีล ทำอุโบสถกรรม

ยังฌาน วิปัสสนา อภิญญา สมาบัติ ให้เกิด อาศัยความปรารถนา ให้ทาน ยังสมาบัติให้เกิด

ราคะ ฯลฯ ความปรารถนา เป็นปัจจัยแก่ศรัทธา ความสุขทางกาย ทุกข์ทางกาย

โดยอุปนิสสยปัจจัย

บุคคลฆ่าสัตว์แล้ว ให้ทาน สมาทานศีล ทำอุโบสถกรรม ยังฌาน วิปัสสนา

อภิญญา และสมาบัติให้เกิด ทำลายสงฆ์แล้ว ให้ทาน สมาทานศีล ทำอุโบสถกรรม เพื่อ

ต้องการกำจัดบาปนั้น

อกุศลกรรม เป็นปัจจัยแก่วิบาก โดยอุปนิสสยปัจจัย
[๑๖๙๘] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม

โดยอุปนิสสยปัจจัย

มีอย่างเดียว ปกตูนิสสยยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยราคะ ยังมรรคให้เกิด เข้าผลสมาบัติ

อาศัยโทสะ ฯลฯ ความปรารถนา ยังมรรคให้เกิด เข้าผลสมาบัติ ราคะ ฯลฯ ความปรารถนา

เป็นปัจจัยแก่มรรค แก่ผลสมาบัติ โดยอุปนิสสยปัจจัย

[๑๖๙๙] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอุปนิสสยปัจจัย

มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธา ให้ทาน ยังสมาบัติ ให้เกิด

อาศัยศีล สุตะ จาคะ ปัญญา สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย อุตุ โภชนะ เสนาสนะ ให้ทาน

ยังสมาบัติได้เกิด ศรัทธา ฯลฯ เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่ศรัทธา สุขทางกาย โดยอุปนิสสยปัจจัย

กุศลกรรม เป็นปัจจัยแก่วิบาก โดยอุปนิสสยปัจจัย บริกรรมแห่งปฐมฌานเป็นปัจจัยแก่ปฐมฌาน

อากิญจัญญายตนะ เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนะ

[๑๗๐๐] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอุปนิสสยปัจจัย

มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธา ถือมานะ ทิฏฐิ อาศัยศีล ฯลฯ

เสนาสนะ ฆ่าสัตว์ ทำลายสงฆ์ ศรัทธา ฯลฯ เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่ราคะ ความปรารถนา

โดยอุปนิสสยปัจจัย

[๑๗๐๑] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม

โดยอุปนิสสยปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บริกรรมแห่งปฐมมรรค เป็นปัจจัยแก่ปฐมมรรค ฯลฯ

ทุติยมรรค ฯลฯ ตติยมรรค ฯลฯ จตุตถมรรค โดยอุปนิสสยปัจจัย

[๑๗๐๒] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม

โดยอุปนิสสยปัจจัย

มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ปฐมมรรค เป็นปัจจัยแก่ทุติยมรรค ทุติยมรรค

เป็นปัจจัยแก่ตติยมรรค ตติยมรรค เป็นปัจจัยแก่จตุตถมรรค จตุตถมรรค เป็นปัจจัยแก่ผล

สมาบัติ โดยอุปนิสสยปัจจัย

[๑๗๐๓] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอุปนิสสยปัจจัย

มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ พระอริยบุคคล อาศัยมรรค ยังสมาบัติ ที่ยังไม่เกิด

ให้เกิด เข้าสมาบัติที่เกิดแล้ว พิจารณาเห็นสังขาร โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น

อนัตตา มรรคเป็นปัจจัยแก่อัตถปฏิสัมภิทา ธัมมปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทา ปฏิภาณปฏิ

สัมภิทา ความฉลาดในฐานะและอฐานะ ของพระอริยเจ้าทั้งหลาย โดยอุปนิสสยปัจจัย ผลสมาบัติ

เป็นปัจจัยแก่สุขทางกาย โดยอุปนิสสยปัจจัย

[๑๗๐๔] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยปุเรชาตปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาต
ที่เป็น อารัมมณปุเรชาต ได้แก่ บุคคลพิจารณาเห็นจักขุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง

เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา พิจารณาเห็นโสตะ ฆานะ ชิวหา กาย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

หทยวัตถุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฟังเสียง

ด้วยทิพพโสตธาตุ รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่กาย

วิญญาณ

ที่เป็น วัตถุปุเรชาต ได้แก่ จักขายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ กายายตนะ

เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ โดยปุเรชาตปัจจัย หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ที่เป็นอสังกิลิฏฐ

สังกิเลสิกธรรม โดยปุเรชาตปัจจัย

[๑๗๐๕] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยปุเรชาตปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาต
ที่เป็น อารัมมณปุเรชาต ได้แก่ บุคคลย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง ซึ่งจักขุ

เพราะปรารภจักขุนั้น มีราคะ โทมนัส เกิดขึ้น ย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง ซึ่งโสตะ ฯลฯ

โผฏฐัพพะ หทยวัตถุ ปรารภโสตะเป็นต้นนั้น มีราคะ โทมนัส เกิดขึ้น

ที่เป็น วัตถุปุเรชาต ได้แก่ หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเล

สิกธรรม โดยปุเรชาตปัจจัย

[๑๗๐๖] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม

โดยปุเรชาตปัจจัย

คือ หทัยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม โดยปุเรชาต

ปัจจัย

[๑๗๐๗] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยปัจฉาชาตปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรมที่เกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อน

โดยปัจฉาชาตปัจจัย

[๑๗๐๘] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยปัจฉาชาตปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรมที่เกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อน

โดยปัจฉาชาตปัจจัย

[๑๗๐๙] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยปัจฉาชาตปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรมที่เกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิด

ก่อน โดยปัจฉาชาตปัจจัย

[๑๗๑๐] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดย

อาเสวนปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรมที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นสังกิลิฏฐ

สังกิเลสิกธรรมที่เกิดหลังๆ โดยอาเสวนปัจจัย

[๑๗๑๑] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอาเสวนปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เกิดก่อนๆ ฯลฯ อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โคตรภู อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โวทาน

โดยอาเสวนปัจจัย

[๑๗๑๒] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม

โดยอาเสวนปัจจัย

คือ โคตรภู เป็นปัจจัยแก่มรรค โวทาน เป็นปัจจัยแก่มรรค โดยอาเสวนปัจจัย
[๑๗๑๓] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยกัมมปัจจัย

คือ เจตนาที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ โดยกัมมปัจจัย
[๑๗๑๔] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยกัมมปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ สหชาต นานาขณิก
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ เจตนาที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตต

สมุฏฐานรูป โดยกัมมปัจจัย

ที่เป็น นานาขณิก ได้แก่ เจตนาที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่

วิบากขันธ์ และกฏัตตารูป โดยกัมมปัจจัย

[๑๗๑๕] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม และ

อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดยกัมมปัจจัย

คือ เจตนาที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตต

สมุฏฐานรูป โดยกัมมปัจจัย

[๑๗๑๖] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยกัมมปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ สหชาต นานาขณิก
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ เจตนาที่เป็นอสังกิลิฏฐสังเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตต

ขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูป โดยกัมมปัจจัย

ที่เป็น นานาขณิก ได้แก่ เจตนาที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่

วิบากขันธ์ และกฏัตตารูป โดยกัมมปัจจัย

[๑๗๑๗] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม

โดยกัมมปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ สหชาต นานาขณิก
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ เจตนาที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่

สัมปยุตตขันธ์ โดยกัมมปัจจัย

ที่เป็น นานาขณิก ได้แก่ เจตนาที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัย

แก่ขันธ์ ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม ซึ่งเป็นวิบาก โดยกัมมปัจจัย

[๑๗๑๘] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม

โดยกัมมปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ สหชาต ได้แก่ เจตนาที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็น

ปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดยกัมมปัจจัย

[๑๗๑๙] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเสสิกธรรม

และอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม โดยกัมมปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ สหชาต ได้แก่ เจตนาที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็น

ปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูป โดยกัมมปัจจัย

[๑๗๒๐] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยวิปากปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม ซึ่งเป็นวิบาก เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓

และจิตตสมุฏฐานรูป โดยวิปากปัจจัย ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒

ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๑ ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓

และกฏัตตารูป โดยวิปากปัจจัย ขันธ์ ๑ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒ ขันธ์ทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่

หทยวัตถุ โดยวิปากปัจจัย

[๑๗๒๑] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม

โดยวิปากปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม ซึ่งเป็นวิบาก เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓

โดยวิปากปัจจัย ขันธ์ ๒ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๒

[๑๗๒๒] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม

โดยวิปากปัจจัย

คือ ขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม ซึ่งเป็นวิบาก เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏ

ฐานรูป โดยวิปากปัจจัย

[๑๗๒๓] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

และอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม โดยวิปากปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และจิตต

สมุฏฐานรูป โดยวิปากปัจจัย ขันธ์ ๒ ฯลฯ

[๑๗๒๔] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอาหารปัจจัย มี ๓ นัย

[๑๗๒๕] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอาหารปัจจัย

คือ อาหารที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตต

สมุฏฐานรูป โดยอาหารปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ กวฬิงการาหาร เป็นปัจจัยแก่กายนี้ โดยอาหาร

ปัจจัย ฯลฯ

[๑๗๒๖] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม

โดยอาหารปัจจัย มี ๓ นัย

[๑๗๒๗] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม

โดยอินทริยปัจจัย มี ๓ นัย

อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดยอินทริย

ปัจจัย

คือ อินทรีย์ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และ

จิตตสมุฏฐานรูป โดยอินทริยปัจจัย

ในปฏิสนธิขณะ จักขุนทรีย์ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ กายินทรีย์เป็นปัจจัยแก่

กายวิญญาณ โดยอินทริยปัจจัย รูปชีวิตินทรีย์ เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูป โดยอินทริยปัจจัย

อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม มี ๓ นัย
[๑๗๒๘] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดย

ฌานปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย มัคคปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย สัมปยุตตปัจจัย

[๑๗๒๙] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยวิปปยุตตปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตต

สมุฏฐานรูป โดยวิปปยุตตปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่กายนี้

ที่เกิดก่อน โดยวิปปยุตตปัจจัย

[๑๗๓๐] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยวิปปยุตตปัจจัย

มี ๓ อย่าง คือ สหชาต ปุเรชาต ปัจฉาชาต
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตต

สมุฏฐานรูป โดยวิปปยุตตปัจจัย

ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูป

โดยวิปปยุตตปัจจัย ขันธ์ทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่หทยวัตถุ หทยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลาย

โดยวิปปยุตตปัจจัย

ที่เป็น ปุเรชาต ได้แก่ จักขายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ กายายตนะ

เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ โดยวิปปยุตตปัจจัย หทยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐ

สังกิเลสิกธรรม โดยวิปปยุตตปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่กายนี้

ที่เกิดก่อน โดยวิปปยุตตปัจจัย

[๑๗๓๑] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยวิปปยุตตปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ ปุเรชาต ได้แก่ หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นสังกิลิฏฐ

สังกิเลสิกธรรม โดยวิปปยุตตปัจจัย

[๑๗๓๒] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม

โดยวิปปยุตตปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ ปุเรชาต ได้แก่ หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐ

อสังกิเลสิกธรรม โดยวิปปยุตตปัจจัย

[๑๗๓๓] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยวิปปยุตตปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตต

สมุฏฐานรูป โดยวิปปยุตตปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่กายนี้

ที่เกิดก่อน โดยวิปปยุตตปัจจัย

[๑๗๓๔] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอัตถิปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยอัตถิปัจจัย

ฯลฯ

[๑๗๓๕] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอัตถิปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตต

สมุฏฐานรูป โดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่กายนี้

ที่เกิดก่อน โดยอัตถิปัจจัย

[๑๗๓๖] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม และ

อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดยอัตถิปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏ

ฐานรูป โดยอัตถิปัจจัย ขันธ์ ๒ ฯลฯ

[๑๗๓๗] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอัตถิปัจจัย

มี ๕ อย่าง คือ สหชาต ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาหาร อินทริย
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่

ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป โดยอัตถิปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ

สำหรับพวกอสัญญสัตว์ มหาภูตรูป ๑ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยอัตถิปัจจัย ฯลฯ
ที่เป็น ปุเรชาต ได้แก่ บุคคลพิจารณาเห็นจักษุ โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์

เป็นอนัตตา พิจารณาโสตะ ฯลฯ กาย รูป โผฏฐัพพะ หทยวัตถุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง

เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นรูปด้วยทิพพจักษุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ รูปายตนะ เป็นปัจจัย

แก่จักขุวิญญาณ โผฏฐัพพยายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ โดยอัตถิปัจจัย จักขายตนะ เป็น

ปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ กายายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์

ที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัย

แก่กายนี้ ที่เกิดก่อน โดยอัตถิปัจจัย

กวฬิงการาหาร เป็นปัจจัยแก่กายนี้
รูปชีวิตินทรีย์ เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูป โดยอัตถิปัจจัย
[๑๗๓๘] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอัตถิปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ ปุเรชาต ได้แก่บุคคลยินดี เพลิดเพลินจักษุ ปรารภจักษุนั้น

มีราคะ โทมนัส เกิดขึ้น ยินดีหทยวัตถุ หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเล

สิกธรรม โดยอัตถิปัจจัย

[๑๗๓๙] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม

โดยอัตถิปัจจัย

มีอย่างเดียว คือ ปุเรชาต ได้แก่ หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐ

อสังกิเลสิกธรรม โดยอัตถิปัจจัย

[๑๗๔๐] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม

โดยอัตถิปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่ ขันธ์ ๓ โดย

อัตถิปัจจัย

[๑๗๔๑] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอัตถิปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตต

สมุฏฐานรูป โดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่

กายนี้ ที่เกิดก่อน โดยอัตถิปัจจัย

[๑๗๔๒] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

และอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม โดยอัตถิปัจจัย

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่ ขันธ์ ๓ และจิตต

สมุฏฐานรูป โดยอัตถิปัจจัย

[๑๗๔๓] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม และอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็น

ปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดยอัตถิปัจจัย

มี ๔ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต อาหาร อินทริย
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม และมหาภูตรูป

เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม และกวฬิงการาหาร

เป็นปัจจัยแก่กายนี้ โดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม และรูปชีวิตินทรีย์

เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูป โดยอัตถิปัจจัย

[๑๗๔๔] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม และอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็น

ปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม โดยอัตถิปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปุเรชาต
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม และหทยวัตถุ

เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยอัตถิปัจจัย

[๑๗๔๕] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม และอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัย

แก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดยอัตถิปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปุเรชาต
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม และหทยวัตถุ

เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยอัตถิปัจจัย ขันธ์ ๒ ฯลฯ

[๑๗๔๖] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม และอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัย

แก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดยอัตถิปัจจัย

มี ๔ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต อาหาร อินทริย
ที่เป็น สหชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม และมหาภูตรูป เป็น

ปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป โดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม และกวฬิงการาหาร

เป็นปัจจัยแก่กายนี้ ที่เกิดก่อน โดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาต ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม และรูปชีวิตินทรีย์

เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูป โดยอัตถิปัจจัย

[๑๗๔๗] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดย

นัตถิปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย วิคตปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย อวิคตปัจจัย

[๑๗๔๘] ในเหตุปัจจัย มีวาระ ๗
ในอารัมมณปัจจัย มี " ๖
ในอธิปติปัจจัย มี " ๘
ในอนันตรปัจจัย มี " ๗
ในสมนันตรปัจจัย มี " ๗
ในสหชาตปัจจัย มี " ๙
ในอัญญมัญญปัจจัย มี " ๓
ในนิสสยปัจจัย มี " ๑๓
ในอุปนิสสยปัจจัย มี " ๘
ในปุเรชาตปัจจัย มี " ๓
ในปัจฉาชาตปัจจัย มี " ๓
ในอาเสวนปัจจัย มี " ๓
ในกัมมปัจจัย มี " ๗
ในวิปากปัจจัย มีวาระ ๔
ในอาหารปัจจัย มี " ๗
ในอินทริยปัจจัย มี " ๗
ในฌานปัจจัย มี " ๗
ในมัคคปัจจัย มี " ๗
ในสัมปยุตตปัจจัย มี " ๓
ในวิปปยุตตปัจจัย มี " ๕
ในอัตถิปัจจัย มี " ๑๓
ในนัตถิปัจจัย มี " ๗
ในอวิคตปัจจัย มี " ๗
ในวิคตปัจจัย มี " ๑๓
[๑๗๔๙] ในอธิปติปัจจัย กับเหตุปัจจัย มีวาระ ๔
ในสหชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๗
ในอัญญมัญญปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓
ในนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในวิปากปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๔
ในอินทริยปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๔
ในมัคคปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๔
ในสัมปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓
ในวิปปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓
ในอัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
[๑๗๕๐] ปัจจัย ๕ คือ เหตุ สหชาต นิสสย อัตถิ และอวิคตปัจจัย มี ๗ วาระ
ปัจจัย ๗ คือ เหตุ สหชาต อัญญมัญญ นิสสย สัมปยุตต อัตถิ และอวิคตปัจจัย

มี ๓ วาระ

ปัจจัย ๖ คือ เหตุ สหชาต นิสสย วิปปยุตต อัตถิ และอวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ
ปัจจัย ๖ คือ เหตุ สหชาต นิสสย วิปปยุตต อัตถิ และอวิคตปัจจัย มี ๔ วาระ
ปัจจัย ๗ คือ เหตุ สหชาต อัญญมัญญ นิสสย วิปาก อัตถิ และอวิคตปัจจัย

มี ๒ วาระ

ปัจจัย ๘ คือ เหตุ สหชาต อัญญมัญญ นิสสย วิปาก สัมปยุตต อัตถิ และ

อวิคตปัจจัย มี ๒ วาระ

ปัจจัย ๗ คือ เหตุ สหชาต นิสสย วิปาก วิปปยุตต อัตถิ และอวิคตปัจจัย

มี ๒ วาระ

ปัจจัย ๘ คือ เหตุ สหชาต อัญญมัญญ นิสสย วิปาก วิปปยุตต อัตถิ และ

อวิคตปัจจัย มี ๑ วาระ

ในกุสลัตติกะให้พิสดารแล้วอย่างไร พึงให้พิสดารอย่างนั้น
อนุโลม
[๑๗๕๑] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดย

อารัมมณปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย สหชาตปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย อุปปนิสสยปัจจัย

[๑๗๕๒] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอารัมมณปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย สหชาตปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย อุปปนิสสย

ปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย ปัจฉาชาตปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย กัมมปัจจัย

[๑๗๕๓] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม

โดยอุปนิสสยปัจจัย

[๑๗๕๔] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

และอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม โดยสหชาตปัจจัย

[๑๗๕๕] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอารัมมณปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย สหชาตปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย อุปปนิสสย

ปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย ปุเรชาตปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย ปัจฉาชาตปัจจัย ฯลฯ

เป็นปัจจัยโดย กัมมปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย อาหารปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย อินทริย

ปัจจัย

[๑๗๕๖] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

โดยอารัมมณปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย อุปนิสสยปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย ปุเรชาต

ปัจจัย

[๑๗๕๗] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม

โดยอุปปนิสสยปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย ปุเรชาตปัจจัย

[๑๗๕๘] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม

โดยสหชาตปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย อุปปนิสสยปัจจัย

[๑๗๕๙] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม

โดยอารัมมณปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย สหชาตปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย อุปนิสสย

ปัจจัย ฯลฯ เป็นปัจจัยโดย ปัจฉาชาตปัจจัย

[๑๗๖๐] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

และอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม โดยสหชาตปัจจัย

[๑๗๖๑] อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม และอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็น

ปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

มี ๔ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต อาหาร อินทริย
[๑๗๖๒] อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม และอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม เป็น

ปัจจัยแก่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกธรรม

มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปุเรชาต
[๑๗๖๓] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม และอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัย

แก่สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

มี ๒ อย่าง คือ สหชาต ปุเรชาต
[๑๗๖๔] สังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม และอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม เป็นปัจจัย

แก่อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกธรรม

มี ๔ อย่าง คือ สหชาต ปัจฉาชาต อาหาร อินทริย
[๑๗๖๕] ในปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย มีวาระ ๑๔
ในปัจจัยที่ไม่ใช่อารัมมณปัจจัย มีวาระ ๑๔
ในปัจจัยที่ไม่ใช่อธิปติปัจจัย มีวาระ ๑๔
" อนันตรปัจจัย มี " ๑๔
" สมนันตรปัจจัย มี " ๑๔
" สหชาตปัจจัย มี " ๑๐
" อัญญมัญญปัจจัย มี " ๑๐
" นิสสยปัจจัย มี " ๑๐
" อุปนิสสยปัจจัย มี " ๑๓
" ปุเรชาตปัจจัย มี " ๑๒
" ปัจฉาชาตปัจจัย มี " ๑๔
" อาเสวนปัจจัย มี " ๑๔
" กัมมปัจจัย มี " ๑๔
" วิปากปัจจัย มี " ๑๔
" อาหารปัจจัย มี " ๑๔
" อินทริยปัจจัย มี " ๑๔
" ฌานปัจจัย มี " ๑๔
" มัคคปัจจัย มี " ๑๔
" สัมปยุตตปัจจัย มี " ๑๐
" วิปปยุตตปัจจัย มี " ๘
" อัตถิปัจจัย มี " ๘
" นัตถิปัจจัย มี " ๑๔
" วิคตปัจจัย มี " ๑๔
" อวิคตปัจจัย มี " ๘
ในปัจจัยที่ไม่ใช่อารัมมณปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย มีวาระ ๑๔ ฯลฯ นับ

ปัจจยนียะ ในกุสลัตติกะอย่างไร ก็พึงนับอย่างนั้น

ปัจจนียะ จบ
[๑๗๖๖] ในปัจจัยที่ไม่ใช่อารัมมณปัจจัย กับเหตุปัจจัย มีวาระ ๗
ในปัจจัยที่ไม่ใช่อธิปติปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๗
" สมนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
" อัญญมัญญปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓
ในปัจจัยที่ไม่ใช่อุปนิสสยปัจจัย ฯลฯ ในปัจจัยที่ไม่ใช่ปุเรชาตปัจจัย ฯลฯ ในปัจจัย

ที่ไม่ใช่ปัจฉาชาตปัจจัย ฯลฯ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อาเสวนปัจจัย ฯลฯ ในปัจจัยที่ไม่ใช่กัมมปัจจัย ฯลฯ

ในปัจจัยที่ไม่ใช่วิปากปัจจัย ฯลฯ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อาหารปัจจัย ฯลฯ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อินทริยปัจจัย

ฯลฯ ในปัจจัยที่ไม่ใช่ฌานปัจจัย ฯลฯ มีวาระ ๗

ในปัจจัยที่ไม่ใช่มัคคปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย มีวาระ ๗
ในปัจจัยที่ไม่ใช่สัมปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๓
" วิปปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓
" นัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
" วิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในปัจจัยที่ไม่ใช่อารัมมณปัจจัย กับเหตุปัจจัย กับสหชาตปัจจัย กับนิสสยปัจจัย

กับอัตถิปัจจัย กับอวิคตปัจจัย มีวาระ ๗ ฯลฯ

การนับอนุโลมปัจจนียะ ในกุสลัดติกะได้จำแนกไว้แล้วอย่างไร พึงจำแนกอย่างนั้น
อนุโลมปัจจนียะ จบ
[๑๗๖๗] ในอารัมมณปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย มีวาระ ๖
ในอธิปติปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๘
ในอนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในสมนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในสหชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๙
ในอัญญมัญญปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓
ในนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๑๓
ในอุปนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๘
ในปุเรชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๓
ในปัจฉาชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓
ในอาเสวนปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓
ในกัมมปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗
ในวิปากปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๔
ในอาหารปัจจัย อินทริย, ฌาน, มัคคปัจจัย มีวาระ ๗
ในสัมปยุตตปัจจัย มีวาระ ๓
ในวิปปยุตตปัจจัย มี " ๕
ในอัตถิปัจจัย มี " ๑๓
ในนัตถิปัจจัย มี " ๗
ในวิคตปัจจัย มี " ๗
ในอวิคตปัจจัย มี " ๑๓
ในอธิปติปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย กับปัจจัยที่ไม่ใช่อารัมมณปัจจัย มีวาระ ๗
ฯลฯ
การนับปัจจนียานุโลม ได้จำแนกไว้แล้วอย่างไร พึงจำแนกอย่างนั้น
ปัจจนียานุโลม จบ
สังกิลิฏฐัตติกะ ที่ ๕ จบ
อนุโลมติกปัฏฐาน ตอนต้น จบ
--------------