อรรถกถา กันทรกสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
๑. อรรถกถากันทรกสูตร
กันทรกสูตร มีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ข้าพเจ้าได้สดับมา

อย่างนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า จมฺปายํ คือในนครมีชื่ออย่างนั้น. เพราะนคร .

นั้นได้มีต้นจำปาขึ้นหนาแน่นในที่นั้น ๆ มีสวนและสระโบกขรณีเป็นต้น . ฉะนั้น

จึงได้ชื่อว่า นครจัมปา. บทว่า คฺคคราย โปกฺขรณิยา ตีเร ณ ฝั่งสระโบก-

ขรณี ชื่อว่า คัคครา คือ ณ ที่ไม่ไกลนครจัมปานั้นมีสระโบกขรณี ชื่อว่า

คัคครา เพราะพระราชมเหสีพระนามว่า คัคครา ทรงขุดไว้. ณ ฝั่งสระโบก-

ขรณีนั้นมีสวนจำปาขนาดใหญ่ประดับด้วยดอกมี ๕ สีมีสีเขียวเป็นต้นโดยรอบ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ สวนจำปาอันมีกลิ่นดอกไม้หอมนั้น.

พระอานนทเถระหมายถึงสวนจำปานั้นจึงกล่าวว่า คคฺคราย โปกฺขรณิยา

ตีเร ดังนี้.

บทว่า มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ คือ

พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่มิได้กำหนดจำนวนไว้. บทว่า เปสฺโส เป็นชื่อ

ของบุตรนายหัตถาจารย์นั้น. บทว่า หตฺถาโรหปุตฺ โต คือบุตรของนายหัตถา-

จารย์ (ควาญช้าง). บทว่า กนฺทรโก ปริพฺพาชโก คือ ปริพาชกผู้นุ่งผ้าจึง

มีชื่ออย่างนี้ว่า กันทรกะ.

บทว่า อภิวาเทตฺวา คือ เป็นผู้เสมือนเข้าไปในระหว่างพระพุทธ-

รัศมีหนาทึบประกอบด้วยวรรณะ ๖ ประการ แล้วดำลงในน้ำครั่งใสสะอาด

หรือเสมือนคลี่ผ้าซึ่งมีสีดังสีทองคลุมลงบนศีรษะ หรือสวมศีรษะด้วยเครื่อง

ประดับทำด้วยดอกจำปาซึ่งถึงพร้อมด้วยสีและกลิ่น หรือว่า เสมือนพระจันทร์

วันเพ็ญซึ่งโคจรเข้าไปยังเชิงภูเขาสิเนรุ ฉะนั้น แล้วถวายบังคมพระบาทของ

พระผู้มีพระภาคเจ้า อันประกอบด้วยพระสิริ ดังดอกจำปาสีสดกำลังบาน อัน

ประดับด้วยจักรลักษณะ. บทว่า เอกมนฺตํ นิสีทิ คือ นั่งในโอกาสหนึ่งอัน

เว้นโทษของการนั่ง ๖ ประการ.

บทว่า ตุณฺหีภูตํ ตุณฺหึภูตํ คือเหลียวดูภิกษุสงฆ์นั่งนิ่งเงียบ. เพราะ

ณ ที่นั้นภิกษุแม้รูปหนึ่งก็มิได้มีความรำคาญด้วยมือและเท้า. ภิกษุทุกรูปมิได้

คุยกัน ด้วยความเคารพแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า และเพราะตนได้รับการศึกษา

แล้วเป็นอย่าง ดี โดยที่สุดไม่ทำแม้เสียงไอ แม้กายก็ไม่ไหว แม้ใจก็ไม่

ฟุ้งซ่าน ดุจเสาเขื่อนที่ฝั่งไว้อย่างดี ดุจน้ำในมหาสมุทรสงบเงียบในที่ที่ไม่มี

ลม นั่งล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าดุจรัตตวลาหกล้อมยอดภูเขาสิเนรุฉะนั้น. ปีติ

และโสมนัสอันยิ่งใหญ่ได้เกิดแก่ปริพาชกเพราะเห็นบริษัทสงบเงียบอย่างนั้น.

ก็แลปริพาชกไม่อาจสงบปีติโสมนัสอันเกิดแล้วในภายในหทัยให้เงียบอยู่ได้จึง

เปล่งวาจาอันน่ารัก กล่าวคำมีอาทิว่า อจฺฉริยํ โภ โคตม น่าอัศจรรย์พระ-

โคดมผู้เจริญ. ชื่อว่า อัจฉริยะ น่าอัศจรรย์เพราะย่อมไม่มีเป็นนิจดุจคนตาบอด

ขึ้นภูเขาได้ฉะนั้น พึงทราบว่า นี้เป็นตันตินัย (แบบแผน, ประเพณี) ไว้ก่อน.

ส่วนอรรถกถานัยพึงทราบดังต่อไปนี้. ชื่อว่า อจฺฉริยํ เพราะประกอบ

แก่นิ้วมือ. อธิบายว่า ควรประกอบการดีดนิ้วมือ. ชื่อว่า อพฺภูติ เพราะไม่เคย

มีมาก่อน. แม้ทั้งสองบทก็อย่างเดียวกัน. บทว่า อพฺภูติ นี้เป็นชื่อของการนำ

มาซึ่งความพิศวง. ส่วนบทว่า อจฺฉริยํ นี้นั้นมี ๒ อย่างคือ ครหอัจฉริยะ

(อัศจรรย์ในการติเตียน) ๑ ปสังสาอัจฉริยะ (อัศจรรย์ในการสรรเสริญ) ๑.

ในอัจฉริยะทั้งสองนั้น พระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนโมคคัลลานะ น่าอัศ-

จรรย์ ดูก่อนโมคคัลลานะ ไม่เคยมี โมฆบุรุษนั้นจักมาหา ก็ต่อเมื่อจับแขนมา

นี้ชื่อว่า ครหอัจฉริยะ. พระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนนันทมารดา น่าอัศจรรย์

ดูก่อนนันทมารดา ไม่เคยมี แม้จิตตุปบาท ก็ชำระให้บริสุทธิ์ได้ นี้ชื่อว่า ปสัง-

สาอัจฉริยะ. ในที่นี้ท่านประสงค์เอาปสังสาอัจฉริยะ นี้แหละ. เพราะปริ-

พาชกนี้เมื่อสรรเสริญจึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า อิทํ ในบทว่า ยาวญฺจิทํ นี้ เป็น

เพียงนิบาต. บทว่า ยาว กำหนดประมาณคือ ทรงให้ภิกษุสงฆ์ปฏิบัติชอบเป็น

อย่างยิ่ง. ท่านอธิบายว่า ไม่สามารถจะพรรณนาถึงประมาณที่ให้ภิกษุสงฆ์ปฏิบัติ

ชอบ นี้จึงน่าอัศจรรย์ นี้จึงไม่เคยมี โดยแท้แล.

บทว่า เอตปรมํเยว ชื่อว่า เอตปรโม เพราะให้ภิกษุสงฆ์นั้น

ปฏิบัติชอบอย่างนั้น เป็นอย่างยิ่งของภิกษุแม้นั้น. ชื่อว่า ปฏิบัติชอบเป็น

อย่างยิ่งเพียงเท่านี้ อธิบายว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเคยให้ภิกษุสงฆ์ปฏิบัติ

ฉันใด ก็ทำให้ภิกษุสงฆ์นี้ปฏิบัติเหมือนกันฉันนั้นไม่ยิ่งไปกว่านี้. ในนัยที่ ๒ พึง

ประกอบว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจักให้ภิกษุสงฆ์ปฏิบัติอย่างนี้ไม่ให้ยิ่งไปกว่านี้.

ในบทเหล่านั้นบทว่า ปฏิปาทิโต ให้ภิกษุสงฆ์ปฏิบัติคือให้ประกอบ

ในข้อปฏิบัติอันไม่เป็นข้าศึกโดยชอบ เพราะทำอภิสมาจาริกวัตรให้เป็นเบื้อง-

ต้น. ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร ปริพาชกนี้จึงอ้างถึงพระพุทธเจ้า

ทั้งหลายในอดีตและอนาคตเล่า. ปริพาชกนั้นมีญาณกำหนดรู้กาลทั้ง ๓ หรือ.

ตอบว่า ไม่มีแม้ในการถือเอานัย.

บทว่า นิปกา มีปัญญาเฉลียวฉลาด คือ ภิกษุทั้งหลายมีปัญญาประ-

กอบด้วยความเฉลียวฉลาด มีปัญญา เลี้ยงชีพด้วยปัญญา สำเร็จการเลี้ยงชีวิต

เพราะตั้งอยู่ในปัญญา เหมือนอย่างภิกษุบางรูป แม้บวชในศาสนา เที่ยวไปใน

อโคจร ๖ เพราะเหตุแห่งชีวิต เที่ยวไปหาหญิงแพศยา เที่ยวไปหาหญิงหม้าย

หญิงสาวเทื้อ บัณเฑาะก์ โรงสุราและภิกษุณี คลุกคลีกับพระราชา มหาอำมาตย์

ของพระราชา เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ คลุกคลีกับคฤหัสถ์อันไม่สมควร

สำเร็จการเลี้ยงชีวิตด้วยการแสวงหาอันไม่สมควร ๒๑ อย่างคือ ทำเวชกรรม

ทำทูตกรรม ทำการส่งข่าว ฝ่าฝี ให้ยาพอกฝี ให้ยาระบายอย่างแรง ให้ยาระ-

บายอย่างอ่อน หุงน้ำมันสำหรับนัตถุ์ หุงน้ำมันสำหรับดื่ม ให้ไม้ไผ่ ให้ใบไม้

ดอกไม้ ผลไม้ น้ำอาบ ไม้สีฟัน น้ำบ้วนปาก ให้ดินผงขัดตัว พูดให้เขารัก

พูดที่เล่นทีจริง ช่วยเลี้ยงดูเด็ก ช่วยส่งข่าวสาร ชื่อว่า ไม่เลี้ยงชีพด้วยปัญญา

เฉลียวฉลาด คือสำเร็จการเลี้ยงชีวิตเพราะไม่ตั้งอยู่ด้วยปัญญา.

จากนั้นครั้นทำกาลกิริยาแล้วก็จะเป็นสมณยักษ์ เสวยทุกข์ใหญ่โดยนัย

ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า แม้สังฆาฏิของภิกษุนั้นก็รุ่มร้อนเร้ารุม ภิกษุไม่เป็น

อย่างนี้ไม่ล่วงสิกขาบทแม้เพราะเหตุแห่งชีวิต ดำรงอยู่ในจตุปาริสุทธิศีล เล่า

เรียนพระพุทธพจน์ตามกำลัง บำเพ็ญอริยปฏิปทาเหล่านี้ คือ รถวินีตปฏิปทา

มหาโคสิงคปฏิปทา มหาสุญญทาปฏิปทา อนังคณปฏิปทา ธรรมทายาทปฏิปทา

นาลกปฏิปทา ตุวัฏฏกปฏิปทา จันโทปมปฏิปทา เป็นกายสักขี ในอริยวังส-

ปฏิปทาคือมีความสันโดษด้วยปัจจัย ๔ และมีความยินดีตามความมีอยู่ของตน

เป็นผู้อยู่โดดเดี่ยวในการเที่ยวไปเป็นต้น ดุจช้างพ้นจากข้าศึก ดุจสีหะสละจาก

ฝูง และดุจมหานาวา ไม่มีเรือติดตามไปข้างหลัง เริ่มบำเพ็ญวิปัสสนาตั้งความ

อุตสาหะอยู่ว่า เราจักบรรลุพระอรหัตในวันนี้ให้จงได้.

บทว่า สุปติฏฺฐิตจิตฺตา มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว คือ เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นด้วย

ดีในสติปัฏฐาน ๔. สติปัฏฐานกถาที่เหลือกล่าวไว้พิสดารแล้วในหนหลัง ส่วน

ในที่นี้ท่านกล่าวถึงสติปัฏฐานเจือกันทั้งโลกิยะและโลกุตตระ. ด้วยเหตุเพียงเท่า

นี้ เป็นอันท่านกล่าวถึงเหตุที่ภิกษุสงฆ์เข้าไปสงบแล้ว.

บทว่า ยาว สุปญฺญตฺตา คือสติปัฏฐาน ๔ พระองค์ทรงตั้งไว้ด้วยดี

แล้ว คือ ทรงแสดงดีแล้ว. ด้วยบทว่า มยํปี หิ ภนฺเต นี้ เปสสะบุตรควาญ

ช้างนั้นแสดงถึงความที่ตนเป็นผู้ทำการงาน และยกภิกษุสงฆ์ขึ้น. ในข้อนี้มีอธิ-

บายดังต่อไปนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่จริงแม้พวกข้าพระองค์เป็นคฤหัสถ์นุ่ง

ผ้าขาว ฯ ล ฯ เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นดีแล้วอยู่. การไถ พืช แอก คันไถและผาลไถนา

นี้มิได้มีแก่ภิกษุสงฆ์ เพราะฉะนั้นภิกษุสงฆ์จึงมุ่งต่อสติปัฏฐานตลอดกาล.

ส่วนพวกข้าพระองค์ได้โอกาสตามกาลสมควรแล้วจึงทำมนสิการนี้. แม้พวก

ข้าพระองค์จะเป็นผู้ทำการงาน ก็ไม่สละกรรมฐานด้วยประการทั้งปวง.

บทว่า มนุสฺสคหเน มนุษย์รกชัฏ คือ เพราะถือเอาความรกชัฏ

ของอัธยาศัยแห่งมนุษย์ทั้งหลาย. พึงทราบว่าความที่ถือเอาแม้อัธยาศัยของ

มนุษย์เหล่านั้นด้วยความรกชัฏด้วยกิเลส. แม้ในอัธยาศัยเดนกากและอัธยาศัย

โอ้อวดก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ในอัธยาศัยเหล่านั้น พึงทราบความที่อัธยาศัยชื่อว่า

เดนกาก เพราะอรรถว่าไม่บริสุทธิ์. อัธยาศัยชื่อว่า โอ้อวด เพราะอรรถว่า

หลอกลวง.

บทว่า สตฺตานํ หิตาหิตํ ชานาติ พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมทรงรู้

ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ของสัตว์ทั้งหลายคือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบ

ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ของมนุษย์ทั้งหลายด้วยดี เหมือนอย่างทรงทราบ

รกชัฏ เดนกากและความหลอกลวงของมนุษย์ฉะนั้น. ในบทว่า ยทิทํ ปสโว

นี้ท่านประสงค์เอาสัตว์ ๒ เท้าแม้ทั้งหมด.

บทว่า ปโหมิ คือสามารถ. บทว่า ยาวตฺตเกน อนฺตเรน โดยระหว่าง

ประมาณเท่าใด คือโดยขณะเท่าไร. บทว่า จมฺปํ คตาคตํ กริสฺสติ จัก

ทำนครจัมปาให้เป็นที่ไปมาคือจักทำการไปและการมาตั้งแต่โรงม้าจนถึง

ประตูนครเมืองจัมปา. บทว่า สาเฐยฺยานิ คือความเป็นผู้โอ้อวด. บทว่า

กูเฏยฺยานิ คือความเป็นผู้โกง. บทว่า วงฺเกยฺยานิ คือความเป็นผู้คด. บทว่า

ชิมฺเหยฺยานิ คือความเป็นผู้งอ. บทว่า ปาตุกริสฺสติ จักทำให้ปรากฏคือจัก

ประกาศ จักแสดง. เพราะไม่สามารถเพื่อจะแสดงความโอ้อวดเป็นต้นเหล่านั้น

โดยระหว่างประมาณเท่านี้ได้.

พึงทราบวินิจฉัยในความโอ้อวดเป็นต้นดังต่อไปนี้ เมื่อภิกษุสงฆ์จะยืน

อยู่ในที่ไหน ๆ ทั้ง ๆ เป็นที่ไม่มีภัยเฉพาะหน้าของมนุษย์ คิดว่า เราจักไปข้าง

หน้าแล้วยืนลวง จึงไปยืนทำเป็นไม่เคลื่อนไหวเหมือนเสาที่ฝังไว้ในที่ที่ประ-

สงค์จะตั้งไว้ ภิกษุนี้ชื่อว่าโอ้อวด. เมื่อภิกษุประสงค์จะกั้นในที่ไหน ๆ แล้ว

ก้มลำตัวขวางไว้ทั้ง ๆ ที่เป็นที่ไม่มีภัยเฉพาะหน้าของมนุษย์ทั้งหลายคิดว่า เรา

จักไปข้างหน้าแล้วก้มลวง จึงก้มตัวลวงในที่นั้น ภิกษุนี้ชื่อว่าโกง. เมื่อภิกษุ

ประสงค์จะหลีกจากทางในที่ไหน ๆ แล้วกลับเดินสวนทางทั้ง ๆ เป็นที่ไม่มีภัย

เฉพาะหน้าของมนุษย์ทั้งหลายคิดว่าเราจักไปข้างหน้าแล้วลวงทำอย่างนี้ จึงหลีก

จากทางในที่นั้นแล้วกลับเดินสวนทาง ภิกษุนี้ชื่อว่า คด. เมื่อภิกษุประสงค์จะ

ไปตามทางตรงตามเวลา จากซ้ายตามเวลา จากขวาตามเวลา ทั้ง ๆ เป็นที่ไม่มี

ภัยเฉพาะหน้าของมนุษย์ทั้งหลาย คิดว่า เราจักไปข้างหน้าแล้วลวงทำอย่างนี้

จึงไปทางตรงตามเวลาจากซ้ายตามเวลาจากขวาตามเวลาในที่นั้น . อนึ่งที่นี้เขา

กวาดไว้เตียน จอแจด้วยมนุษย์ น่ารื่นรมย์ไม่ควรทำกรรมเห็นปานนี้ในที่นี้

ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้ประสงค์จะถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะด้วยคิดว่าเราจักไปข้าง

หน้าแล้วทำในที่ที่ปกปิด จึงทำในที่นั้น ภิกษุนี้ชื่อว่า งอ. ท่านกล่าวไว้ดังนี้

หมายถึงกิริยาแม้ ๔ อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.

ช้างนั้นจักทำ ความโอ้อวด ความโกง ความคด ความงอ เหล่านั้น

ทั้งหมดให้ปรากฏได้. สัณฐานเป็นต้นเหล่านั้นแม้ทำอยู่อย่างนี้ ก็ชื่อว่าย่อมทำ

ความโอ้อวดเป็นต้นเหล่านั้นให้ปรากฏ.

ครั้งนายเปสสะบุตรครวญช้างแสดงความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นสิ่งที่ตื้น

บัดนี้เมื่อจะแสดงความที่มนุษย์ทั้งหลายเป็นสิ่งที่รกชัฏจึงกราบทูลบทมีอาทิว่า

อมฺหากํ ปน ภนฺเต.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ทาสา ได้แก่ ทาสเกิดภายใน ทาสไถ่มาด้วย

ทรัพย์ ทาสเป็นเชลยหรือถึงความเป็นทาสรับใช้. บทว่า เปสฺสา คือคนรับ

ใช้. บทว่า กมฺมกรา คือคนเลี้ยงชีวิตด้วยอาหารและค่าจ้าง. บทว่า อญฺญตา

จ กาเยน ด้วยกายเป็นอย่างหนึ่ง ท่านแสดงว่า ทาสเป็นต้นย่อมประพฤติ

ด้วยกายโดยอาการอย่างหนึ่ง ด้วยวาจาโดยอาการอย่างหนึ่ง และจิตของทาส

เป็นต้นเหล่านั้นย่อมตั้งอยู่โดยอาการอย่างหนึ่ง. ในทาสเหล่านั้นทาสใดเห็น

นายเฉพาะหน้าแล้วลุกขึ้นต้อนรับ รับของจากมือ ปล่อยสิ่งนี้ถือเอาสิ่งนี้ ทำ

กิจทั้งหมดแม้ที่เหลือมีปูที่นั่ง พัด และล้างเท้าเป็นต้น แต่พอลับหลัง แม้

น้ำมันไหลก็ไม่เหลียวแล การงานแม้ขาดทุนตั้งร้อยตั้งพันเสียหายไป ก็ไม่

ปรารถนาจะกลับมาเหลียวแล ทาสเหล่านี้ชื่อว่าประพฤติด้วยกายอย่างอื่น. อนึ่ง

ทาสเหล่าใดต่อหน้าพูดสรรเสริญเป็นต้นว่าเขาเป็นเจ้านายของฉัน พอลับหลัง

คำที่พูดไม่ได้ไม่มีเลย ย่อมพูดคำที่ต้องการพูด ทาสเหล่านี้ชื่อว่าพระพฤติด้วย

วาจาอย่างหนึ่ง.

บทว่า จตฺตาโรเม เปสฺส ปุคฺคลา ดูก่อนเปสสะ บุคคล ๔ จำพวก

เหล่านี้มีอยู่ แม้บุคคลนี้ก็เป็นการสืบต่อเฉพาะตัว.

เปสสะนี้กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรง

ทราบประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ของสัตว์ทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์รกชัฏเป็น

ไปอยู่อย่างนี้ในเมื่อมนุษย์เดนกากเป็นไปอยู่อย่างนี้ ในเมื่อมนุษย์โอ้อวดเป็น

ไปอยู่อย่างนี้.

บุคคล ๓ จำพวกก่อนเป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทาไม่เป็นประโยชน์ บุคคลจำ-

พวกที่ ๔ เป็นผู้ปฏิบัติเป็นประโยชน์ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงว่า เรารู้

ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ของสัตว์ทั้งหลายอย่างนี้ จึงทรงปรารภเทศนานี้.

แม้การประกอบกับถ้อยคำของกันทรกปริพาชกในหนหลังก็ควร. ด้วยเหตุนี้

กันทรกปริพาชกจึงกล่าวว่า ท่านพระโคดมผู้เจริญ เพียงเท่านี้ ท่านพระโคดม

ชื่อว่า ทรงให้ภิกษุสงฆ์ปฏิบัติชอบแล้วดังนี้.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้เมื่อทรงแสดงแก่นายเปสสะนั้นว่า

เราเว้นบุคคล ๓ จำพวกก่อน แล้วให้บุคคลจำพวกที่ ๔ เบื้องบนปฏิบัติใน

ปฏิปทาเป็นประโยชน์นั่นแหละจึงทรงปรารภเทศนานี้.

บทว่า สนฺโต นี้เป็นไวพจน์ของบทว่า สํวิชฺชมานา มีอยู่. จริง

อยู่ ความดับสนิทในบทนี้ว่า สนฺตา โหนฺติ สมิตา วูปสนฺตา ท่านกล่าว

ว่า สนฺตา สงบแล้ว. ท่านกล่าวว่า นิพฺพุตา ดับแล้วในบทนี้ว่า สนฺตา

เอเต วิหารา อริยสฺส วินเย วุจฺจนฺติ ท่านกล่าววิหารเหล่านี้สงบในวินัย

ของพระอริยะ. ท่านกล่าวว่า บัณฑิต ในบทนี้ว่า สนฺโต หเว สพฺภิ

ปเวทยนฺติ สัตบุรุษทั้งหลายย่อมประกาศด้วยความเป็นสัตบุรุษ. บัณฑิต

ทั้งหลายมีอยู่ในโลกนี้. อธิบายว่า พอหาได้.

พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า ทำตนให้เดือดร้อนชื่อว่า อตฺตนฺตโป

เพราะทำตนให้เดือนร้อน ให้ถึงทุกข์. ประกอบการขวนขวายในการทำตนให้

เดือดร้อน ชื่อว่า อตฺตปริตาปนานุโยคํ. ชื่อว่า ปรนฺตโป เพราะทำผู้อื่น

ให้เดือดร้อน ให้ถึงทุกข์. ประกอบการขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน

ชื่อว่า ปรปริตาปนานุโยคํ. บทว่า ทิฏฺเฐว ธมฺเม คือในอัตภาพนี้แหละ.

บทว่า นิจฺฉาโต ไม่มีความหิว ตัณหาท่านเรียกว่า ฉาต. ชื่อว่า นิจฺฉาโต

เพราะไม่มีความอยาก. ชื่อว่า นิพฺพุโต เพราะดับกิเลสได้ทั้งหมด. ชื่อว่า

สีติภูโต เพราะเป็นผู้เย็นเพราะไม่มีกิเลสอันทำให้เดือดร้อนในภายใน. ชื่อว่า

สุขปฏิสํเวที เพราะเสวยสุขเกิดแต่ฌานมรรคผลและนิพพาน. บทว่า พฺรหฺม-

ภูเตน อตฺตนา มีตนเป็นดังพรหมคือมีตนประเสริฐ.

บทว่า จิตฺตํ อาราเธติ ยังจิตให้ยินดี คือยังจิตให้ถึงพร้อม ให้

บริบูรณ์. อธิบายว่า ให้เลื่อมใส. บทว่า ทุกฺขปฏิกฺกูลํ เกลียดทุกข์ คือ

ทุกข์เป็นสิ่งน่าเกลียดตั้งอยู่ในความเป็นข้าศึก. อธิบายว่า ไม่ปรารถนาทุกข์.

ในบทว่า ปณฺฑิโต นี้ ไม่ควรกล่าวว่าเป็นบัณฑิตด้วยเหตุ ๔ ประ-

การ. แต่ควรกล่าวว่าเป็นบัณฑิตเพราะทำกรรมใน สติปัฏฐาน แม้บทนี้ว่า

มหาปญฺโญ ก็ไม่ควรกล่าวด้วยลักษณะของมหาปัญญาด้วยบทมีอาทิว่า

มหนฺเต อตฺเถ ปริคณฺหติ ถือเอาประโยชน์ใหญ่. แต่ควรกล่าวว่าเป็นผู้มี

ปัญญามากเพราะประกอบด้วยปัญญากำหนดถือเอา สติปัฏฐาน. บทว่า มหตา

อตฺเถน สํยุตฺโต อภวิสฺส เขาจักเป็นผู้ประกอบด้วยประโยชน์ใหญ่ คือพึง

เป็นผู้ประกอบ เป็นผู้ถึงด้วยประโยชน์ใหญ่ ความว่า พึงบรรลุโสดาปัตติผล.

ถามว่า ก็แม้เมื่อตั้งอยู่เฉพาะพระพักตร์พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จะมี

อันตรายแก่มรรคผลหรือ. ตอบว่า มีซิ. แต่มิได้มีเพราะอาศัยพระพุทธเจ้า

ทั้งหลาย. โดยที่แท้ย่อมมีได้เพราะความเสื่อมของกิริยาหรือเพราะปาปมิตร. ใน

อันตรายทั้งสองนั้น ชื่อว่าย่อมมีเพราะความเสื่อมของกิริยาดังต่อไปนี้. หากว่า

พระธรรมเสนาบดีรู้อัธยาศัยของธนัญชานิยพราหมณ์แล้ว ได้แสดงธรรม

พราหมณ์นั้นจักได้เป็นพระโสดาบัน. อย่างนี้ชื่อว่าย่อมมีเพราะความเสื่อมแห่ง

กิริยา. ชื่อว่าย่อมมีเพราะปาปมิตรมีอธิบายดังนี้. หากว่าพระเจ้าอชาตศัตรูเชื่อ

คำของเทวทัตแล้วไม่ทำปิตุฆาต. พระเจ้าอชาตศัตรูจักได้เป็นโสดาบันในวันที่

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสามัญญผลสูตรนั่นเอง. แต่เพราะพระเจ้าอชาตศัตรู

เชื่อคำของเทวทัตนั้นแล้วทำปิตุฆาต จึงไม่ได้เป็นโสดาบัน. อย่างนี้ชื่อว่า

อันตรายย่อมมีเพราะปาปมิตร. ความเสื่อมแห่งกิริยาเกิดแก่อุบาสกแม้นี้ เมื่อ

เทศนายังไม่จบพราหมณ์ลุกหลีกไปเสีย.

บทว่า อปิจ ภิกฺขเว เอตฺตาวตาปิ เปสฺโส หตฺถาโรหปุตฺโต

มหตา อตฺเถน สํยุตฺโต อนึ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ด้วยการฟังโดย

สังเขปเพียงเท่านี้ นายเปสสะควาญช้างยังประกอบด้วยประโยชน์ใหญ่. ถามว่า

ด้วยประโยชน์ใหญ่เป็นไฉน. ตอบว่า คือด้วยอานิสงส์ ๒ ประการ. นัยว่าอุบาสก

เลื่อมใสในพระสงฆ์ และนัยใหม่ยิ่งเกิดแก่อุบาสกนั้นเพื่อกำหนดถือเอาสติปัฏ-

ฐาน ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า มหตา อตฺเถน สํยุตฺโต

เป็นผู้ประกอบด้วยประโยชน์ใหญ่. กันทรกปริพาชกได้ความเลื่อมใสในพระสงฆ์

เท่านั้น. บทว่า เอตสฺส ภควา กาโล ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็นกาล

แห่งการแสดงธรรมนั้น ความว่า นี้เป็นกาลแห่งการกล่าวธรรมหรือว่าแห่งการ

จำแนกบุคคล ๔ จำพวก.

พึงทราบความในบทมีอาทิ โอรพฺภิโก ฆ่าแพะเลี้ยงชีวิตดังต่อไปนี้

แพะท่านเรียกว่า อุรพฺภะ ชื่อว่า โอรพฺภิโก เพราะฆ่าแพะ. แม้ในบทมี

อาทิว่า สูกริโก ฆ่าสุกรเลี้ยงชีวิตก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า ลุทฺโท คือ

เหี้ยมโหดหยาบคาย. บทว่า มจฺฉฆาฏโก คือพรานเบ็ดผู้ผูกปลา. บทว่า

พนฺธนาคาริโก คือคนปกครองเรือนจำ. บทว่า กุรูรกมฺมนฺตา คือทำการ

งานทารุณ. บทว่า มุทฺธาวสิตฺโต คือพระราชาได้รับมุรธาภิเษกด้วยการ

อภิเษกเป็นกษัตริย์. บทว่า ปุรตฺถิเมน นครสฺส คือทางทิศบูรพาจาก

พระนคร. บทว่า สนฺถาคารํ คือโรงบูชายัญ. บทว่า ขราชินํ นิวาเสตฺวา

คือทรงนุ่งหนังเสือทั้งเล็บ. บทว่า สปฺปิเตเลน ด้วยเนยใสและน้ำมัน . น้ำมัน

อย่างใดอย่างหนึ่งที่เหลือเว้นเนยใส ท่านเรียกว่า เตลํ น้ำมัน. บทว่า กณฺฑว-

มาโน ทรงเกาคือทรงเกาด้วยเขาในเวลาที่ต้องเกาเพราะเล็บกุด. บทว่า

อนนฺตรหิตาย คือมิได้ลาดด้วยเครื่องลาด. บทว่า สรูปวจฺฉาย แห่งใดผู้

มีรูปเช่นเดียวกับแม่โค คือ ถ้าแม่โคขาว ลูกโคก็ขาวด้วย ถ้าแม่โคต่างหรือแดง

ลูกโคก็เป็นเช่นนั้นด้วย เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า สรูปวจฺฉา ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า โส เอวมาห พระราชานั้นตรัสอย่างนี้. บทว่า วจฺฉตรา ลูกโคมีกำลัง

ผู้ถึงความมีกำลังเกินความเป็นลูกโคหนุ่ม แม้ในบทว่า วจฺฉตรี ลูกโคเมียก็มี

นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า ปริสณฺฐาย เพื่อลาดพื้นคือเพื่อต้องการทำเครื่อง

ล้อม และเพื่อต้องการลาดบนพื้นบูชายัญ. บทที่เหลือง่ายทั้งนั้นเพราะกล่าวไว้

พิสดารแล้วในบทนั้น ๆ ในหนหลัง.

จบอรรถกถากันทรกสูตรที่ ๑

ดูเพิ่ม[แก้ไข]

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ - คหบดีวรรค - ๑. กันทรกสูตร