อรรถกถา จักกวัตติสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาจักกวัตติสูตร
จักกวัตติสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังแล้วอย่างนี้. ในพระสูตร

นั้น มีการพรรณาบทที่ยากดังต่อไปนี้.

บทว่า มาตุลายํ ได้แก่ ในพระนครที่มีชื่ออย่างนั้น. พระผู้มี

พระภาคเจ้าทรงพระนครนั้นให้เป็นโคจรคาม ประทับอยู่ ณ ไพร-

สณฑ์ไม่ไกล. ในคำว่า ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ นี้มีอนุ-

ปุพพิกถาดังต่อไปนี้.

เล่ากันว่า ในสมัยที่พระสูตรนี้เกิดขึ้น พระผู้มีพระภาคเจ้าออก

จากมหากรุณาสมาบัติ ในเวลาย่ำรุ่ง ทรงตรวจดูสัตว์โลก ทอดพระเนตร

เห็นการตรัสรู้ธรรมของเหล่าสัตว์ ๘๔,๐๐๐ ผู้อยู่ในมาตุลนคร ด้วยการ

กล่าวพระสูตร อันแสดงถึงอนาคตวงศ์นี้ จึงพร้อมด้วยภิกษุ ๒๐,๐๐๐ รูป

เสด็จไปยังมาตุลนครแต่เช้าตรู่. เจ้ามาตุลนคร ตรัสว่า "ข่าวว่าพระผู้มี

พระภาคเจ้าเสด็จมา" จึงต้อนรับนิมนต์พระทศพลให้เสด็จเข้าสู่พระนคร

ด้วยเครื่องสักการะเป็นอันมาก ทรงตระเตรียมสถานที่ประทับนั่ง อา-

ราธนาให้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนบัลลังก์อันล้ำค่า ได้ถวาย

มหาทานแด่ภิกษุสงฆ์ อันมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข. พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า ทรงทำภัตรกิจเสร็จทรงดำริว่า ถ้าเราจักแสดงธรรม แก่พวก

มนุษย์นี้ ในที่นี้ไซร้ สถานนี้คับแคบ พวกมนุษย์ จักไม่มีโอกาส

จะยืนจะนั่ง แต่สมาคมใหญ่แล พึงมีได้. ลำดับนั้น พระผู้มีพระ

ภาคเจ้าไม่ทรงทำภัตตานุโมทนา แก่พวกราชตระกูลเลย ทรงถือบาตร

เสด็จออกจากพระนครไป.

พวกมนุษย์คิดว่า พระศาสดาไม่ทรงทำอนุโมทนาแก่พวกเรา

เสด็จไปเสีย อาหารเลิศรส คงไม่ถูกพระทัยเป็นแน่แท้ ขึ้นชื่อว่าพระ

พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ใคร ๆไม่อาจเอาพระทัยได้ถูก ธรรมดาว่าการ

ทำความคุ้นเคยกับพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็เป็นเช่นกับการจับคออสร-

พิษที่แผ่แม่เบี้ย มาเถิดท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกเราจักขอขมาพระ

ตถาคต. พวกชาวพระนครทั้งสิ้น ต่างพากันออกไป พร้อมกับพระผู้มี

พระภาคเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ขณะเสด็จไปอยู่นั่นเอง ทอดพระเนตรเห็น

ต้นมาตุละ (ต้นลำโพง) ต้นหนึ่งยืนต้นอยู่ ในนาของชาวมคธ สะพรั่งพร้อม

ด้วยกิ่งค่าคบแผ่ไพศาล ตั้งอยู่ในภูมิภาคประมาณกรีสหนึ่ง ดำริว่า เรา

จักนั่งที่โคนไม้นี้ เมื่อเราแสดงธรรม มหาชนจักมีโอกาสยืนและนั่งได้

จึงเสด็จกลับเลาะลัดบรรดา เสด็จแวะเข้าหาโคนไม้ ทอดพระเนตร

ดูพระอานนท์ ผู้เป็นธรรมภัณฑาคาริก (คลังพระธรรม). พระเถระทราบ

ว่า พระศาสดาประสงค์จะประทับนั่ง ด้วยความหมายที่พระองค์ทอด

พระเนตรเท่านั้น จึงปูลาดจีวรใหญ่สำหรับพระสุคตเจ้าถวาย. พระผู้

มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะที่พระอานนท์ปูลาดแล้ว. ลำดับนั้น

พวกมนุษย์พากันนั่งด้านพระพักตร์พระตถาคต. หมู่ภิกษุนั่งที่ด้านข้าง

ทั้งสอง และด้านหลัง เหล่าเทวดา ต่างยืนอยู่ในอากาศ. พระผู้มีพระ

ภาคเจ้า ประทับในท่ามกลางบริษัทใหญ่นั้นแล ด้วยอาการอย่างนี้ จึง

ได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายแล้ว. สองบทว่า เต ภิกฺขู ความว่า ภิกษุ

ผู้เป็นธรรมปฏิคาหกรับธรรมเข้าไปในสมาคมนั้น. บทว่า อตฺตทีปา

ความว่า พวกเธอจงทำตนให้เป็นเกาะ เป็นที่ต้านทาน เป็นที่กำบังเป็น

คติ เป็นที่ไปเบื้องหน้า เป็นที่พึ่ง อยู่เถิด. คำว่า อตฺตสรณานี้ เป็นไว-

พจน์ของคำว่า อตฺตทีปา นั่นเอง. คำว่า อนญฺญสรณา เป็นคำปฏิ-

เสธที่พึ่งอย่างอื่น. ความจริง คนอื่นจะเป็นที่พึ่งแก่คนอื่นหาได้ไม่ เพราะ

คนอื่นบริสุทธิ์ด้วยความพยายามของคนอื่นไม่ได้.

สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ตนแลเป็นที่พึ่งของตน

คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง

ตรัสว่า อนญฺญสรณา. ถามว่า ก็ในคำว่า อตฺตทีปา นี้ อะไรเล่า

ชื่อว่าตน. แก้ว่า โลกิยธรรมและโลกุตรธรรม. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มี

พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา อนญฺญสรณา มีธรรม

เป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง ดังนี้.

คำว่า กาเย กายานุปสฺสี เป็นต้น ได้กล่าวพิสดารไว้แล้วใน

มหาสติปัฏฐานสูตร. บทว่า โคจเร ได้แก่ ในสถานที่ควรเที่ยวไป. บทว่า

สเก คือที่อันเป็นของมีอยู่แห่งตน. บทว่า เปตฺติเก วิสเย คือในถิ่นที่มา

จากพ่อแม่. บทว่า จรตํ คือเที่ยวไปอยู่ บาลีว่า จรนฺตํ ดังนี้ก็มี. เนื้อความก็

เช่นนี้แหละ. บทว่า น ลจฺฉติ ความว่า จักไม่ได้ คือ จักไม่เห็น.

บทว่า มาโร ได้แก่เทวบุตรมารบ้าง กิเลสมารบ้าง. บทว่า โอตารํ

ได้แก่ ร่องรอย คือช่องทางเปิด. ก็ความนี้บัณฑิตพึงแสดงด้วยเรื่องเหยี่ยว

นกเขา ซึ่งโฉบเฉี่ยวเอานกมูลไถตัวบินออกจากที่ (หลีบ) ก้อนดิน โผ

จับอย่าบนเสาระเนียด (เสาค่าย) กำลังผึ่งแดดอ่อนไป. สมจริงดังคำที่

พระผู้พระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว เหยี่ยวนก

เขา เข้าโฉบเฉี่ยวเอานกมูลไถโดยฉับพลันเอาไป ภิกษุทั้งหลาย ครั้ง

นั้นแล นกมูลไถถูกเหยี่ยวนกเขานำไปอยู่คร่ำครวญอย่างนี้ว่า พวกเรา

นั่นแล เที่ยวไปในที่อโคจร อันเป็นถิ่นของปรปักษ์ นับว่าไม่มีบุญ

มีบุญน้อย. ถ้าหากวันนี้เราพึงเที่ยวไปในที่โคจรอันเป็นถิ่นของพ่อแม่

ของคนไซร้ เหยี่ยวนกเขาจักไม่อาจ (จับ) เราด้วยการต่อสู้เช่นนี้.

เหยี่ยวนกเขาถามว่า ดูก่อนนกมูลไถ ก็สำหรับท่าน อะไรเล่า เป็นถิ่น

ของพ่อแม่ของตน นกมูลไถตอบว่า คือ ที่ก้อนดินรอยไถ. ภิกษุทั้งหลาย

ครั้งนั้นแล เหยี่ยวนกเขาไม่ทรนงในกำลังของตน เชื่อในกำลังขอ

ตน ปล่อยนกมูลไถไปโดยกล่าวว่า ดูก่อนนกมูลไถ เจ้าจงไปเถิด

ถึงเจ้าไปในที่นั้นก็ไม่พ้น. ครั้งนั้นแล นกมูลไถ เจ้าจงไปเถิด

รอยไถ ขึ้นยังก้อนดินก้อนใหญ่ ยืนท้าเหยี่ยวนกเขาว่า มาเดี๋ยวนี้ซิ เจ้า

เหยี่ยวนกเขา มาเดี๋ยวนี้ซิ เจ้าเหยี่ยวนกเขา.

ครั้นนั้นเหยี่ยวนกเขา ผู้ไม่ทรนงในกำลังของตน เชื่อมั่นใน

กำลังของตน ลู่ปีกทั้งสองพลันโฉบลงตรงนกมูลไถ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ครั้งใดแล นกมูลไถรู้ตัวว่า เหยี่ยวนกเขาตัวนี้สามารถพุ่งตัวลงมาแล้ว

ครั้งนั้นแล นกมูลไถก็หลบซ่อนตรงระหว่างก้อนดินนั้นนั่นเอง. ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล เหยี่ยวนกเขา จึงได้แต่ให้อกกระแทก

ที่ก้อนดินนั้นแล. ภิกษุทั้งหลาย ข้อนั้นก็เหมือนกับที่ภิกษุเที่ยวไปในที่

อโคจร อันเป็นถิ่นของปรปักษ์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล

พวกเธอจงอย่าเที่ยวไปในที่อโคจร อันเป็นถิ่นของปรปักษ์. เมื่อเธอเที่ยว

ไปในแดนอโคจร อันเป็นถิ่นของปรปักษ์ มารย่อมได้ช่อง มารย่อมได้อา-

รมณ์. ภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าคืออโคจร ถิ่นของปรปักษ์ สำหรับภิกษุ คือ

กามคุณ ๕. กามคุณ ๕ เป็นไฉน ? ได้แก่รูปที่พึงรู้ได้ด้วยจักษุอันน่าปรารถนา

น่าใคร่น่าพึงใจประกอบด้วยความใคร่เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ฯลฯ โผฏ-

ฐัพพะที่พึงรู้ด้วยกาย ฯลฯ อันเป็นที่ตั้งแห่ความกำหนัด. ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย นี้ คืออโคจรอันเป็นถิ่นของปรปักษ์สำหรับภิกษุ. ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย พวกเธอจงเหี่ยวในโคจร ฯลฯ มารย่อมไม่ได้อารมณ์.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อะไรคือโคจรของภิกษุ ซึ่งเป็นถิ่นของบิดามารดา

ของตน คือสติปัฏฐาน ๔. สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน ? ดูก่อนภิกษุทั้ง

หลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นภายในกายอยู่ ฯลฯ ธรรมที่

เป็นถิ่นบิดาของตน.

บทว่า กุสลานํ คือ ธรรมที่ไม่มีโทษเป็นลักษณะ. บทว่า สมา-

ทานเหตุ คือ เพราะเหตุสมาทานแล้วประพฤติ. บทว่า เอวมิทํ ปุญฺญํ

ปวฑฺฒติ ความว่า ผลบุญอันเป็นโลกิยะและโลกุตระนี้ ย่อมเจริญอย่าง

นี้. อนึ่ง คำว่า ผลบุญนั้นพึงทราบว่า ได้แก่ทั้งบุญทั้งผลของบุญชั้นสูง ๆ.

ในคำว่า ปุญฺญผลํ นั้น กุศลมี ๒ อย่าง คือวัฏฏคามีกุศล กุศลเป็น

ทางไปสู่วัฏฏะ ๑ วิวัฏฏคามีกุศล กุศลเป็นทางไปสู่วิวัฏฏะ ๑ ในกุศล

๒ อย่างนั้น จิตที่อ่อนโยนของมารดาบิดาด้วยอำนาจที่มีความรักในบุตร

ธิดา และจิตที่อ่อนโยนของบุตรธิดาด้วยอำนาจที่มีความรักในมารดาบิดา

ชื่อว่า วัฏฏคามีกุศล. โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ มีประเภทเป็น

ต้นว่า สติปัฏฐาน ๔ ชื่อว่าวิวัฏฏคามีกุศล. ในกุศลเหล่านั้น สำหรับ

กุศลที่เป็นวัฏฏคามี สิ้นสุดกันตรงศิริสมบัติของพรเจ้าจักรพรรดิ์ ใน

มนุษยโลก. สำหรับกุศลที่เป็นวิวัฏฏคามีสิ้นสุดกันที่มรรคผลและนิพ-

พานสมบัติ. ในกุศลสองอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจักแสดงวิบากของ

วิวัฏฏคามีกุศลไว้ ในตอนท้ายของสูตร. แต่ในที่นี้ เพื่อแสดงวิบากแหง

วัฏฏคามีกุศล พระองค์จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดบุตรธิดา

ไม่ตั้งอยู่ในโอวาทของมารดาบิดา เมื่อนั้นพวกเขา เสื่อมอายุบ้าง ผิว

พรรณบ้าง ความเป็นใหญ่บ้าง แต่ว่า เมื่อใดเขาตั้งอยู่ในโอวาท เมื่อ

นั้นจึงเจริญ ดังนี้แล้ว จึงเริ่มพระธรรมเทศนา ด้วยอำนาจความสืบต่อ

วัฏฏคามีกุศลว่า ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว เป็นต้นไป.

ในคำเหล่านั้น คำเป็นต้นว่า จกฺกวตฺติ ได้กล่าวพิสดารแล้ว

ในมหาปทานสูตรนั้นแล. บทว่า โอสกฺกิตํ แปลว่า ย่อหย่อนไปนิดหน่อย.

บทว่า ฐานา จุตํ แปลว่า เคลื่อนไปจากฐานะโดยประการทั้งปวง. เล่ากันว่า

จักรแก้วนั้น ได้ลอยขึ้นไปตั้งอยู่ ในอากาศเหมือนนำไปด้วยล้ออยู่เหนือประ

ตู พระราชวังชั้นใน. ครั้งนั้น พระราชารับสั่งให้ฝังเสาไม้ตะเคียนสองต้น

ไว้ที่ข้างทั้งสองแห่งจักรนั้น ที่บนสุดของจักรแก้ว ผูกเชือกด้ายไว้เส้นหนึ่ง

ให้อยู่ตรงกับกง. แม้ในด้านล่าง ก็ผูกเชือกด้ายเส้นหนึ่งให้อยู่ตรงกับกง.

จักรแก้วย้อยต่ำลงแม้นิดเดียว จากเส้นเชือกข้างบนเส้นหนึ่งในบรรดา

เชือกสองเส้นนั้นก็เป็นอันว่าหย่อนลง. ปลายสุดของจักรแก้วอยู่เลยที่ตั้งของ

ด้ายชั้นล่าง ชื่อว่าเคลื่อนจากฐานแล้ว. เมื่อมีโทษแรงมาก จักรแก้วนี้

นั้นจะเป็นอย่างนี้ คือ คล้อยเคลื่อนจากฐานแม้ประมาณเส้นด้ายหนึ่ง

หรือประมาณหนึ่งองคุลีสององคุลี.

ท่านหมายเอาเหตุนั้นจึงกล่าวว่า โอสกฺกิตํ ฐานา จุตํ หย่อน

เคลื่อนจากฐานดังนี้. ข้อว่า อถ เม อาโรเจยฺยาสิ ความว่า พระ

ราชารับสั่งว่า พ่อเอ๋ย นับแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าจงไปสู่ที่บำรุงจักรแก้ว

วันละ ๓ ครั้ง เจ้าเมื่อไปอย่างนั้น พบเห็นจักรแก้วคล้อย คือ เคลื่อน

จากที่แม้นิดเดียวเมื่อใด พึงบอกแก่เราเมื่อนั้น เพราะว่า ชีวิตของเรา

ฝากไว้ในมือของเจ้า. บทว่า อทฺทส ความว่า บุรุษนั้นไม่ประมาท

แล้ว ไปดูวันละ ๓ ครั้ง ได้พบเห็นเข้าไปวันหนึ่ง.

ข้อว่า อถโข ภิกฺขเว ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นพระเจ้าทัฬหเนมิ สดับว่า จักรแก้วเคลื่อน

ที่แล้ว เกิดความโทมนัสอย่างรุนแรง ดำริว่า เราจักมีชีวิตไม่ยั่งยืนนาน

อายุของเราเหลือน้อยเต็มที่ บัดนี้ เราจะไม่มีเวลาบริโภคกามอีกแล้ว

เวลาแห่งการบรรพชา ย่อมมีแก่เรา ณ บัดนี้ ดังนี้แล้ว ทรงกันแสง

คร่ำครวญ รับสั่งให้เรียกหาพระราชกุมารพระราชโอรสองค์ใหญ่มาแล้ว

ตรัสคำนี้. คำว่า สมุทฺทปริยนฺตํ คือ มีสมุทรหนึ่งที่ล้อมรอบอยู่เป็น

ขอบเขตนั่นเอง. ที่จริง ทรัพย์คือแผ่นดิน นี้เป็นของประจำราชตระกูล

ของพระราชาพระองค์นั้น . อนึ่งจักรแก้วนั้นมีจักรวาลเป็นขอบเขต เกิด

ขึ้นได้ด้วยอำนาจบุญฤทธิ์ ใคร ๆ ไม่อาจจะยกให้กันได้. ก็พระราชาเมื่อ

จะมอนจักรแก้วอันเป็นของประจำราชตระกูล จึงตรัสว่า สมุทฺทปริยนฺตํ

ดังนี้. บทว่า เกสมสฺสุํ ความว่า ที่จริงบุคคลทั้งหลาย แม้เมื่อจะบวช

เป็นดาบส ก็ปลงผมและหนวดออกก่อน แต่นั้นไป จึงได้กระหมวดมุ่น

ผมที่งอกขึ้นมา เที่ยวไป เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เกสมสฺสุํ

โอหาเรตฺวา. บทว่า กาสายานิ ได้แก่ผ้าที่ย้อมด้วยน้ำฝาด. อธิบาย

ว่า เบื้องต้นได้ทำอย่างนั้น ภายหลังจึงทรงแม้ผ้าเปลือกไม้.

บทว่า ปพฺพชิ ปลว่า ผนวชแล้ว. อธิบายว่า ก็ครั้นผนวช

แล้ว ได้ประทับอยู่ในพระราชอุทยานอันเป็นมงคลส่วนพระองค์นั่นเอง.

บทว่า ราชีสิมฺหิ คือ ราชฤาษี. แท้จริง ผู้บวชจากวรรณะพราหมณ์

ท่านเรียกว่า พราหมณฤาษี. ส่วนผู้ละเศวตฉัตร บวชจากวรรณะกษัตริย์

เรียกว่า ราชฤาษี. บทว่า อนฺตรธายิ แปลว่า อันตรธานแล้ว คือถึง

ความไม่มี ดุจเปลวประทีปที่ดับแล้ว.

บทว่า ปฏิสํเวเทสิ ความว่า (พระราชโอรส) กันแสงรำพัน

ทูลให้ทราบแล้ว. บทว่า เปตฺติกํ คือ ท่านแสดงว่า มิใช่ทรัพย์มรดก

ตกทอด ที่มาจากข้างราชบิดา อันใคร ๆ ที่มีความเกียจคร้าน มีความ

เพียรย่อหย่อน สมาทานประพฤติอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ ไม่อาจ

ละได้ แต่ว่าผู้ที่อาศัยกรรมที่ทำไว้ดีของตน บำเพ็ญวัตรของพระเจ้า

จักรพรรดิ์ ๑๐ อย่าง หรือ ๑๒ อย่างเท่านั้น จึงจะได้จักรแก้วนั้น. ครั้ง

นั้น ราชฤาษี เมื่อตักเตือนราชบุตรนั้นไว้ในข้อวัตรปฏิบัติ จึงตรัสคำ

เป็นต้นว่า อิงฺฆ ตฺวํ เชิญเถิดท่าน.

ในข้อวัตรปฏิบัตินั้นคำว่า อริเย คือหมดโทษ. คำว่า จกฺกวตฺติ-

วตฺเต ได้แก่ ในวัตรของพระเจ้าจักรพรรดิ์.

บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ ธรรม คือ กุศลกรรมบถ ๑๐. บทว่า

นิสฺสาย คือกระทำธรรมนั้นเท่านั้นให้เป็นที่อาศัย ด้วยพระทัยที่อธิษ-

ฐานธรรมนั้นไว้แล้ว. บทว่า ธมฺมํ สกฺกโรนฺโต ความว่า ธรรมนั้นอัน

เข้าบำเพ็ญแล้ว คือ บำเพ็ญด้วยดีอย่างไร ท่านก็บำเพ็ญธรรมนั้นอย่าง

นั้นเหมือนกัน. สองบทว่า ธมฺมํ ครุกโรนฺโต คือ กระทำธรรมนั้น

ให้เลิศลอย ด้วยการเข้าถึงความเคารพในธรรมนั้น. บทว่า ธมฺมํ มาเนนฺ-

โต คือ กระทำธรรมนั้นเท่านั้นให้เป็นที่รัก แบะให้ควรแก่การยกย่อง

อยู่. บทว่า ธมฺมํ ปูเชนฺโต คืออ้างอิงธรรมนั้นแล้ว กระทำการบูชาต่อ

ธรรมนั้นด้วยการบูชาด้วยวัตถุมีของหอมและดอกไม้เป็นต้น. บทว่า ธมฺมํ

อปจายมาโน ความว่า กระทำการประพฤติอ่อนน้อม ต่อธรรมนั้นนั่น

เอง ด้วยสามีจิกรรมมีการประนมมือเป็นต้น.

บทว่า ธมฺมธโช ธมฺมเกตุ อธิบายว่า ชื่อว่ามีธรรมเป็นดุจ

ธงชัย และชื่อว่ามีธรรมเป็นสิ่งสุดยอด เพราะเชิดชูธรรมนั้นไว้เบื้อง

หน้าเหมือนธงชัย สละยกธรรมนั้นขึ้นทำให้เหมือนยอดประพฤติ.

บทว่า ธมฺมาธิปเตยฺโย คือมีธรรมเป็นใหญ่ ได้แก่เป็นธรรมา-

ธิปไตย เพราะภาวะแห่งธรรมที่มีมาแล้ว สละเพราะกระทำกิริยาทั้ง

หมดด้วยอำนาจธรรมเท่านั้น.

บทว่า ธมฺมิกํ รกฺขาวรณคุตฺตึ สํวิทหสฺสุ มีวิเคราะห์ดังนี้

ธรรมของการรักษามีอยู่ เหตุนั้น การรักษานั้นชื่อว่ามีธรรม การรักษา

การป้องกัน และการคุ้มครอง ชื่อว่า รกฺขาวรณคุตฺติ. บรรดาธรรม

เครื่องรักษาเหล่านั้น ธรรมทั้งหลายมีขันติเป็นต้น ชื่อว่าการรักษา เพราะ

พระบาลีว่า บุคคลเมื่อรักษาผู้อื่น ชื่อว่ารักษาตน. สมจริงดังพระดำรัส

ที่พระมีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อรักษาผู้

อื่น ชื่อว่ารักษาตนไว้ได้อย่างไรเล่า ? บุคคลเมื่อรักษาผู้อื่น ชื่อว่า

รักษาตนไว้ได้ด้วยขันติ ด้วยความไม่เบียดเบียน ด้วยความมีเมตตา

จิต และด้วยมีความเอ็นดู. การป้องกันวัตถุ มีผ้านุ่งผ้าห่มและเรือนเป็น

ต้น ชื่อว่า อาวรณะการป้องกัน. การคุ้มครองเพื่อห้ามอุปัทวันตรายมีโจร

เป็นต้น ชื่อว่า คุตฺติ การคุ้มครอง. อธิบายว่า ท่านจงจัดแจงกิจการทั้ง

หมดนั้น คือให้เป็นไป ให้ดำรงอยู่ด้วยดี. บัดนี้ เมื่อทรงแสดงสิ่งที่พึง

จัดการรักษาป้องกันคุ้มครอง ฤาษีจึงกล่าวว่า อนฺโตลนสฺมึ เป็นต้น

ความย่อในคำนั้นมีดังต่อไปนี้.-

วัตรของพระเจ้าจักรพรรดิ์
เจ้าจงยังบุตรและภรรยา กล่าวคือชนภายในของเจ้า ให้ตั้งอยู่

ในศีลสังวร จงให้วัตถุมีผ้าดอกไม้และของหอมเป็นต้น แก่พวกบุตร

และภรรยานั้น และจงป้องกันอุปัทวะทั้งหมดให้แก่เขา. แม้ในเหล่า

ทหารเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน. แต่มีข้อแตกต่างกันดังนี้. เหล่าทหารอัน

พระราชาควรสงเคราะห์ด้วยการเพิ่มบำเหน็จรางวัลให้ ไม่ให้ล่วงเลยกาล

เวลา. กษัตริย์ผู้ได้รับการอภิเษก ควรสงเคราะห์ด้วยการให้รัตนะมีม้า

อาชาไนยอันสง่างามเป็นต้น. กษัตริย์ที่เป็นประเทศราช ควรให้ยินดี

แม้ด้วยการมอบให้ยานพาหนะอันสมควรแก่ความเป็นกษัตริย์นั้น. พราหมณ์

ทั้งหลายควรให้ยินดีด้วยไทยธรรมมีข้าวน้ำและผ้าเป็นต้น.

พวกคฤหบดี ควรสงเคราะห์ ด้วยการให้พันธุ์ ข้าว ไถ ผาล

และโคงานเป็นต้น. ผู้อยู่ในนิคม ชื่อ เนคมะ (ชาวนิคม) และผู้อยู่

ในชนบท ชื่อว่า ชนปทา (พวกชาวชนบท) ก็เหมือนกัน (คือควร

สงเคราะห์ ด้วยการให้พันธุ์ข้าว ไถ ผาลและโคงานเป็นต้น).

พวกสมณพราหมณ์ ผู้มีบาปสงบ มีบาปลอยเสียแล้ว ควรสัก-

การะ ด้วยการถวายบริขารสำหรับสมณพราหมณ์. หมู่เนื้อและนก

ควรให้โปร่งใจเสียได้ด้วยการให้อภัย. บทว่า วิชิเต คือในถิ่นฐานที่

อยู่ในอำนาจปกครองของตน. บทว่า อธมฺมกาโร คือการกระทำที่ไม่

ชอบธรรม. บทว่า มา ปวตฺติตฺถ อธิบายว่า จงยังการกระทำอันเป็น

อธรรมนั้น ไม่ให้เป็นไป.

บทว่า สมณพฺราหฺมณา ได้แก่ผู้มีบาปสงบ คือมีบาปลอยเสีย

แล้ว. บทว่า มทปฺปมาทา ปฏิวิรตา คือ งดเว้นจากความเมาด้วยอำนาจ

มานะ ๙ อย่าง และจากความประมาท กล่าวคือการปล่อยจิตไปในกาม-

คุณ ๕. บทว่า ขนฺติโสรจฺเจ นิวิฏฺฐา ความว่า ดำรงอยู่ในอธิวาสน-

ขันติและในความเป็นผู้สงบเสงี่ยม. บทว่า เอกมตฺตานํ ความว่า สมณ-

พราหมณ์ทั้งหลายท่านกล่าวว่า ย่อมฝึกตน สงบ ระงับ ดับตนผู้เดียว

ด้วย การข่มกิเลสมีราคะเป็นต้นของตน. บทว่า กาเลน กาลํ คือทุกเวลา.

บทว่า อภินิวชฺเชยฺยาสิ ความว่า พึงเว้นเสียซึ่งอกุศล ซึ่ง

เปรียบเหมือนคูถ เหมือนยาพิษ ละเหมือนไฟด้วยดี. บทว่า สมาทาย

คือ พึงยึดถือ กุศล ซึ่งเปรียบเหมือนพวกดอกไม้ ที่มีกลิ่นหอม และ

เปรียบเหมือนน้ำอำมฤต แล้วปฏิบัติโดยชอบ. บัณฑิตตั้งอยู่ในกุศลธรรม

นี้ แล้วพึงนำวัตรมาปฏิบัติสม่ำเสมอ.

วัตรนั้นมี ๑๐ ประการ อย่างนี้ คือ วัตรที่พึงปฏิบัติในหมู่

ทหารที่เป็นชนภายใน ๑ ในพวกกษัตริย์ ๑ ในกษัตริย์ประเทศ

ราช ๑ ในพราหมณ์สละคฤหบดี ๑ ในชาวนิคม และชาว

ชนบท ๑ ในสมณพราหมณ์ ๑ ในหมู่มฤคและเหล่าปักษา ๑ การห้าม

การกระทำอันไม่เป็นธรรม ๑ การมอบทรัพย์ให้แก่ผู้ไม่มีทรัพย์ ๑ การ

เข้าไปหาสมณพราหมณ์แล้วถามปัญหา ๑ แต่เมื่อถือเอาคฤหบดีและ

เหล่าปักษาชาติเป็นแผนกหนึ่งแล้วก็จะมี ๑๒ อย่าง. บัณฑิตผู้ถือเอาคำที่

มิได้กล่าวไว้ในครั้งก่อน พึงทราบว่าวัตรมี ๑๒ อย่าง โดยอาศัยการละ

ราคะที่ไม่เป็นธรรมและวิสมโลภ โลภะที่ไม่สม่ำเสมอเป็นต้น.

ข้อว่า อิทํ โข ตาต ตํ ดังนี้ ความว่า วัตร ทั้ง ๑๐ อย่าง

และ ๑๒ อย่างนี้ ชื่อว่า วัตรปฏิบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ์ อันประเสริฐ.

บทว่า วตฺตมานสฺส คือบำเพ็ญให้บริบูรณ์. คำเป็นต้นว่า ตทหุโปสเถ

ได้กล่าวไว้แล้วในมหาสุทัสสนสูตร.

บทว่า สมเตน คือตามมติของตน. คำว่า สุทํ เป็นเพียงนิ-

บาต. บทว่า ปสาสติ คือ ปกครอง. มีคำกล่าวอธิบายไว้ว่า พระรา-

ชา ทรงสละราชวงศ์ดั้งเดิม ได้แก่ราชธรรม อันเป็นราชประเพณีเสีย

แล้ว ดำรงอยู่ในธรรมเพียงเป็นมติของตน ปกครองประเทศ. เมื่อ

เป็นเช่นนั้น พระราชาพระองค์นี้ จึงเป็นพระราชาองค์สุดท้าย ซึ่งเป็น

ผู้ตัดวงศ์ของพระเจ้าทัฬหเนมิ ประดุจผู้ให้เกิดความด่างพร้อยแก่วงศ์มฆ-

เทพฉะนั้น. บทว่า ปุพฺเพนาปรํ คือในกาลต่อมา ชาวประชาราษฎร์

ไม่รุ่งเรือง คือไม่เจริญ เหมือนกับกาลก่อน. ข้อว่า ยถา ตํ ปุพฺพกานํ

ความว่า ประชาราษฎร์ เจริญแล้วเป็นดุจเดียวกัน ทั้งในรัชกาลต้น

และรัชกาลหลังของพระราชาองค์ก่อน ๆ ฉันใด จะเจริญรุ่งเรืองฉัน

นั้นหามิได้ คือในที่ไหน ก็ว่างเปล่า ถูกโจรปล้นสดมภ์ อธิบายว่า แม้

โอชา ในน้ำมันน้ำผึ้งน้ำอ้อยเป็นต้น และในยาคูภัตรเป็นต้น ก็เสื่อม

ไป. สองบทว่า อมจฺจา ปาริสชฺชา คือเหล่าอำมาตย์ และผู้เที่ยวไป

ในบริษัท. บทว่า คณกมหามตฺตา ได้แก่เหล่าโหรผู้ชำนาญในปาฐะ

มีอัจฉินทิกะ ทำนายผ้าขาดเป็นต้น และเหล่าอำมาตย์ชั้นผู้ใหญ่. บทว่า

อนีกฏฺฐา คือพวกอาจารย์ทั้งหลายมีหัตถาจารย์เป็นต้น. บทว่า โทวา-

ริกา คือผู้รักษาประตู. ปัญญาเรียกว่ามนต์ ในบทว่า มนฺตสฺสาชิวิโน.

อำมาตย์ผู้ใหญ่เหล่าใด กระทำปัญญานั้นให้เป็นเครื่องอาศัยเป็นอยู่ อำ

มาตย์ผู้ใหญ่เหล่านั้น ชื่อว่าบัณฑิต คำว่า มนฺตสฺสาชิวิโน นั้นเป็น

ชื่อแห่งมหาอำมาตย์เหล่านั้น. บทว่า โน จ โข อธนานํ ความว่า แก่

มนุษย์ผู้ไร้ทรัพย์ คือ ผู้ยากจน เพราะตนมีความโลกรุนแรง. บทว่า

ธเน นานุปฺปทิยมาเน ความว่า อันเขาไม่มอบทรัพย์ให้. อีกอย่างหนึ่ง

บาลีก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน. บทว่า ทาลิทฺทิยํ แปลว่า ความเป็นผู้ยาก

จน. บทว่า อตฺตนา จ ชีวาหิ ความว่า จงเป็นอยู่ คือจงยังอัตภาพ

ให้เป็นไปเอง. บทว่า อุทฺธคฺคิกํ มีวิเคราะห์ว่า ผลของทักษิณนั้นไป

ในเบื้องบน ด้วยอำนาจให้ผล ในภูมิสูง ๆ ขึ้นไป เหตุนั้น ทักษิณานั้น

จึงชื่อว่ามีผลไปในเบื้องบน. ทักษิณาชื่อว่า โสวคฺคิกา เพราะเป็นประ

โยชน์เกื้อกูลต่อสวรรค์ เพราะให้อุบัติเกิดในสวรรค์นั้น. ทักษิณา ชื่อ

ว่ามีวิบากเป็นสุข เพราะมีวิบากเป็นสุข ในที่ที่ตนบังเกิดแล้ว. ทักษิณา

ชื่อว่าเป็นไปเพื่อสวรรค์ เพราะให้บังเกิดผลวิเศษ ๑๐ อย่างมี วรรณะ

อันเป็นทิพย์เป็นต้นที่ล้ำเลิศด้วยดี. อธิบายว่า ท่านจงยังทักษิณาทานเห็น

ปานนี้ ให้ดำรงอยู่.

บทว่า ปวฑฺฒิสฺสติ คือ จักเจริญ คือ จักมีมาก. บทว่า

สุนิเสธํ นิเสเธยฺยํ ความว่า เราจะทำการห้าม คือพึงปฏิเสธเด็ดขาด.

บทว่า มูลฆจฺฉํ คือถอนราก. บทว่า ขุรสฺสเรน คือ มีเสียงหยาบ.

บทว่า ปณเวน คือ กลองพิฆาต.

บทว่า สิสานิ เนสํ ฉินฺทิสฺสามิ ความว่า โดยที่สุด พวก

เรานำ แม้เผือกมัน เพียงกำมือเดียวของผู้ใดไป เราจักตัดศีรษะของ

ผู้นั้นโดยประการที่ใคร ๆ จักไม่รู้แม้เรื่องที่เราฆ่า บัดนี้ ในที่นี้ จะมี

ประโยชน์อะไรแก่พวกเรา แม้พระราชา เสด็จลุกขึ้นอย่างนั้นแล้ว รับ

สั่งให้ฆ่าบุคคลอื่น. พึงทราบอธิบาย แห่งคำเหล่านั้น ดังกล่าวมานี้.

บทว่า อุปกฺกมึสุ คือ เริ่มแล้ว. บทว่า ปนฺถทูหนํ ความว่า ดัก

ปล้นคนเดินทาง. คำว่า น หิ เทว ความว่า เล่ากันว่า บุรุษนั้นคิดว่า พระ

ราชานี้รับสั่งให้ประหารตามที่ให้การสารภาพว่า จริงพระเจ้าข้า เอาเถิด

เราจะให้การเท็จ ดังนี้แล้ว เพราะกลัวตายจึงทูลว่า ไม่จริงพระเจ้าข้า.

คำว่า อิทํ ในคำว่า เอกีทํ นี้เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า สัตว์พวก

หนึ่ง. บทว่า จาริตฺตํ ได้แก่ความประพฤติผิด. บทว่า อภิชฺฌาพฺยา-

ปาทา ได้แก่ อภิชฌาและพยาบาท.

บทว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิ ได้แก่ ทิฏฐิที่เป็นข้าศึก มีอันคคาหิกทิฎฐิ

มีอาทิว่า "ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล" ดังนี้. บทว่า อธมฺมราโค

ได้แก่ ความกำหนัดในฐานะอันไม่สมควร เป็นต้นว่า มารดา ๑ น้ำ

หญิง ๑ บิดา ๑ อาหญิง ๑ ป้า ๑. บทว่า วิสมโลโภ

ได้แก่ ความโลภที่รุนแรงในฐานะแม้ที่ควรบริโภค. บทว่า มิจฺฉาธมฺ-

โม ความว่า ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจระหว่างชายกับชาย

หญิงกับหญิง. ในบทว่า อมตฺเตยฺยตา เป็นต้น มีวิเคราะห์ว่า ผู้

เกื้อกูลมารดา ชื่อมัตเตยยะ ภาวะแห่งมัตเตยยะนั้นชื่อ มัตเตยยตา.

คำว่า มตฺเตยฺยตา นั้น เป็นชื่อแห่งการปฏิบัติชอบในมารดา ความ

ไม่มีแห่งมัตเตยยตานั้น สละความเป็นปฎิปักษ์ต่อมัตเตยยตานั้น ชื่อว่า

อมตฺเตยฺยตา. แม้ใน อเปตฺเตยฺยตา เป็นต้น ก็นัยนี้นั่นเอง.

บทว่า น กุเลเชฏฺฐาปจายิตา ความว่า ภาวะคือการไม่กระ

ทำ ความยำเกรง คือการประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้เจริญในตระกูล.

บทว่า ยํ อิเมสํ คือ ในสมัยใด แห่งมนุษย์เหล่านี้. บทว่า

อลํปเตยฺย ความว่า ควรให้แก่ผัว. บทว่า อิมานิ รสานิ ความว่า

รสเหล่านี้ เป็นรสที่เลิศในโลก. บทว่า อติพฺยาทีปิสฺสนฺติ ได้

แก่ จักรุ่งเรืองอย่างยิ่ง. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า

กุสลนฺติปิ น ภวิสฺสติ ความว่า แม้ชื่อนี้ "กุศล" ดังนี้ก็จักไม่มี.

อธิบายว่า แม้เพียงบัญญัติจักไม่ปรากฏ. บทว่า ปุชฺชา จ ภวิสฺสนฺติ

ปาสํสา ความว่า จักเป็นผู้ควรบูชา และควรสรรเสริญ. เล่ากัน

ว่า ในสมัยนั้น พวกมนุษย์คิดกันว่า บุคคลชื่อโน้นประหารมารดา

ประหารบิดา ปลงชีวิตสมณพราหมณ์ น่าสังเวชหนอ บุรุษย่อมไม่ทราบ

แม้ความที่ผู้เจริญในตระกูลมีอยู่ ดังนี้แล้ว จักบูชาและจักสรรเสริญบุรุษนั้น

นั่นเอง. ข้อว่า น ภวิสฺสติ มาตาติ วา ความว่า จิตที่ประกอบด้วยความ

เคารพว่า " ผู้นี้เป็นมารดาของเรา จักไม่มีเลย. มนุษย์ทั้งหลายเมื่อกล่าว

ถ้อยคำอสัตบุรุษ ชนิดต่าง ๆ ดุจกล่าวกะมาตุคามในเรือน ก็จักเข้าไปหา

โดยอาการไม่เคารพ. แม้ในญาติทั้งหลาย มีน้าหญิงเป็นต้น ก็นัยนี้

เหมือนกัน. ก็ในคำว่า มาตุจฺฉา เป็นต้นนี้ คือน้องชื่อว่า มาตุจฺฉา ได้แก่

น้องสาวของแม่ ชื่อว่า มาตุลานี ได้แก่ภรรยาของลุง. ชื่อว่า อาจริยภริยา

ได้แก่ภรรยาของอาจารย์ ผู้ให้ศึกษาศิลปวิทยา. บทว่า ครูนํ ทารา ได้แก่

ภรรยาของญาติมีอาและลุงเป็นต้น. บทว่า สมฺเภทํ ความว่า ภาวะที่เจือ

ปน หรือว่า การทำลายประเพณี. บทว่า ติพฺโต อาฆาโต ปจฺจุปฏฺฐิโต

ภวิสฺสติ ความว่า ความโกรธที่รุนแรงจักเกิดขึ้นเฉพาะ โดยที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ

สองบทหลัง ก็เป็นไวพจน์ของความโกรธนั้นทั้งนั้น. จริงอยู่ความโกรธ

ย่อมทำจิตให้ผูกอาฆาต เหตุนั้นจึงชื่อว่า อาฆาต. ความโกรธย่อมทำประ-

โยชน์เกื้อกูล และความสุขของตนและบุคคลอื่นให้เสียหาย เหตุนั้นจึงชื่อ

ว่า พยาบาท จะกล่าวว่า ความประทุษร้ายแห่งใจก็ได้ เพราะประทุษ

ร้ายใจ. บทว่า ติพฺพํ วธกจิตฺตํ ความว่า จิตคิดจะฆ่าเพื่อให้ผู้อื่นตาย

ย่อมมีได้แม้แก่มีใจรักใคร่กัน. เพื่อจะแสดงเรื่องแห่งจิตคิดจะฆ่ากันนั้น

จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า มาตุปิ ปุตฺตมฺหิ ดังนี้. บทว่า มาควิกสฺส ได้

แก่ พรานล่าเนื้อ.

บทว่า สตฺถนฺตรกปฺโป ความว่า กัปที่พินาศในระหว่างด้วย

ศาสตรา คือยังไม่ทันถึงสังวัฏฏกัป โลกก็พินาศเสียในระหว่าง. ก็ชื่อว่า

อันตรกัป นี้มี ๓ อย่างคือ ทุพภิกขันตรกัป กัปที่โลกพินาศในระหว่าง

ด้วยทุพภิกขภัย ๑ โรคันตรกัป กัปที่โลกพินาศในระหว่างด้วยโรค ๑

สัตถันตรกัป กัปที่โลกพินาศในระหว่างด้วยศาสตรา ๑. ในกัปเหล่านั้น

ทุพภิกขันตรกัป มีขึ้นได้แก่หมู่สัตว์ที่หนาด้วยความโลภ. โรคันตรกัป มี

ขึ้นได้แก้หมู่สัตว์ที่หนาด้วยความโมหะ. สันถันตรกัป มีขึ้นได้แก่หมู่สัตว์

ที่หนาด้วยโทสะ.

ในกัปเหล่านั้น เหล่าสัตว์ที่ฉิบหาย เพราะทุพภิกขันตรกัป ย่อม

เกิดขึ้นในปิตติวิสัยแห่งเปรตเสียโดยมาก. เพราะอะไร ? เพราะมีความ

อยากในอาหารเป็นกำลัง. เหล่าสัตว์ที่ฉิบหายเพราะโรคันตรกัป บังเกิด

ในสวรรค์โดยมาก. เพราะอะไร ? เพราะสัตว์เหล่านั้นเกิดเมตตาจิตขึ้นว่า

โอหนอ โรคเห็นปานนี้ไม่พึงมีแก่สัตว์เหล่าอื่น. เหล่าสัตว์ที่ฉิบหายเพราะ

สัตถันตรกัป ย่อมเกิดในนรกโดยมาก เพราะอะไร ? เพราะมีความอาฆาต

ต่อกันและกันอย่างรุนแรง. บทว่า มิคสญฺญํ ความว่า มนุษย์เกิดความ

สำคัญขึ้นว่า ผู้นี้ เป็นเนื้อ ผู้นี้เป็นเนื้อ. บทว่า ติณฺหานิ สตฺถานิ หตฺเถสุ

ปาตุภวิสฺสนฺติ ความว่า เล่ากันว่า สำหรับมนุษย์เหล่านั้น วัตถุอะไร ๆ

พอจะเอามือหยิบฉวยได้ โดยที่สุดตระทั่งใบหญ้าที่จะกลายเป็นอาวุธไป

เสียทั้งนั้น. ข้อว่า มา จ มยํ กญฺจิ ความว่า พวกเราอย่าปลงแม้บุรุษ

ผู้หนึ่งไร ๆ เสียจากชีวิตเลย. ข้อว่า มา จ อมฺเห โกจิ ความว่า บุรุษ

ผู้หนึ่งไร ๆ อย่าปลงแม้พวกเราเสียจากชีวิตเลย. คำว่า ยนฺนูน มยํ ความ

ว่า เหล่าสัตว์จักสำคัญคิดอย่างนี้ว่า ความพินาศแห่งโลกนี้ ปรากฏเฉพาะ

แล้ว อันเราทั้งหลายสองคนอยู่ในที่เดียวกันไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้. บทว่า

วนคหนํ ความว่า ที่รกชัฎด้วยพฤกษขาดมีพุ่มหญ้าและเถาวัลลิ์เป็นต้น

อันนับว่าป่า. บทว่า รุกขคหนํ คือ รกชัฎด้วยต้นไม้คือที่เข้าไปยาก.

บทว่า นทีวิทุคฺคํ คือที่ซึ่งไปลำบาก ในที่ซึ่งมีเกาะอยู่ระหว่างเป็นต้น

แห่งแม่น้ำทั้งหลาย. บทว่า ปพฺพตวิสมํ คือ ที่อันไม่สม่ำเสมอไปด้วยภู

เขาทั้งหลาย หรือว่า ที่อันขลุขละในภูเขาทั้งหลาย. บทว่า สภาคายิสฺสนฺติ

ความว่า เหล่าสัตว์จักทำคนเหล่านั้นให้เสมอกับตน ด้วยถ้อยคำที่ชวนให้

บันเทิงอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย เราเป็นอยู่โดยประการใด สัตว์

ทั้งหลายท่านก็พบเห็นแล้ว แม้ท่านก็เป็นอยู่โดยประการนั้น. บทว่า อายตํ

คือ มาก. บทว่า ปาณาติปาตา วิรเมยฺยาม ความว่า พวกเราควรลด

ปาณาติบาตลงเสีย. อาจารย์บางพวกสวดว่า ปาณาติปาตํ วิรเมยฺยาม ก็

มี. ในคำนั้นมีอธิบายว่า พวกเราควรละปาณาติบาต. บทว่า วีสติวสฺสายุกา

ความว่า มารดาบิดางดเว้นจากปาณาติบาต เพราะเหตุใด บุตรทั้งหลายจึง

มีอายุเพียง ๒๐ ปี. เพราะมีเขตบริสุทธิ์. แท้จริง มารดาบิดาแห่งบุตร

เหล่านั้น เป็นผู้มีศีล ดังนั้น พวกเขาจึงมีอายุยืน เพราะเขตบริสุทธิ์นี้

เหตุที่พวกบุตรเจริญในครรภ์ของผู้มีศีล. ก็สัตว์เหล่าใด ทำกาละเสียใน

ที่นี้ แล้วเกิดในที่นั้นนั่นเอง สัตว์เหล่านั้นมีอายุยืนด้วยสมบัติคือศีลของตน

เท่านั้น. บทว่า อสฺสาม แปลว่าพึงมี. บทว่า จตฺตาลีสวสฺสายุกา

ความว่า ส่วนที่เป็นเบื้องต้นบัณฑิตพึงทราบ ด้วยอำนาจบุคคลผู้เว้นขาด

จากอทินนาทานเป็นต้น.

บทว่า อิจฺฉา ความว่า ตัณหาซึ่งเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า พวกท่านจงให้

อาหารแก่เรา. บทว่า อนสนํ ความว่า ไม่มีการกิน คือ ภาวะที่ไม่เบิก

บาน ได้แก่ ความเกียจคร้านทางกาย คือ ความประสงค์จะนอน เพราะ

ปัจจัยคือความเมาในอาหารของผู้บริโภคอาหาร. อธิบายว่า ภาวะที่กายมี

กำลังทราม เพราะการบริโภค. บทว่า ชรา ได้แก่ ความชราปรากฏ.

บทว่า กุกกุฏสมฺปาติกา มีวิเคราะห์ว่า ความตกพร้อมแห่งไก่ กล่าวคือ

การที่ไก่ตัวบินขึ้นจากหลังคา บ้านหนึ่งแล้วตก ลงบนหลังคา อีกบ้านหนึ่งมี

อยู่ในคามนิคมและราชธานีเหล่านี้ เหตุนั้นคามนิคมเละราชธานีเหล่านี้

ชื่อว่าเป็นที่ระยะไก่บินตก. บาลีว่า สมฺปาทิกา ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า

ความถึงพร้อมแห่งไก่ กล่าวคือการเดินไปด้วยเท้าแห่งไก่จากระหว่างบ้าน

หนึ่งไปยังอีกระหว่างบ้านหนึ่งมีอยู่ในคามนิคมและราชธานีเหล่านี้. ท่าน

แสดงความที่สัตว์อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มนั่นแลแม้ทั้งสองนั้น. บทว่า อวีจิ

มญฺเญ ผุโฏ ภวิสฺสติ ความว่า จักเต็มแน่นขนัดประดุจอเวจีมหานรก.

พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งอายุ สัตว์ที่เจริญว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายในเวลามนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี พระผู้มีพระภาคเจ้า

นามว่า เมตตรัย จักอุบัติขึ้นในโลก. เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อม

ไม่บังเกิดในเวลาสัตว์ที่มีอายุเจริญแต่ย่อมเกิดในเวลาสัตว์มีอายุเสื่อม. อธิ-

บายว่า เพราะเหตุนั้นเวลาใด อายุนั้น เจริญแล้ว ถึงความเป็นอสงไขย

แล้ว กลับตกไปอีก จักตั้งอยู่ในกาลที่สัตว์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี ในกาลนั้น

พระพุทธเจ้าจักอุบัติขึ้น. ก็บทว่า ปริหริสฺสติ นี้ ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถ

แห่งสัตว์ที่เที่ยวแวดล้อมไป. บทว่า ยูโป ได้แก่ปราสาท. บทว่า รญฺญา

มหาปนาเทน การาปิโต ความว่า มีพระราชาผู้เป็นต้นเหตุ ท้าวสักกะ-

เทวราช จึงส่งพระวิษณุกรรมเทพบุตรไปให้สร้างปราสาท เพื่อประโยชน์

แก่พระราชาพระองค์นั้น.

เล่ากันว่า เมื่อก่อน บิดากับบุตรสองคน เป็นช่างสานช่วยกันเอา

ไม้อ้อและไม้มะเดื่อสร้างบรรณศาลาถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วนิมนต์

ให้ท่านอยู่ในที่นั้นบำรุงด้วยปัจจัย ๔. ครั้นทำกาละแล้วก็บังเกิดในเทว-

โลก. ในสองบิดาและบุตรนั้น บิดายังอยู่ในเทวโลกนั่นเอง. บุตรจุติ

จากเทวโลกแล้วบังเกิดในพระครรภ์ของพระนางสุเมธาเป็นเทวีของพระ-

เจ้าสุรุจิต เป็นพระราชกุมารพระนามว่ามหาปนาทะ. ภายหลัง ท้าวเธอ

รับสั่งให้ยกฉัตร ได้เป็นพระราชานามว่ามหาปนาทะ. ลำดับนั้น ด้วย

บุญญานุภาพของท้าวเธอ ท้าวสักกะเทวราช จึงส่งพระวิษณุกรรมเทพบุตร

ให้ไปสร้างปราสาทถวายพระราชา. พระวิษณุกรรมเทพบุตรนั้นเนรมิต

ปราสาทถวายท้าวเธอสูงถึง ๒๕ โยชน์ ๗ ชั้น ล้วนแล้วด้วยรัตนะทั้ง ๗

ประการ ซึ่งท่านหมายเอากล่าวไว้ในชาดกว่า

พระราชาพระนามว่าปนาทะ มีปราสาทล้วนแล้ว
ด้วยทอง กว้าง ๑๖ ชั่วลูกธนู ชนทั้งหลายกล่าวส่วน
สูงถึงพันชั่วธนู ปราสาทนั้น ๗ ชั้น สูงพันชั่วลูกธนู
สะพรั่งไปด้วยธง แพรวพราวไปด้วยแก้วสีเขียว นัก
ฟ้อน ๖ พัน แบ่งเป็น ๗ พวก ได้ฟ้อนอยู่ในปราสาท
นั้น ดูก่อนภัททชิเศรษฐี ท่านกล่าวไว้ โดยประการใด
เหตุนั้นได้มีในกาลนั้น โดยประการนั้น ครั้งนั้นเราได้
เป็นท้าวสักกะ ผู้ทำการขวนขวายให้แก่ท่าน ดังนี้.
พระราชานั้น ประทับอยู่ที่ปราสาทนั้นตลอดพระชนมายุสวรรคต

แล้ว บังเกิดในเทวโลก. เมื่อท้าวเธอบังเกิดในเทวโลก ปราสาทนั้นก็จม

ลงในกระแสแม่น้ำมหาคงคา. พระนครชื่อปยาคะประดิษฐ์ เป็นอันเทวดา

นิรมิตแล้ว ณ ที่ใกล้เคียงหัวบันไดของปราสาทนั้น. บ้านชื่อโกฎิคาม

มีในที่ตรงกับยอดปราสาทพอดี.

ภายหลังต่อมา ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา เทพบุตรช่าง

สานนั้น จุติจากเทวโลก เป็นเศรษฐีชื่อภัททชิ ในถิ่นมนุษย์ บวชในสำ-

นักพระศาสดา บรรลุพระอรหัตแล้ว. พึงให้เรื่องพิสดารด้วยคำว่า "ท่าน

นั้นแสดงปราสาทนั้นแก่หมู่ภิกษุ ในวันที่เอาเรือข้ามแม่น้ำคงคา". ถาม

ว่า ก็เพราะเหตุใดปราสาทนี้จึงไม่อันตรธานไป แก้ว่า เพราะอานุภาพ

บุญเทพบุตรนอกจากนี้. กุลบุตรผู้ทำบุญร่วมกับท่านบังเกิดในเทวโลก ใน

อนาคต จักเป็นพระราชานามว่า สังขะ ปราสาทนั้นจักตั้งขึ้น สำหรับให้

พระราชานั้นใช้สอย เพราะเหตุนั้น ปราสาทจึงไม่อันตรธานไปแล้ว.

บทว่า อุสฺสาเปตฺวา ความว่า ให้ปราสาทนั้นตั้งขึ้น. บทว่า

อชฺฌาวสิตฺวา ได้แก่ ประทับอยู่ ณ ที่นั้น. บทว่า ตํ ทตฺวา วิสชฺชิตฺวา

ความว่า ให้ปราสาทนั้นด้วยอำนาจทานและสละด้วยอำนาจการบริจาค

โดยไม่เพ่ง (ผลตอบแทน). ถามว่า ถวายปราสาทอย่างนั้นแก่ใคร. แก้

ว่า แก่เหล่าสมณะเป็นต้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงได้กล่าวไว้ว่า "ให้

ทานแก่สมณพราหมณ์คนกำพร้าคนเดินทางวณิพกยาจก". ถามว่า ก็พระ

ราชา (พระภัททชิ) นั้น จักแสดงปราสาทหลังหนึ่ง แก่ภิกษุเป็นอันมาก

อย่างไร ? แก้ว่า นัยว่า จิตของท่านจักเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ปราสาทนี้ จง

กระจัดกระจาย. ปราสาทนั้นจักกระจัดกระจายเป็นท่อนเล็กท่อนน้อย. ท้าว

เธอไม่มีจิตข้อเกี่ยวปราสาทนั้นเลย จักสละด้วยอำนาจทาน ด้วยพระดำรัส

ว่าผู้ใดปรารถนาจำนวนเท่าใด ผู้นั้นจงถือเอาจำนวนเท่านั้น ด้วยเหตุนั้น

ท่านจึงกล่าวว่า ทานํ ทตฺวา เมตฺเตยฺยสฺส ภควโต ฯเปฯ วิหริสฺสติ

ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอนุสนธิสืบต่อแห่งวัฏฏคามีกุศล ด้วย

พระดำรัสมีประมาณเท่านี้.

บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงความสืบต่อแห่งวัฏฏคามีกุศล จึงตรัสคำว่า

อตฺตทีปา ภิกฺขเว วิหรถ เป็นต้นไว้อีก. ข้อว่า อิทํโข ภิกฺขเว

ภิกฺขุโน อายุสฺมึ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย เราได้กล่าวคำใดไว้กะเธอว่า "เธอทั้งหลายจักเจริญด้วยอายุบ้าง"

คำนี้ย่อมมีในอายุของภิกษุนั้น คือ คำนี้เป็นเหตุแห่งอายุ. เพราะฉะนั้น

พวกเธอเมื่อต้องการให้อายุเจริญ ต้องเจริญอิทธิบาท ๔ อย่างเหล่านี้. บท

ว่า วณฺณสฺมึ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า เราได้กล่าวคำ

ใดไว้กับเธอว่า พวกเธอจักเจริญด้วยวรรณะบ้าง นี้เป็นเหตุ (เจริญ)

วรรณะในวรรณะนั้น ด้วยว่าวรรณะแห่งสรีระของผู้มีศีล ย่อมเจริญด้วย

อำนาจความไม่เดือดร้อนเป็นต้น แม้วรรณะคือคุณก็เจริญด้วยอำนาจชื่อ

เสียง เพราะฉะนั้น พวกเธอเมื่อต้องการให้วรรณะเจริญต้องมีศีลบริบูรณ์.

บทว่า สุขสฺมึ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า เราได้

กล่าวคำใดไว้กับพวกเธอว่า พวกเธอจักเจริญด้วยความสุขบ้างดังนี้ คำ

นี้ย่อมมีความสุขที่เกิดจากฌานมีประการต่าง ๆ มีปีติแลสุขเกิดจากวิเวก

ในความสุขนั้น คือ เป็นต้น เพราะเหตุนั้น พวกเธอเมื่อต้องการให้เจริญ

ด้วยความสุข ต้องเจริญฌาน ๔ อย่างเหล่านี้. บทว่า โภคสฺมึ ความว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า เราได้กล่าวคำใดไว้กับพวกเธอว่า พวก

เธอจักเจริญด้วยโภคะบ้าง ดังนี้ นี้คือโภคะได้แก่พรหมวิหารที่พึงแผ่ได้ทั่ว

ทิศอันนำซึ่งความเป็นผู้ไม่เกลียดชังเหล่าสัตว์ที่หาประมาณมิได้ มีอานิสงส์

๑๑ ประการเช่นนอนเป็นสุขเป็นต้น เพราะฉะนั้นพวกเธอเมื่อต้องการให้

โภคะเจริญ ต้องเจริญพรหมวิหารเหล่านี้. บทว่า พลสฺมึ ความว่า พระ

ผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า เราได้กล่าวคำใดไว้กับพวกเธอว่า พวก

เธอจักเจริญด้วยกำลังบ้างดังนี้ คำนี้คือกำลังกล่าวคืออรหัตผล ซึ่งเกิด

ขึ้นในที่สุดแห่งความสิ้นไปแห่งอาสวะ เพราะเหตุนั้น พวกเธอเมื่อต้องการ

จะให้กำลังเจริญ ต้องทำความพากเพียรเพื่อการบรรลุถึงพระอรหัต. บท

ว่า ยถยิทํ ภิกฺขเว มารพลํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า

เราย่อมไม่พิจารณาเห็นแม้กำลังอันเป็นเอกในโลกอย่างอื่น ที่ข่มยาก กำ-

จัดยาก เหมือนกำลังของเทวบุตรมารมัจจุมารกิเลสมารนี้เลย อรหัตตผล

นี้เท่านั้น ย่อมข่ม ครอบงำ ท่วมทับกำลังแม้นั้นได้ เพราะเหตุนั้น พวก

เธอควรทำความพากเพียรในพระอรหัตนี้เท่านั้น. ข้อว่า เอวมิทํ ปุญฺญํ

ความว่า แม้บุญที่เป็นโลกุตตระนี้ ย่อมเจริญจนตราบสิ้นอาสวะ. พระผู้มี

พระภาคเจ้าเมื่อยังอนุสนธิสืบต่อแห่งวัฏฏคามีกุศลให้จบลง จึงยังเทศนา

ให้จบลงด้วยยอดคือพระอรหัต. ในเวลาจบพระสูตร ภิกษุ ๒๐,๐๐๐ รูป

บรรลุพระอรหัต สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ได้ดื่มน้ำอมฤตแล้ว แล.

จบอรรถกถาจักกวัตติสูตร ที่ ๓

ดูเพิ่ม[แก้ไข]