อรรถกถา จีวรสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาจีวรสูตรที่ ๑๑
พึงทราบวินิจฉัยในจีวรสูตรที่ ๑๑ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ทกฺขิณาคิริสฺมึ ความว่า ชนบทภาคทักษิณของภูเขาเป็น

เทือกล้อมกรุงราชคฤห์ชื่อว่า ทักขิณาคิริ. อธิบายว่า เที่ยวจาริกไปใน

ทักขิณาคิรีชนบทนั้น. ชื่อว่าจาริกมี ๒ อย่างคือ รีบไป ๑ ไม่รีบไป ๑.

ในบทเหล่านั้น ภิกษุบางรูปนุ่งผ้ากาสายะผืนหนึ่ง ห่มผื่นหนึ่งตลอด

เวลา คล้องบาตรและจีวรที่บ่า ถือร่ม วันหนึ่งเดินไปได้ ๗-๘ โยชน์

มีเหงื่อไหลท่วมตัว. ก็หรือว่าพระพุทธเจ้าทรงเห็นสัตว์ พึงตรัสรู้ไร ๆ

ขณะเดียวเสด็จไปได้ร้อยโยชน์บ้าง พันโยชน์บ้าง. นี้ชื่อว่า รีบไป.

ก็ทุกวันที่พระพุทธเจ้ารับนิมนต์เพื่อฉันในวันนี้. เสด็จไปทำการสงเคราะห์

ชนมีประมาณเท่านี้ว่า คาวุตหนึ่ง กึ่งโยชน์ สามคาวุต หนึ่งโยชน์. นี้

ชื่อว่า ไม่รีบไป ในที่นี้ประสงค์จาริกนี้.

พระเถระได้อยู่เบื้องพระปฤษฎางค์พระทศพลตลอด ๒๕ ปี ดุจเงา

มิใช่หรือ. ท่านไม่ให้โอกาสแก่พระดำรัสเพื่อตรัสถามว่า อานนท์ ไปไหน.

ท่านได้โอกาสเที่ยวจาริกไปกับภิกษุสงฆ์ ในกาลหนึ่ง. ในปีพระศาสดา

ปรินิพพาน. ได้ยินว่า เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว พระมหากัสสป-

เถระนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ผู้ประชุมพร้อมกันในการปรินิพพานของ

พระศาสดา เลือกภิกษุ ๕๐๐ รูปเพื่อทำสังคายนาพระธรรมวินัย กล่าวว่า

ก็ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เราทั้งหลายจักอยู่จำพรรษาในกรุงราชคฤห์สังคาย-

นาพระธรรมวินัย ท่านทั้งหลายก่อนเข้าพรรษา จงตัดปลิโพธส่วนตัว

เสีย แล้วประชุมพร้อมกันในกรุงราชคฤห์เถิด ก็ไปยังกรุงราชคฤห์ด้วย

ตนเอง.

พระอานนทเถระถือบาตรและจีวรของพระผู้มีพระภาคเจ้าปลอบ

มหาชน ไปยังกรุงสาวัตถี ออกจากกรุงสาวัตถีนั้น ไปยังกรุงราชคฤห์

เที่ยวจาริกไปในทักขิณาคิรีชนบท. นี้ท่านกล่าวหมายถึงข้อนั้น.

บทว่า เยภุยฺเยน กุมารภูตา ความว่า ภิกษุเหล่านั้นใด ชื่อว่า

เวียนมาเพื่อความเป็นหีนเพศ. ภิกษุเหล่านั้นโดยมากเป็นเด็กหนุ่มยังอ่อน

คือเป็นภิกษุพรรษาเดียว ๒ พรรษา และเป็นสามเณร. ถามว่า ก็เพราะ

เหตุอะไร เด็กเหล่านั้นจึงบวช. เพราะเหตุอะไร จึงเวียนมาเพื่อความ

เป็นหีนเพศ ดังนี้. ตอบว่า ได้ยินว่า มาดาบิดาของเด็กนั้นคิดว่า พระ

อานนทเถระเป็นผู้คุ้นเคยกับพระศาสดา ทูลขอพร ๘ อย่างแล้วจึงอุปัฏฐาก

ทั้งสามารถเพื่อจะพาเอาพระศาสดาไปยังสถานที่ที่ตนปรารถนาและตน

ปรารถนาได้. เราทั้งหลายจึงให้พวกเด็กของพวกเราบวชในสำนักของ

พระอานนท์นั้น. พระอานนท์ก็จักพาพระศาสดามา. เมื่อพระศาสดามาแล้ว

เราทั้งหลายจักได้ทำสักการะเป็นอันมาก ดังนี้. พวกญาติของเด็กเหล่านั้น

จึงให้เด็กเหล่านั้นบวชด้วยเหตุนี้ก่อน. แต่เมื่อพระศาสดาปรินิพพาน ความ

ปรารถนาของคนเหล่านั้นก็หมดไป. เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงให้เด็กเหล่านั้น

สึกแล้วโดยวันเดียวเท่านั้น .

บทว่า ยถาภิรนฺตํ ได้แก่ ตามชอบใจ คือตามอัธยาศัย. บทนี้ว่า

ติกโภชนํ ปญฺญตฺตํ ท่านกล่าวถึงบทนี้ว่า เป็นปาจิตตีย์ให้เพราะ

คณโภชน์ เว้นไว้แต่สมัยดังนี้. ก็ภิกษุ ๓ รูปพอใจแม้รับนิมนต์เป็น

อกัปปิยะร่วมกัน เป็นอนาบัติในเพราะคณโภชน์นั้น. เพราะฉะนั้น

ท่านจึงกล่าวว่า ติกโภชนํ ดังนี้.

บทว่า ทุมฺมงฺกูนํ ปุคฺคลานํ นิคฺคหาย ได้แก่ เพื่อข่มคนทุศีล.

บทว่า เปสลานํ ภิกฺขูนํ ผาสุวิหาราย ความว่า อุโบสถและปวารณา

ย่อมเป็นไปเพื่อภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ด้วยการข่มคนหน้าด้านนั้นเอง. การ

อยู่พร้อมเพรียงกันย่อมมี. นี้เป็นผาสุวิหารของเปสลภิกษุเหล่านั้น เพื่อ

ประโยชน์แก่การอยู่เป็นสุขนี้. บทว่า มา ปาปิจฺฉา ปกฺขํ นิสฺสาย

สงฺฆํ ภินฺเทยฺยุํ ความว่า เทวทัตออกปากขอในตระกูลด้วยตนเอง บริโภค

อยู่ อาศัยภิกษุปรารถนาลามก ทำลายสงฆ์ ฉันใด ผู้ปรารถนาลามก

เหล่าอื่น ออกปากขอในตระกูล โดยเป็นคณบริโภคอยู่ ให้คณะเจริญแล้ว

อาศัยพรรคพวกนั้น พึงทำลายสงฆ์ได้ ฉันนั้น ดังนี้ จึงทรงบัญญัติไว้ด้วย

เหตุนี้แล.

บทว่า กุลานุทยตาย จ ความว่า เมื่อภิกษุสงฆ์ทำอุโบสถและ

ปวารณาอยู่พร้อมเพรียงกัน พวกมนุษย์ถวายสลากภัตเป็นต้น ย่อมเป็นผู้

มีสวรรค์เป็นเบื้องหน้า. อธิบายว่า และทรงบัญญัติไว้เพื่ออนุเคราะห์

ตระกูลนี้ ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า สสฺสฆาตํ มญฺเญ จรสิ ได้แก่ เธอเที่ยวไปเหมือน

เหยียบย่ำข้าวกล้า. บทว่า กุลปฺปฆาตํ มญฺเญ จรสิ ได้แก่ เธอเที่ยว

ไปเหมือนทำลายเบียดเบียนตระกูล. บทว่า โอลุชฺชติ ได้แก่ หลุดหาย

คือ กระจายไป. บทว่า ปลุชฺชนฺติ โข เต อาวุโส นวปฺปายา

ความว่า ท่านผู้มีอายุ ภิกษุเหล่านั้น โดยมาก คือส่วนมากของท่านเป็น

ผู้ใหม่ เป็นหนุ่มมีพรรษาเดียว หรือ ๒ พรรษา และเป็นสามเณร หลุดหาย

คือกระจายไป. บทว่า น วายํ กุมารโก มตฺตมญฺญาสิ พระเถระ

เมื่อกล่าวขู่พระเถระว่า เด็กนี้ไม่รู้จักประมาณตน. บทว่า กุมารกวาทา

น มุจฺจาม ความว่า พวกเรายังไม่พ้นวาทะเป็นเด็ก. ตถา หิ ปน

ตฺวํ นี้ ท่านกล่าวเพื่อแสดงเหตุ เพราะพระอานนท์นี้พึงถูกพระเถระกล่าว

อย่างนี้. ในข้อนี้ มีความประสงค์ดังนี้ว่า เพราะท่านเที่ยวไปกับพวก

ภิกษุใหม่เหล่านี้ ไม่สำรวมอินทรีย์. ฉะนั้น ท่านเที่ยวไปกับพวกเด็กจึง

ควรถูกเขากล่าวว่าเป็นเด็ก. บทว่า อญฺญติตฺถิยปุพฺโพ สมาโน นี้ เพราะ

อาจารย์ อุปัชฌาย์ของพระเถระไม่ปรากฏในศาสนานี้เลย. ตนถือเอาผ้า

กาสายะแล้ว ออกบวช. ฉะนั้น ภิกษุณีถุลลนันทา กล่าวบอกถึงพระ

มหากัสสปเคยเป็นอัญญเดียรถีย์ เพราะความไม่พอใจ. ในบทว่า สหสา

นี้ แม้ผู้ประพฤติด้วยราคะและโมหะคือไม่ทันตรึก. แต่บทนี้ ท่านกล่าว

ด้วยอำนาจความประพฤติด้วยโทสะ. บทว่า อปฺปฏิสงฺขา คือยังไม่ทัน

พิจารณา.

บัดนี้ พระมหากัสสปเถระ เมื่อยังบรรพชาของตนให้บริสุทธิ์ จึง

กล่าวคำเป็นต้นว่า ยโตหํ อาวุโส ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า

อญฺญํ สตฺถารํ อุทฺทิสิตุํ ความว่า เราไม่นึก เพื่ออุทิศอย่างนี้ว่า เว้น

พระผู้มีพระภาคเจ้า คนอื่นเป็นครูของเรา. ในบทเป็นต้นว่า สมฺพาโธ

ฆราวาส ความว่า แม้หากว่า ผัวและเมียทั้งสอง ย่อมอยู่ในเรือน กว้าง

๖๐ ศอก หรือแม้ภายในระหว่างร้อยโยชน์ การอยู่ครองเรือนผัวเมียเหล่านั้น

ชื่อว่าคับแคบอยู่นั่นเอง เพราะอรรถว่า มีกิเลสเครื่องกังวล คือห่วงใย

บทว่า รชาปโถ ท่านกล่าวในมหาอรรถกถาว่า เป็นสถานที่เกิดแห่งธุลี

มีราคะเป็นต้น. จะกล่าวว่า เป็นทางแห่งการมา ดังนี้ก็ได้. ชื่อว่าอัพโภกาส

เพราะอรรถว่า ไม่ข้อง เหมือนปลอดโปร่ง เพราะบรรพชิตอยู่ในที่

ปกปิด ในที่มีกูฏาคารรัตนปราสาทและเทพวิมานเป็นต้น ซึ่งมีประตูและ

หน้าต่างปิดแล้ว ย่อมไม่ขัด ไม่ข้อง ไม่ติด. เพราะเหตุนั้น ท่านจึง

กล่าวว่า บรรพชาเป็นช่องว่าง. อนึ่ง ฆราวาส ชื่อว่าคันแคบ เพราะ

ไม่เป็นโอกาสแห่งกุศลกิริยา ชื่อว่าเป็นทางหาแห่งธุลี เพราะเป็น

ที่ประชุมแห่งกิเลสเพียงดังธุลี เหมือนกองหยากเยื่ออันเขาไม่ปิดไว้.

บรรพชา ชื่อว่าเป็นช่องว่าง เพราะเป็นโอกาสแห่งกุศลกิริยาความสบาย.

ในบทว่า นยิทํ สุกรํ ฯ เป ฯ ปพฺพเชยฺยํ นี้ มีสังเขปกถาดังนี้ คน

พึงกระทำสิกขา ๓ ประพฤติพรหมจรรย์ไม่ให้ขาดแม้วันเดียว แล้ว

ชื่อว่าประพฤติให้สมบูรณ์โดยส่วนเดียว เพราะเหตุให้บรรลุจริมกจิต.

กระทำไม่ให้มีมลทิน ด้วยมลทินคือกิเลส แม้วันเดียว ชื่อว่าบริสุทธิ์

โดยส่วนเดียว เพราะเหตุให้บรรลุจริมกจิต. บทว่า สงฺขลิขิตํ ได้แก่

เช่นสังข์ขัด คือพึงประพฤติมีส่วนเปรียบด้วยสังข์ที่ชำระแล้ว. บทว่า

อิทํ น สุกรํ อคารํ อชฺฌาวสตา ความว่า ผู้อยู่ในท่ามกลางเรือน

ประพฤติ ฯลฯ ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว. ไฉนหนอ เราปลงผมและ

หนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ เพราะซึมซาบด้วยรสที่ย้อมด้วยน้ำฝาด คือผ้าที่

สมควรแก่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ออกจากเรือนพึงบวชไม่มีเรือน. เพราะ

ในข้อนี้ กรรมมีกสิกรรมและพาณิชยกรรมเป็นต้น อันเกื้อกูลเรือน

เรียกว่า การมีเรือน. เรือนนั้นไม่มีในบรรพชา. ฉะนั้น บรรพชาพึงรู้ว่า

การไม่มีเรือน. ซึ่งอนาคาริยะการไม่มีเรือนนั้น. บทว่า ปพฺพเชยฺยํ คือพึง

ปฏิบัติ. บทว่า ปฏปิโลติกานํ คือผ้าเก่า. ผ้าใหม่แม้ ๑๓ ศอก ท่านเรียกว่า

ผ้าเก่า จำเดิมแต่เวลาตัดชาย. ท่านหมายถึงสังฆาฏิที่ท่านตัดผ้าที่มีราคา

มาก กล่าวว่า สังฆาฏิแห่งผ้าเก่า ดังนี้. บทว่า อทฺธานมคฺคํ ปฏิปนฺโน

ได้แก่ ก็ทางตั้งแต่กึ่งโยชน์ เรียกว่า ไกล. อธิบายว่า เดินทางไกลนั้น.

บัดนี้ พึงกล่าวอนุปุพพีกถาจำเดิมแต่อภินิหาร เพื่อความแจ่มแจ้ง

แห่งเนื้อความนี้ เหมือนบรรพชิตนั้น และผู้เดินทางไกล ดังต่อไปนี้.

มีเรื่องเล่าว่า ในอดีตกาลในที่สุดแสนกัป พระศาสดาพระนามว่า

พระปทุมุตตระได้อุบัติขึ้น. เมื่อพระปทุมุตตระเสด็จเข้าไปอาศัยหังสวดี-

นคร ประทับอยู่ ณ เขมมฤคทายวัน กุฏุมพีชื่อว่า เวเทหะ มีทรัพย์

สมบัติ ๘๐ โกฏิ บริโภคอาหารอย่างดี แต่เช้าตรู่ อธิษฐานองค์อุโบสถ

ถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ไปยังพระวิหาร บูชาพระศาสดา ถวาย

นมัสการแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง.

ขณะนั้น พระศาสดาทรงตั้งพระสาวกรูปที่ ๓ ชื่อ มหานิสภัตเถระ

ไว้ในฐานะเป็นเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้เป็น

สาวกของเรา เป็นผู้กล่าวสอนธุดงค์ นิสภะเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุเหล่านั้น.

อุบาสกได้ฟังดังนั้นเลื่อมใส ในที่สุดธรรมกถา เมื่อมหาชนลุกขึ้นกลับไป

จึงถวายนมัสการพระศาสดากราบทูลว่า วันพรุ่งนี้ ขอพระองค์ทรง

รับภิกษาของข้าพระองค์เถิด. พระศาสดาตรัสว่า อุบาสก ภิกษุสงฆ์มี

จำนวนมากนะ. อุบาสกทูลถามว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ภิกษุสงฆ์

มีประมาณเท่าไร พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า มี ๖ ล้าน ๘ แสนรูป.

อุบาสกทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ทรงให้ภิกษุไม่ให้เหลือ

ไว้ในวิหารแม้สามเณรองค์เดียว รับนิมนต์เถิดพระเจ้าข้า. พระศาสดา

ทรงรับนิมนต์แล้ว.

อุบาสกทราบว่า พระศาสดารับนิมนต์แล้ว จึงไปเรือนเตรียม

มหาทาน วันรุ่งขึ้นให้คนไปกราบทูลถึงเวลาแด่พระศาสดา. พระศาสดา

ทรงถือบาตรและจีวร แวดล้อมด้วยหมู่ภิกษุสงฆ์ เสด็จไปเรือนของ

อุบาสก ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูไว้เสร็จแล้ว ในที่สุดแห่งทักษิโณทก

ทรงรับข้าวยาคูเป็นต้น ทรงแจกจ่ายภัต. แม้อุบาสกก็นั่งใกล้พระศาสดา.

ในลำดับนั้น ท่านมหานิสภัตเถระเที่ยวไปบิณฑบาตถึงถนนนั้น.

อุบาสกครั้นเห็นแล้ว จึงลุกขึ้นไปไหว้พระเถระแล้ว กล่าวว่า ขอพระ

คุณเจ้าจงให้บาตรเถิด. พระเถระได้ให้บาตรแล้ว. อุบาสกกล่าวว่า

นิมนต์พระคุณเจ้าเข้าไปในเรือนนี้เถิด. แม้พระศาสดาก็ประทับนั่งใน

เรือน. พระเถระกล่าวว่า ไม่สมควรดอกอุบาสก. อุบาสกรับบาตรของ

พระเถระแล้วใส่บิณฑบาตจนเต็มนำไปถวาย. จากนั้นอุบาสกไปส่งพระ

เถระแล้ว กลับไปนั่งไปสำนักของพระศาสดา กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ ท่านมหานิสภัตเถระแม้ข้าพระองค์กล่าวว่า พระศาสดา

ประทับนั่งในเรือน ก็ไม่ปรารถนาจะเข้าไป. พระศาสดาตรัสว่า มหา-

นิสภัตเถระนั้น มีคุณยิ่งกว่าคุณของพวกท่าน. ก็ความตระหนี่ คำสรรเสริญ

ย่อมไม่มีแก่พระสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย. ครั้นแล้วพระศาสดาจึงตรัสอย่างนี้ว่า

อุบาสก เรานั่งรอภิกษาในเรือน. ภิกษุนั้นนั่งอย่างนี้ไม่แลดูซึ่งภิกษา.

เราอยู่ในเสนาสนะท้ายบ้าน. ภิกษุนั้นอยู่ในป่า. เราอยู่ในที่มุงบัง.

ภิกษุนั้นอยู่ในที่แจ้ง. พระศาสดาตรัสดุจยังมหาสมุทรให้เต็มว่า นี้แหละ

นี้แหละ คุณของภิกษุนั้น ด้วยประการฉะนี้.

อุบาสกเลื่อมใสยิ่งขึ้น เหมือนประทีปอันสว่างอยู่แม้ตามปกติราด

น้ำมันเข้าไปฉะนั้น คิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยสมบัติอื่นแก่เรา. เราจัก

กระทำความปรารถนาเพื่อความเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้กล่าวสอนธุดงค์ใน

สำนักของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต. เขานิมนต์พระศาสดาอีก

ครั้ง ถวายทานตลอด ๗ วัน โดยทำนองนี้ ในวันที่ ๗ ถวายไตรจีวร

แก่ภิกษุ ๖ ล้าน ๘ แสนรูป แล้วหมอบลงแทบบาทมูลของพระศาสดา

กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทานที่ข้าพระองค์ถวายตลอด

๗ วัน เป็นทานที่ประกอบด้วยเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม

เมตตามโนกรรม ข้าพระองค์มิได้ปรารถนาเทพสมบัติ หรือสักกสมบัติ

มารสมบัติ และพรหมสมบัติอย่างอื่น ด้วยทานนี้. แต่กรรมของข้าพระ-

องค์นี้ ขอจงเป็นสัมฤทธิผลทุกประการแห่งความเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้ทรง

ธุดงค์ ๑๓ เพื่อถึงฐานันดรที่ท่านมหานิสภัตเถระถึงแล้ว ในสำนักของ

พระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตเถิด.

พระศาสดาทรงตรวจดูว่า ฐานะอันใหญ่ที่อุบาสกนี้ปรารถนาจัก

สำเร็จหรือไม่หนอ ทรงเห็นความสำเร็จแล้ว จึงตรัสว่า ฐานะที่ท่าน

ปรารถนาสมใจแล้ว. ในที่สุดแสนกัปในอนาคต พระพุทธเจ้าพระนามว่า

โคตมะจักอุบัติขึ้น. ท่านจักเป็นสาวกรูปที่ ๓ ของพระโคดมพระองค์นั้น

จักชื่อว่า มหากัสสปเถระ.

อุบาสกได้ฟังนั้น ดำริว่า ชื่อว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อม

ไม่มีพระดำรัสเป็นสอง ได้สำคัญสมบัตินั้นเหมือนถึงในวันรุ่งขึ้น. เขา

รักษาศีลตลอดอายุ ครั้นทำกาลกิริยา ณ ที่นั้น แล้วได้บังเกิดบนสวรรค์.

จำเดิมแต่นั้น เขาเสวยสมบัติในเทวโลกและมนุสสโลก เมื่อพระวิปัสสี-

สัมมาสัมพุทธเจ้าอาศัยเมืองพันธุมดีประทับอยู่ ณ เขมมฤคทายวัน ในกัป

ที่ ๙๑ จากกัปนี้ (เขา) จุติจากเทวโลก บังเกิดในตระกูลพราหมณ์

แก่ตระกูลหนึ่ง. ก็ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี

ทรงแสดงธรรมทุก ๆ ๗ ปี. ปรากฏความตื่นเต้นกันยกใหญ่ ทวยเทพ

ในสกลชมพูทวีปต่างบอกข่าวกันต่อ ๆ ไปว่า พระศาสดาจักทรงแสดง

ธรรม. พราหมณ์ได้สดับข่าวนั้นแล้ว. แต่เขามีผ้าสาฎกสำหรับนุ่งอยู่ผืน

เดียว. ของพราหมณีก็เหมือนกัน. ทั้งสองคนมีผ้าห่มผืนเดียวเท่านั้น.

ปรากฏไปทั่วเมืองว่า พราหมณ์เอกสาฎก. เมื่อมีการประชุมกันด้วยกิจ

อย่างใดอย่างหนึ่งของพวกพราหมณ์ เขาไปด้วยตนเอง ให้นางพราหมณี

อยู่ที่เรือน. เมื่อมีการประชุมนางพราหมณีเขาอยู่เรืองเอง. นางพราหมณี

ห่มผ้าผืนนั้นไป. ก็ในวันนั้นพราหมณ์กล่าวกะนางพราหมณีว่า แม่มหา-

จำเริญ แม่จักฟังธรรมกลางคืนหรือกลางวัน. นางพราหมณีพูดว่า ฉัน

เป็นมาตุคาม ไม่อาจจะฟังธรรมในเวลากลางคืนได้. ฉันจักฟังธรรมใน

เวลากลางวัน จึงให้พราหมณ์อยู่ที่เรือน ห่มผ้าผืนนั้นไปกับพวกอุบาสิกา

ในเวลากลางวัน ถวายบังคมพระศาสดานั่งฟังธรรมอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้าง

หนึ่ง แล้วกลับไปกับพวกอุบาสิกา. ครั้งนั้นพราหมณ์ให้นางพราหมณี

อยู่เรือน ห่อผ้านั้นไปวิหาร.

ก็สมัยนั้น พระศาสดาประทับนั่ง ณ ธรรมาสน์ที่ตกแต่งแล้ว ใน

ท่ามกลางบริษัท ทรงจับพัดวีชนีอันวิจิตรตรัสธรรมกถา ดุจยังผู้วิเศษ

ให้หยั่งลงสู่อากาศคงคา ดุจทำยอดภูเขาสิเนรุให้ถล่มลงสู่สาคร. เมื่อ

พราหมณ์นั่งอยู่สุดแถว ฟังธรรมอยู่ในยามต้นนั้นเอง ปีติมีวรรณะ ๕

เกิดซ่านไปทั่วตัว. เขาพับผ้าห่ม คิดว่า เราจักถวายแด่พระทศพล.

ลำดับนั้น เขาเกิดจิตตระหนี่ ชี้ถึงโทษพันดวง. ผ้าของนางพราหมณี

และของท่านมีผืนเดียวเท่านั้น. ไม่มีผ้าห่มไร ๆ อื่นอีก. ครั้นไม่ห่มแล้ว

ก็จะไม่อาจออกไปข้างนอกได้ เพราะฉะนั้น จึงไม่ประสงค์จะถวายแม้

ด้วยประการทั้งปวง. ครั้นปฐมยามล่วงไป แม้ในมัชฌิมยาม เขาก็เกิด

ปีติอย่างนั้นอีก. ก็ครั้นคิดเหมือนอย่างนั้นแล้ว ก็ไม่ประสงค์จะถวาย

เหมือนอย่างนั้นอีก. เมื่อมัชฌิมยามล่วงไป แม้ในปัจฉิมยาม เขาก็เกิด

ปีติอย่างนั้นอีก. เขาคิดว่า ตายหรือไม่ตายก็ช่างเถิด. เราจักรู้ในภายหลัง

จึงพับผ้าห่มวางไว้ ณ บาทมูลของพระศาสดา แต่นั้น เขาคู้มือซ้าย ปรบ

ด้วยมือขวา เปล่งเสียงว่า เราชนะแล้ว เราชนะแล้วถึง ๓ ครั้ง.

สมัยนั้น พระเจ้าพันธุมหาราช ประทับนั่งทรงสดับธรรมอยู่ภายใน

ม่านหลังธรรมาสน์. ก็ธรรมดาพระราชาย่อมไม่พอพระทัยเสียงว่า เรา

ชนะแล้ว เราชนะแล้ว ดังนี้. พระองค์ทรงส่งบุรุษไป มีพระดำรัสว่า

เจ้าจงไปถามพราหมณ์ผู้นั้นว่า ท่านพูดอะไร. บุรุษนั้นไปถามว่า ท่าน

พูดอะไร. ครั้นบุรุษนั้นไปถามแล้ว พราหมณ์พูดว่า พวกชนที่เหลือขึ้น

ยานช้างเป็นต้น แล้วชนะข้าศึก ข้อนั้นไม่อัศจรรย์เลย. ก็เราสละจิต

ตระหนี่ได้ถวายผ้าห่มแด่พระทศพล ดุจเอาสากทุบหัวโคโกง ซึ่งเดินมา

ข้างหลัง แล้วให้มันหนีไปฉะนั้น. พราหมณ์กล่าวว่า เราชนะความ

ตระหนี่นั้น. ราชบุรุษกลับมากราบทูลเรื่องนั้นแด่พระราชา ตรัสว่า

พนาย เราไม่รู้สิ่งสมควรของพระทศพล พราหมณ์เป็นผู้รู้ จึงทรงส่งผ้า

ไปคู่หนึ่ง. พราหมณ์เห็นผ้าคู่นั้นจึงคิดว่า พระราชาพระองค์นี้ไม่พระ-

ราชทานอะไร ๆ แก่เราผู้นั่งนิ่งก่อน เมื่อเรากล่าวถึงคุณของพระศาสดา

แล้ว จึงพระราชทาน. ประโยชน์อะไรของเราด้วยผ้าที่เกิดขึ้น เพราะ

อาศัยคุณของพระศาสดา จึงได้ถวายผ้าคู่นั้น แด่พระทศพลอีก. พระ-

ราชาตรัสถามว่า พราหมณ์ทำอะไร สดับว่า พราหมณ์ถวายผ้าคู่นั้น

แด่พระตถาคตเช่นเคย จึงทรงส่งผ้า ๒ คู่อื่นไปให้. พราหมณ์ก็ได้ถวาย

ผ้า ๒ คู่นั้นอีก. พระราชาทรงส่งผ้าไปอีก ๔ คู่ จนถึง ๓๒ คู่.

ครั้งนั้น พราหมณ์คิดว่า คู่ผ้านี้ดูเหมือนจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น

จึงถือเอาเพียง ๒ คู่ คือเพื่อตนคู่หนึ่ง เพื่อนางพราหมณ์คู่หนึ่ง ได้ถวาย

แด่พระตถาคต ๓๐ คู่ ตั้งแต่นั้นมา พราหมณ์นั้นได้คุ้นเคยกับพระศาสดา.

วันหนึ่งในฤดูหนาว พระราชาทรงเห็นพราหมณ์นั้นฟังธรรมในสำนัก

ของพระศาสดา จึงพระราชทานผ้ารัตตกัมพลที่คลุมพระองค์มีค่าแสนหนึ่ง

แล้วตรัสว่า ตั้งแต่นี้ไป ท่านจงห่มผ้าผืนนี้ ฟังธรรม. เขาคิดว่า

ประโยชน์อะไรของเราด้วยผ้ากัมพลผืนนี้ที่จะนำเขาไปในกายอันเปื่อยเน่านี้

จึงกระทำให้เป็นเพดานเบื้องบนเตียงของพระตถาคตภายในพระคันธกุฎี

แล้วจึงไป.

วันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปวิหารแต่เช้าตรู่ ประทับนั่งในสำนัก

ของพระศาสดา ภายในพระคันธกุฎี. สมัยนั้น พระพุทธรัศมีมีสี ๖

ประการกระทบผ้ากัมพล. ผ้ากัมพลรุ่งเรืองยิ่งนัก. พระราชาทรงมองไป

เบื้องบนทรงจำได้ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผ้ากัมพลผืนนี้

ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้ให้แก่พราหมณ์เอกสาฎก. พระศาสดา

ตรัสว่า มหาบพิตร พระองค์บูชาพราหมณ์แล้ว พราหมณ์บูชาอาตมา

แล้ว. พระราชาดำริว่า พราหมณ์ได้รู้สิ่งที่ควร เราไม่รู้. ทรงเลื่อมใสแล้ว

ทรงกระทำสิ่งที่เกื้อกูลมนุษย์ทั้งหมด ให้เป็นอย่างละ ๘ ๆ พระราชทาน

อย่างละ ๘ ทั้งหมด แล้วทรงแต่งตั้งพราหมณ์ในตำแหน่งปุโรหิต. ชื่อว่า

ทานอย่างละ ๘ ๆ รวมเป็น ๖๔. เขาน้อมนำสลากภัตร ๖๔ รักษาศีล

จุติจากนั้นไปบังเกิดบนสวรรค์. ครั้นจุติจากนั้นอีก ได้บังเกิดในเรือน

กุฏุมพี ในกรุงพาราณสี ในระหว่างพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ คือ

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โกนาคมนะ และพระทศพลพระนามว่า

กัสสปะ ในกัปนี้. เขาอาศัยความเจริญอยู่ครองเรือน วันหนึ่งเที่ยวไป

ยังชังฆติกวิหาร ในป่า.

ก็สมัยนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า กระทำจีวรกรรมอยู่ ณ ฝั่งแม่น้ำ

เมื่ออนุวาต (ขอบจีวร) ไม่พอ จึงปรารภเพื่อจะพับเก็บ. เขาเห็น

จึงถามว่า เพราะเหตุไรพระคุณเจ้าพับเก็บเจ้าข้า. พระปัจเจกพุทธเจ้า

ตอบว่า อนุวาต ไม่พอ. เขากล่าวว่า ขอพระคุณเจ้าจงทำด้วยผ้าผืนนี้

เถิด. แล้วถวายผ้าสาฎกตั้งความปรารถนาว่า ขอเราจงอย่ามีความเสื่อม

ไรๆ ในที่ที่เราไปเกิดเถิด. แม้ที่เรือนเมื่อน้องสาวของเขาทะเลาะกันอยู่กับ

ภรรยา พระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าไปบิณฑบาต. ลำดับนั้น น้องสาวของเขา

ถวายบิณฑบาตแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วตั้งความปรารถนาว่า เราพึงเว้น

คนพาลเห็นปานนี้ไป ๑๐๐ โยชน์ นางกล่าวอย่างนี้ หมายถึงภรรยาของ

พราหมณ์นั้น. ภรรยายืนอยู่ที่ประตูเรือน ครั้นได้ยินจึงคิดว่า พระปัจเจก-

พุทธเจ้าอย่าฉันภัตรที่หญิงนี้ถวายเลย จึงรับบาตรมาแล้วทิ้งบิณฑบาตเสีย

เอาเปือกตมใส่จนเต็มถวาย. น้องสาวเห็นจึงพูดว่า หญิงพาล เจ้าจงด่า

หรือทุบตีเราก็พอ แต่เจ้าไม่ควรทิ้งภัตรจากบาตรของท่านผู้บำเพ็ญบารมี

มาตลอด ๒ อสงไขย แล้วถวายเปือกตม.

ทีนั้น ภรรยาของเขาจึงได้เกิดความคิด. นางกล่าวว่า หยุดเถิด

เจ้าข้า แล้วทิ้งเปือกตม ล้างบาตร ขัดด้วยผงหอม แล้วใส่อาหารมีรส

อร่อย ๔ ชนิดจนเต็มบาตร วางบาตรซึ่งแพรวพราวด้วยสัปปิมีสีดุจกลีบบัว

ที่โปรยไว้เบื้องบน บนมือของพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วตั้งความปรารถนา

ว่า ขอร่างกายของเราจงมีแสงเหมือนบิณฑบาตนี้อันมีแสงเถิด. พระ-

ปัจเจกพุทธเจ้าอนุโมทนาแล้วเหาะไปสู่อากาศ. ภรรยาสามีบำเพ็ญกุศล

ตราบสิ้นอายุ ได้บังเกิดบนสวรรค์ ครั้นจุติจากสวรรค์ อุบาสกได้บังเกิด

เป็นบุตรของเศรษฐีมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ในกรุงพาราณสี. ส่วนภรรยาได้

บังเกิดเป็นธิดาของเศรษฐีเช่นเดียวกัน. มารดาบิดาได้นำธิดาเศรษฐีนั้น

แล มาให้แก่บุตรเศรษฐีผู้เจริญวัย. เพียงเมื่อเศรษฐีธิดาเข้าไปสู่ตระกูล

สามีด้วยอานุภาพแห่งกรรมอันเป็นผลที่นางไม่ถวายทานมาก่อน สกลกาย

ก็เกิดกลิ่นเหม็นดุจส้วมที่เขาเปิดไว้ภายในธรณีประตู. เศรษฐีกุมารถามว่า

นี้กลิ่นของใคร ครั้นได้ฟังแล้ว เป็นกลิ่นของเศรษฐีธิดา จึงตะโกน

ขึ้นว่า จงนำออกไป จงนำออกไป แล้วส่งกลับไปยังเรือนตระกูล

โดยทำนองเดียวกับที่นำมา. เศรษฐีธิดาถูกส่งกลับไปในฐานะ ๗ โดย

ทำนองนี้แล คิดว่าเรากลับไปถึง ๗ ครั้งแล้ว เราจะอยู่ไปทำไม จึง

ยุบเครื่องอาภรณ์ของตนให้ทำอิฐทองคำ ยาว ๑ ศอก กว้าง ๑ คืบ สูง

๔ นิ้ว. จากนั้น นางถือก้อนหรดาลและมโนศิลาแล้ว ถือดอกบัว ๘ กำ

ไปสู่ที่สร้างเจดีย์ของพระกัสสปทศพล.

ก็ในขณะนั้น เมื่อนางมาถึง ก้อนอิฐได้ตกลงมา. เศรษฐีธิดาจึง

บอกกะช่างว่า ท่านจงวางอิฐก้อนนี้ไว้ตรงนี้. ช่างกล่าวว่า แม่มหาจำเริญ

แม่มาในเวลา แม่วางเองเถิด. นางขึ้นไปเอาน้ำมันผสมหรดาลและมโนศิลา

ก่ออิฐให้แน่นด้วยหรดาลและมโนศิลาที่ผสมน้ำมันนั้น ทำการบูชาด้วย

ดอกบัว ๘ กำเบื้องบน แล้วไหว้ทำความปรารถนาว่า ขอกลิ่นจันทน์จง

ฟุ้งออกจากปากในที่เกิดเถิด แล้วไหว้พระเจดีย์ กระทำประทักษิณกลับ

ไป.

ในขณะนั้น เศรษฐีบุตรระลึกถึงเศรษฐีธิดาที่นำไปสู่เรือนครั้งแรก.

แม้ในเมืองก็มีการป่าวร้องเล่นนักษัตร. เศรษฐีถามคนรับใช้ว่า เศรษฐี-

ธิดาที่นำไปคราวนั้น นางอยู่ที่ไหน. คนรับใช้ตอบว่า อยู่ที่เรือนตระกูล

จ้ะนาย. เศรษฐีบุตรกล่าวว่า พวกเจ้าจงนำมา เราจักเล่นนักษัตรนั้น.

พวกรับใช้พากันไปยืนไหว้เศรษฐีธิดา ครั้นเศรษฐีธิดาถามว่า พวกท่าน

มาทำไม จึงบอกเรื่องราวให้นางฟัง. เศรษฐีธิดากล่าวว่า พ่อคุณเราเอา

เครื่องอาภรณ์บูชาเจดีย์หมดแล้ว เราไม่มีอาภรณ์. คนรับใช้พากันไป

บอกแก่เศรษฐีบุตร เศรษฐีบุตรกล่าวว่า พวกท่านจงนำนางมาเถิด.

เราจักให้เครื่องประดับ. คนรับใช้นำนางมาแล้ว. พร้อมกับที่นางเข้าไป

สู่เรือน กลิ่นจันทน์และกลิ่นดอกบัวขาบฟุ้งไปตลอดเรือน. เศรษฐีบุตร

ถามเศรษฐีธิดาว่า ครั้งแรกกลิ่นเหม็นฟุ้งออกจากร่างกายของเจ้า. แต่

เดี๋ยวนี้กลิ่นจันทน์ฟุ้งออกจากร่างกาย กลิ่นดอกบัวฟุ้งออกจากปากของ

เจ้า. มันเรื่องอะไรกัน. นางได้บอกกรรมที่นางทำตั้งแต่ต้น. เศรษฐี-

บุตรเลื่อมใสว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นคำสอนที่นำออก

จากทุกข์หนอ จึงเอาเสื้อกัมพลคลุมเจดีย์ทอง ประกอบด้วยดอกประทุม

ทอง ประมาณเท่าล้อรถ ณ ที่นั้น ห้อยย้อยลงมาประมาณ ๑๒-๑๓ ศอก.

เศรษฐีบุตรนั้น ดำรงอยู่ ณ ที่นั้นตราบเท่าอายุแล้ว ไปบังเกิดบน

สวรรค์ จุติจากนั้นไปบังเกิดในตระกูลอำมาตย์ตระกูลหนึ่ง ในที่ประมาณ

๑๐๐ โยชน์ จากกรุงพาราณสี. เศรษฐีธิดาจุติจากเทวโลกไปบังเกิดเป็น

ราชธิดาในราชตระกูล. เมื่อทั้งสองเจริญวัย ใกล้บ้านที่กุมารอยู่ได้มีการ

ป่าวร้องเล่นนักษัตร. กุมารพูดกะมารดาว่า แม่จ๋า แม่ให้ผ้าสาฎกแก่ฉัน

เถิด. ฉันจักเล่นนักษัตร. มารดานำผ้าที่ซักแล้วมาให้. กุมารได้ปฏิเสธ

ผ้าผืนนั้น. มารดานำผ้าผืนอื่นมาให้อีก. กุมารปฏิเสธผ้าผืนนั้นอีก.

ลำดับนั้น มารดาพูดกะกุมารนั้นว่า ลูกเอ๋ย เราเกิดในเรือนเช่นใด

เราไม่มีบุญเพื่อจะได้ผ้าเนื้อละเอียดกว่านั้น. กุมารกล่าวว่า แม่จ๋า ลูกจะ

ไปที่ที่หาได้. มารดากล่าวว่า ลูกเอ๋ย แม่ปรารถนาจะให้ลูกได้ราชสมบัติ

ในกรุงพาราณสีในวันนี้ทีเดียว. กุมารนั้นไหว้มารดาแล้วกล่าวว่า แม่จำ

ลูกจะไปละ. มารดากล่าวว่า ไปเถิดลูก. นัยว่า มารดาได้มีความคิด

อย่างนี้ว่า กุมารจักไป ที่ไหน จักนอนในที่นี้หรือในเรือนนี้. ก็กุมาร

นั้นออกไปโดยกำหนดของบุญไปถึงกรุงพาราณสี นอนคลุมศีรษะบนแผ่น

มงคลศิลา ณ พระอุทยาน. อนึ่ง เมื่อพระเจ้ากรุงพาราณสีสวรรคต วันนั้น

เป็นวันที่ ๗. พวกอำมาตย์ ครั้นถวายพระเพลิงพระศพของพระราชาแล้ว

จึงนั่งปรึกษากัน ณ พระลานหลวงว่า พระราชามีพระธิดาองค์เดียวเท่านั้น

ไม่มีพระโอรส ราชสมบัติที่ไม่มีพระราชาจะดำรงอยู่ไม่ได้ ใครจะเป็น

พระราชา เพราะฉะนั้น ขอท่านจงปรึกษากันดูเถิด. ปุโรหิตกล่าวว่า

ไม่ควรดูให้มากไป. เราจะปล่อยบุษยราชรถ. พวกอำมาตย์เทียมม้า

สินธพ ๔ ตัวมีสีขาว ตั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ๕ อย่าง และเศวตฉัตรไว้

บนรถ แล้วปล่อยรถไปให้ประโคมดนตรีตามไปข้างหลัง. ราชรถออก

ทางประตูด้านปราจีนบ่ายหน้าไปพระราชอุทยาน. ราชรถบ่ายหน้าไปพระ

ราชอุทยานด้วยบุญบารมี. พวกอำมาตย์บางคนบอกว่า พวกเรากลับเถิด.

ปุโรหิตบอกว่า พวกท่านอย่ากลับ. ราชรถกระทำประทักษิณกุมารแล้ว

ก็หยุด เป็นการเตรียมให้กุมารขึ้น. ปุโรหิตดึงชายผ้าห่มออก มองดูฝ่าเท้า

กล่าวว่า ทวีปนี้ยกไว้ก่อน กุมารนี้ควรครองราชสมบัติในทวีปทั้ง ๔

มีทวีป ๒,๐๐๐ เป็นบริวารแล้วให้ประโคมดนตรี ๓ ครั้งว่า พวกท่าน

จงประโคมอีก พวกท่านจงประโคมอีก.

ลำดับนั้น กุมารเปิดหน้ามองดู แล้วถามว่า พ่อเจ้าพระคุณทั้งหลาย

พวกท่านมาทำอะไรกัน. ตอบว่า ท่านผู้ประเสริฐ ราชสมบัติจะถึงแก่

ท่าน. ถามว่า พระราชาไปไหนเสียเล่า. ตอบว่า สวรรคตเสียแล้วนาย.

ถามว่า กี่วันแล้ว. ตอบว่า ๗ วันเข้าวันนี้. ถามว่า พระโอรสหรือพระธิดา

ไม่มีหรือ. ตอบว่า มีแต่พระธิดา ท่านผู้ประเสริฐ ไม่มีพระโอรส.

รับว่า เราจักครองราชสมบัติ.

พวกอำมาตย์สร้างมณฑปสำหรับอภิเษกก่อน ประดับพระราชธิดา

ด้วยเครื่องประดับทุกชนิด แล้วนำมายังพระราชอุทยาน ได้กระทำอภิเษก

พระกุมาร. ลำดับนั้น พวกอำมาตย์ได้นำผ้าราคาแสนหนึ่งน้อมถวายแด่

พระกุมารผู้ได้ทำอภิเษกแล้ว. พระกุมารตรัสถามว่า นี่อะไรพ่อคุณ.

ทูลว่า ผ้านุ่ง พระเจ้าข้า. ตรัสถามว่า เป็นผ้าเนื้อหยาบมิใช่หรือ. ทูลว่า

บรรดาผ้าที่พวกมนุษย์ใช้สอยกันอยู่ ไม่มีผ้าที่มีเนื้อละเอียดกว่านี้ พระ-

เจ้าข้า. ตรัสถามว่า พระราชาของพวกท่านนุ่งผ้าอย่างนี้หรือ. ทูลว่า

ใช่แล้ว พระเจ้าข้า. ตรัสว่า พระราชาของท่านคงจะไม่มีบุญ.

พวกอำมาตย์นำพระเต้าทองมาถวาย. พระกุมารเสด็จลุกขึ้นชำระพระหัตถ์

ทั้งสอง ทรงบ้วนพระโอษฐ์แล้ว ทรงอมน้ำพ่นไปทางทิศตะวันออก.

ต้นกัลปพฤกษ์ ๘ ต้น ทำลายแผ่นดินอันหนาผุดขึ้น. พระกุมารทรง

อมน้ำพ่นไปทางทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนืออีก เพราะเหตุนั้น ต้น

กัลปพฤกษ์ผุดขึ้นแล้วทั้ง ๔ ทิศอย่างนี้. ในทุกทิศต้นกัลปพฤกษ์ผุดขึ้น

ทิศละ ๘ ต้น จึงรวมเป็น ๓๒ ต้น.

พระกุมารทรงนุ่งผ้าทิพย์ผืนหนึ่ง ทรงห่มผืนหนึ่ง ตรัสว่า พวก

ท่านจงเที่ยวตีกลองประกาศในแคว้นของพระเจ้านันทะว่า พวกหญิง

ปั่นด้าย อย่าปั่นด้าย แล้วให้ยกฉัตร ทรงช้างตัวประเสริฐ ที่ประดับ

ตกแต่งแล้ว เสด็จเข้าสู่พระนคร ทรงขึ้นสู่ปราสาทเสวยมหาสมบัติ.

เมื่อกาลผ่านไปด้วยประการฉะนี้ วันหนึ่ง พระเทวีทรงเห็นสมบัติ

ของพระราชา ทรงแสดงอาการของความเป็นผู้กรุณาว่า โอ ผู้มีตปะ.

ตรัสถามว่า อะไร พระเทวี. ทูลว่า สมบัติใหญ่ยิ่งนักเพคะ ในอดีต

พระองค์เชื่อพระพุทธเจ้า ไปกระทำความดี บัดนี้ พระองค์ไม่กระทำ

กุศลอันเป็นปัจจัยแห่งอนาคต. ตรัสถามว่า เราจักให้แก่ใคร. ผู้มีศีลก็ไม่มี.

ทูลว่า พระองค์ ชมพูทวีปไม่ว่างเปล่าจากพระอรหันต์. ขอพระองค์จง

ทรงเตรียมทานไว้ หม่อมฉันจักได้ (นิมนต์) พระอรหันต์มา. ใน

วันรุ่งขึ้น พระราชารับสั่งให้เตรียมทานทางทวารด้านปราจีน. พระ-

เทวีทรงอธิษฐานองค์อุโบสถแต่เช้าตรู่ บ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออก

ณ เบื้องบนปราสาท หมอบลงกล่าวว่า หากพระอรหันต์มีอยู่ในทิศนี้.

ขอพระอรหันต์ทั้งหลายจงมารับภิกษาของพวกข้าพเจ้าในวันพรุ่งนี้เถิด.

ในทิศนั้นไม่มีพระอรหันต์ ได้ให้สักการะนั้นแก่คนกำพร้าและยาจก. ใน

วันรุ่งขึ้น พระเทวีได้เตรียมทาน ณ ประตูด้านทักษิณ แล้วกระทำเหมือน

อย่างนั้น. ในวันรุ่งขึ้นได้เตรียมทานด้านประตูทิศปัจฉิม แล้วกระทำ

เหมือนอย่างนั้น.

ก็ในวันที่พระนางเตรียมทาน ณ ประตูด้านทิศอุดร พระปัจเจก-

พุทธเจ้าชื่อมหาปทุม ผู้เป็นใหญ่กว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ บุตรของ

นางปทุมวดี ซึ่งอยู่ในหิมวันต์ อันพระเทวีนิมนต์แล้วเหมือนอย่างนั้น

ได้เรียกพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นน้องมากล่าวว่า ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย

พระราชานันทะทรงนิมนต์พวกท่าน ขอพวกท่านจงรับนิมนต์พระองค์

เถิด. พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นรับนิมนต์แล้ว วันรุ่งขึ้นล้างหน้าที่สระ

อโนดาต เหาะมาลง ณ ประตูด้านทิศอุดร. พวกมนุษย์พากันไปกราบ

ทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐

มาแล้ว พระเจ้าข้า. พระราชาพร้อมกับพระเทวีเสด็จไปทรงไหว้แล้วรับ

บาตรนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าให้ขึ้นบนปราสาท แล้วทรงถวายทานแก่

พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายบนปราสาทนั้น ครั้นเสร็จภัตกิจแล้ว พระ-

ราชาทรงหมอบ ณ บาทมูลของพระสังฆเถระ พระเทวีทรงหมอบ ณ

บาทมูลของพระสังฆนวกะ ทรงให้ทำปฏิญญาว่า พระคุณเจ้าทั้งหลาย

จักไม่ลำบากด้วยปัจจัย ข้าพเจ้าทั้งหลายจักไม่เสื่อมจากบุญ ขอพระคุณเจ้า

ทั้งหลายจงให้ปฏิญญาเพื่ออยู่ ณ ที่นี้ตลอดชีวิตของพวกข้าพเจ้าทั้งหลาย

เถิด แล้วทรงสร้างที่อยู่ โดยอาการทั้งปวง คือ บรรณศาลา ๕๐๐ ที่

จงกรม ๕๐๐ ที่ ในพระอุทยาน. แล้วอาราธนาให้พระปัจเจกพุทธเจ้าอยู่

ณ ที่นั้น. เมื่อกาลผ่านไปอย่างนี้ชายแดนของพระราชากำเริบ. พระราชา

รับสั่งกะพระเทวีว่า ฉันจะไปทำชายแดนให้สงบ เธออย่าประมาทใน

พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วเสด็จไป. เมื่อพระราชายังไม่เสด็จมา

อายุสังขารของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายสิ้นแล้ว.

พระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อมหาปทุม เข้าฌานตลอด ๓ ยามในราตรี เมื่อ

อรุณขึ้น ยืนพิงกระดานปรินิพพานด้วยปรินิพพานธาตุ อันเป็นอนุปาทิเสส.

แม้ที่เหลือทั้งหมดก็ปรินิพพานด้วยอุบายนี้. ในวันรุ่งขึ้น พระเทวีรับสั่ง

ให้ทำที่นั่งของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ฉาบด้วยของเขียว เกลี่ยดอกไม้

ทำการบูชา นั่งแลดูพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายมา เมื่อไม่เห็นมา จึง

ทรงส่งราชบุรุษไปว่า เธอจงไป จงทราบว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย

ไม่สบายหรืออย่างไร. ราชบุรุษไปเปิดประตูบรรณศาลาของพระปัจเจก-

พุทธเจ้ามหาปทุม เมื่อไม่เห็น ณ ที่นั้น จึงไปยังที่จงกรม เห็นท่านยืน

พิงกระดาน ไหว้แล้วกล่าวว่า ถึงเวลาแล้วพระคุณเจ้า. ร่างกายดับแล้ว

จักพูดได้อย่างไร. ราชบุรุษคิดว่า เห็นจะหลับ จึงไปลูกคลำที่หลังเท้า

รู้ว่าท่านปรินิพพานเสียแล้ว เพราะเท้าเย็นและกระด้าง จึงไปหาท่านที่ ๒

ท่านที่ ๓ ก็อย่างนั้น รู้ว่าท่านทั้งหมดปรินิพพานแล้ว จึงไป

ราชตระกูล เมื่อรับสั่งถามว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายไปไหน กราบ

ทูลว่า ข้าแต่พระเทวี พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพานเสียแล้ว.

พระเทวีทรงคร่ำครวญกันแสง เสด็จออกพร้อมกับชาวเมือง ไปถึงที่

นั้นให้เล่นสาธุกีฬา กระทำฌาปนกิจพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วถือ

เอาธาตุก่อเจดีย์บรรจุ.

พระราชาครั้นทำให้ชายแดนสงบ เสด็จกลับ ตรัสถามพระเทวี

ซึ่งเสด็จมาต้อนรับว่า น้องหญิง เธอไม่ประมาทในพระปัจเจกพุทธเจ้า

ทั้งหลายหรือ. พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายสบายดีหรือ. ทูลว่า พระปัจเจก-

พุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพานเสียแล้วเพคะ. พระราชาทรงดำริว่า ความตาย

ยังเกิดแก่บัณฑิตเห็นปานนี้ได้ พวกเราจะพ้นความตายได้แต่ไหน. พระ-

ราชาไม่เสด็จกลับพระนคร เสด็จเข้าไปยังพระอุทยานนั้นแล รับสั่งให้

เรียกเชษฐโอรสมา ทรงมอบราชสมบัติแก่โอรสนั้น พระองค์เองเสด็จ

ผนวชเป็นสมณเพศ. แม้พระเทวีเมื่อพระสวามีผนวชทรงดำริว่า เราจัก

ทำอะไรได้ จึงทรงผนวชในพระอุทยานนั้นเอง.

แม้ทั้งสองพระองค์ ยังฌานให้เกิด จุติจากที่นั้น แล้วก็บังเกิดใน

พรหมโลก. เมื่อทั้งสองอยู่ในพรหมโลกนั้นเอง พระศาสดาของเรา

ทั้งหลายทรงอุบัติขึ้นในโลก ทรงธรรมจักรอันบวรให้เป็นไปแล้ว เสด็จ

ถึงกรุงราชคฤห์โดยลำดับ.

ปิปผลิมาณพนี้เกิดในท้องของอัครมเหสีของกบิลพราหมณ์ในบ้าน

พราหมณ์มหาดิตถ์ แคว้นมคธ. นางภัททกาปิลานีเกิดในท้องของอัคร-

มเหสีของพราหมณ์โกสิยโคตร ในสาคลนคร แคว้นมคธ. เมื่อเขาเจริญวัย

โดยลำดับ ปิปผลิมามาณพอายุ ๒๐ นางภัททาอายุ ๑๖ มารดาบิดา

แลดูบุตร คาดคั้นเหลือเกินว่า ลูกเอ๋ย ลูกเติบโตแล้ว ควรดำรงวงศ์

ตระกูล. มาณพกล่าวว่า คุณพ่อ คุณแม่ อย่าพูดถ้อยคำเช่นนี้ให้เข้าหู

ลูกเลย. ลูกจะปรนนิบัติตราบเท่าที่คุณพ่อคุณแม่ดำรงอยู่. ลูกจักออกบวช

ภายหลังคุณพ่อคุณแม่. ล่วงไปอีกเล็กน้อย มารดาบิดาก็พูดอีก. แม้

มาณพก็ปฏิเสธเหมือนอย่างเดิม. ตั้งแต่นั้นมามารดาก็ยังอยู่ไม่ขาดเลย.

มาณพคิดว่า เราจักให้มารดายินยอมเรา. จึงให้ทองสีแดงพันลิ่ม ให้ช่าง

ทองหล่อรูปหญิงคนหนึ่ง เมื่อเสร็จทำการขัดสีรูปหญิงนั้น จึงให้นุ่งผ้า

แดง ให้ประดับด้วยดอกไม้ สมบูรณ์ด้วยสี และด้วยเครื่องประดับต่าง ๆ

แล้วเรียกมารดามาบอกว่า แม่จ๋า ลูกเมื่อได้อารมณ์เห็นปานนี้ จักดำรง

อยู่ในเรือน เมื่อไม่ได้จักไม่ดำรงอยู่. พราหมณีเป็นหญิงฉลาด คิดว่า

บุตรของเรามีบุญ ให้ทาน สร้างสมความดี เมื่อทำบุญมิได้ทำเพียงผู้เดียว

เท่านั้น. จักมีหญิงที่ทำบุญไว้มาก มีรูปเปรียบรูปทองเช่นรูปหญิงนี้

แน่นอน. จึงเรียกพราหมณ์ ๘ คนมาสั่งว่า พวกท่านจงให้อิ่มหนำสำราญ

ด้วยความใคร่ทุกชนิดยกรูปทองขึ้นสู่รถไปเถิด. พวกท่านจงค้นหาทาริกา

เห็นปานนี้ ในตระกูลที่เสมอด้วยชาติ โคตร และโภคะของเรา. พวก

ท่านจงประทับตราไว้ แล้วให้รูปทองนี้. พราหมณ์เหล่านั้นออกไปด้วย

คิดว่า นี้เป็นกรรมของพวกเรา แล้วคิดต่อไปว่า เราจักไปที่ไหน รู้ว่า

แหล่งของหญิง มีอยู่ในมัททรัฐ เราจักไปมัททรัฐ จึงพากันไปสาคลนคร

ในมัททรัฐ. พวกพราหมณ์ตั้งรูปทองนั้นไว้ที่ท่าน้ำ แล้วพากันไปนั่ง

ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

ครั้งนั้น พี่เลี้ยงของนางภัททา ให้นางภัททาอาบน้ำแต่งตัวแล้ว

ให้นั่งในห้องอันเป็นสิริแล้วมาอาบน้ำ ครั้นเห็นรูปนั้น จึงคุกคามด้วย

สำคัญว่า ลูกสาวนายเรามาอยู่ในที่นี้ กล่าวว่า คนหัวดื้อ เจ้ามาที่นี้ทำไม

เงื้อหอกคือฝ่ามือตกนางภัททาที่สีข้าง กล่าวว่า จงรีบไปเสียว. มือสั่น

เหมือนกระทบที่หิน. พี่เลี้ยงหลีกไป เกิดความรู้สึกว่า ลูกสาวนายของ

เราแต่งตัว กระด้างถึงอย่างนี้. พี่เลี้ยงกล่าวว่า จริงอยู่ แม้ผู้ถือเอาผ้านุ่งนี้

ไม่สมควรแก่ลูกสาวนายของเรา.

ลำดับนั้น พวกคนแวดล้อมพี่เลี้ยงนั้น พากันถามว่า ลูกสาวนาย

ของท่านมีรูปอย่างนี้หรือ. นางกล่าวว่าอะไรกัน นายของเรามีรูปงามกว่า

หญิงนี้ตั้งร้อยเท่าพันเท่า. เมื่อนางนั่งอยู่ในห้องประมาณ ๑๒ ศอก ไม่

ต้องตามประทีป. เพราะแสงสว่างของร่างกายเท่านั้นกำจัดความมืดได้.

พวกมนุษย์กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงมา พาหญิงค่อมนั้นไป ให้ยก

รูปทองไว้ในรถ ตั้งไว้ที่ประตูเรือนของพราหมณ์โกสิยโคตร ประกาศให้รู้

ว่ามา. พราหมณ์ทำปฏิสันถารแล้วถามว่า พวกท่านมาแต่ไหน. พวกมนุษย์

กล่าวว่า พวกเรามาแต่เรือนของกบิลพราหมณ์ ณ บ้านมหาดิตถ์ ใน

แคว้นมคธ ด้วยเหตุชื่อนี้. พราหมณ์กล่าวว่า ดีแล้ว พ่อคุณ. พราหมณ์

ของพวกเรา มีชาติโคตรและสมบัติเสมอกัน เราจักให้นางทาริกา. แล้ว

รับบรรณาการไว้. พราหมณ์เหล่านั้น ส่งข่าวให้กบิลพราหมณ์ทราบว่า

ได้นางทาริกแล้ว โปรดทำสิ่งที่ควรทำเถิด. มารดาบิดาฟังข่าวนั้นแล้ว

จึงบอกแก้ปิปผลิมาณพว่า ข่าวว่า ได้นางทาริกาแล้ว. มาณพคิดว่า

เราคิดว่า เราจักไม่ได้ ก็มารดาบิดากล่าวว่า ได้แล้ว เราไม่ต้องการ

จักส่งหนังสือไป จึงไปในที่ลับ เขียนหนังสือว่า แม่ภัททา จงครอง

เรือนตามสมควรแก่ชาติ โคตร และโภคะของตนเถิด เราจักออกบวช.

ท่านอย่าได้มีความเร่าร้อนใจในภายหลังเลย. แม้นางภัททาก็สดับว่า นัยว่า

มารดาบิดาประสงค์จะยกเราให้แก่ผู้โน้น จึงไปในที่ลับ เขียนหนังสือว่า

บุตรผู้เจริญ จงครองเรือนตามสมควรแก่ชาติ โคตร และโภคะของตนเถิด

เราจักบวช ท่านอย่าได้เดือดร้อนในภายหลังเลย. หนังสือแม้ทั้งสอง ได้

มาถึงพร้อมกันในระหว่างทาง. ถามว่า นี้หนังสือของใคร. ตอบว่า

ปิปผลิมาณพส่งให้นางภัททา. ถามว่า นี้ของใคร. ตอบว่า นางภัททาส่งให้

ปิปผลิมาณพ. คนทั้งสองก็ได้พูดขึ้นว่า พวกท่านจงดูการกระทำของพวก

ทารกเถิด จึงฉีกทิ้งในป่า เขียนหนังสือมีความเหมือนกันส่งไปทั้งข้างนี้และ

ข้างโน้น เมื่อคนทั้งสองไม่ปรารถนาเหมือนกันนั่นแหละ ก็ได้มีการอยู่

ร่วมกัน.

ก็ในวันนั้นเองมาณพก็ให้ร้อยพวงดอกไม้พวกหนึ่ง. แม้นางภัททา

ก็ให้ร้อยพวงหนึ่ง. แม้คนทั้งสองบริโภคอาหารในเวลาเย็นแล้ว จึงวางพวง

ดอกไม้เหล่านั้นไว้กลางที่นอน คิดว่าเราทั้งสองจักเข้านอน มาณพนอน

ข้างขวา นางภัททานอนข้างซ้าย. คนทั้งสองนั้น เพราะกลัวการถูกต้อง

ร่างกายกันและกัน จึงนอนไม่หลับจนล่วงไปตลอด ๓ ยาม. ก็เพียงหัวเราะ

กันในเวลากลางวันก็ไม่มี. คนทั้งสองมิได้ร่วมกันด้วยโลกามิส. เขาทั้งสอง

มิได้สนใจสมบัติตลอดเวลาที่มารดาบิดายังมีชีวิตอยู่ เมื่อมารดาบิดาถึงแก่

กรรมแล้วจึงสนใจ. มาณพมีสมบัติมาก. ในวันหนึ่ง ควรได้ผงทองคำ

ที่ขัดสีร่างกายแล้วทิ้งไว้ประมาณ ๑๒ ทะนาน โดยทะนานของชาวมคธ.

มีสระใหญ่ ๖๐ แห่งติดเครื่องยนต์. มีพื้นที่ทำการงาน ๑๒ โยชน์. มีบ้าน

ทาส ๑๔ แห่งเท่าอนุราธบุรี. มีช้างศึก ๑๔ เชือก รถ ๑๔ คัน. วันหนึ่ง

มาณพขี่ม้าตกแต่งแล้ว มีมหาชนแวดล้อมไปยังพื้นที่การงาน ยืนในที่

สุดเขต เห็นนกมีกาเป็นต้น จิกสัตว์มีไส้เดือนเป็นต้นกิน จากที่ถูกไถ

ทำลาย จึงถามว่า นกเหล่านี้กินอะไร. ตอบว่า กินไส้เดือนจ้ะนาย.

ถามว่า บาปที่นกเหล่านี้ทำจะมีแก่ใคร. ตอบว่า แก่พวกท่านจ้ะนาย.

มาณพคิดว่า บาปที่นกเหล่านี้ทำจะมีแก่เรา. ทรัพย์ ๘๖ โกฏิจักทำอะไร

เราได้. พื้นที่การงานประมาณ ๑๒ โยชน์ จักทำอะไรได้. สระ ๖๐

สระติดเครื่องยนต์ หมู่บ้าน ๑๔ หมู่ จักทำอะไรได้ เราจักมอบสมบัติ

ทั้งหมดนั้นแก่นางภัททา ออกบวช. ในขณะนั้น แม้นางภัททกาปิลานี

ก็ให้เทหม้องา ๓ หม้อลงในระหว่างพื้นที่ พวกพี่เลี้ยงนั่งล้อม. เห็นกากิน

สัตว์ที่กินงา จึงถามว่า กาเหล่านี้กินอะไรแม่. ตอบว่า กินสัตว์จ๊ะ

แม่นาย. ถามว่า อกุศลจะมีแก่ใคร. ตอบว่า จะมีแก่ท่านจ๊ะแม่นาย.

นางคิดว่า เราควรได้ผ้าประมาณ ๔ ศอก และข้าวสุกประมาณทะนาน

หนึ่ง. ก็ผิว่า อกุศลที่ชนประมาณเท่านี้ทำจะมีแก่เรา ด้วยว่า เราไม่สามารถ

จะยกศีรษะขึ้นได้จากวัฏฏะตั้งพันภพ. พอเมื่ออัยยบุตร (มาณพ) มาถึง

เราจักมอบสมบัติทั้งหมดแก่เขาแล้วออกบวช.

มาณพมาอาบน้ำแล้ว ขึ้นสู่ปราสาทหนึ่ง ณ บัลลังก์มีค่ามาก. สำดับ

นั้น ชนทั้งหลายจัดโภชนะอันสมควรแก่จักรพรรดิให้แก่เขา. ทั้งสอง

บริโภคแล้ว เมื่อบริวารชนออกไปแล้ว จึงพูดกันในที่ลับ นั่งในที่สบาย.

แต่นั้นมาณพกล่าวกะนางภัททาว่า ดูก่อนแม่ภัททา ท่านมาสู่เรือนนี้นำ

ทรัพย์มาเท่าไร. นางตอบว่า ๕๕,๐๐๐ เกวียนจ๊ะนาย. มาณพกล่าวว่า

ทรัพย์ ๘๗ โกฏิ และสมบัติมีสระ ๖๐ ติดเครื่องยนต์ มีอยู่ในเรือนนี้

ทั้งหมดนั้นเรามอบให้แก่ท่านผู้เดียว. นางถามว่า ก็ท่านเล่านาย. ตอบว่า

เราจักบวช. นางกล่าวว่า แม้ฉันนั่งมองดูการมาของท่าน. ฉันก็จักบวช

จ้ะนาย.

ทั้งสองคนกล่าวว่า ภพทั้งสามเหมือนบรรณกุฎีที่ถูกไฟไหม้. เรา

จักบวชละ จึงให้นำผ้าเหลืองย้อมด้วยน้ำฝาด และบาตรดินเหนียวมาจาก

ภายในตลาด ยังกันและกันให้ปลงผม บวชด้วยตั้งใจว่า บรรพชาของ

พวกเราอุทิศพระอรหันต์ในโลก เอาบาตรใส่ถลกคล้องบ่า ลงจาก

ปราสาท. บรรดาทาสและกรรมกรในเรือนไม่มีใครรู้เลย. ครั้งนั้นชาว

บ้านทาสจำเขาซึ่งออกบ้านพราหมณ์ไปทางประตูบ้านทาสได้ ด้วยสามารถ

อากัปกิริยา. ชาวบ้านทาสต่างร้องไห้ หมอบลงแทบเท้ากล่าวว่า นายจำ

นายจะทำให้พวกข้าพเจ้าไร้ที่พึ่งหรือ. ทั้งสองกล่าวว่า เราทั้งสองบวช

ด้วยคิดว่า ภพทั้งสามเป็นเหมือนบรรณศาลาที่ถูกไฟไหม้เผาผลาญ. หาก

เราทั้งสองจะทำในพวกท่านคนหนึ่ง ๆ ให้เป็นไท. แม้ร้อยปีก็ยังไม่หมด.

พวกท่านจงชำระศีรษะของพวกท่านแล้วจงเป็นไทเถิด. เมื่อชนเหล่านั้น

ร้องไห้ เขาพากันหลีกไป.

พระเถระเดินไปข้างหน้าเหลียวมองดูคิดว่า หญิงผู้มีค่าในสกลชมพู-

ทวีปชื่อ ภัททกาปิลานีนี้. เดินมาข้างหลังเรา. ข้อที่ใคร ๆ พึงคิดอย่าง

นี้ว่า ท่านทั้งสองนี้แม้บวชแล้วก็ไม่อาจจะพรากจากกันได้ ชื่อว่ากระทำ

กรรมอันไม่สมควร นี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้. อีกอย่างหนึ่งใคร ๆ พึงมี

ใจประทุษร้ายแล้วจะไปตกคลักในอบาย. พระเถระจึงเกิดคิดขึ้นว่า เรา

ควรละหญิงนี้ไป. พระเถระไปข้างหน้าเห็นทางสองแพร่งจึงได้ยืนในที่สุด

ทางสองแพร่งนั้น. แม้นางภัททาก็ได้มายืนไหว้. พระเถระกล่าวกะนางว่า

แม่มหาจำเริญ มหาชนเห็นหญิงเช่นท่านเดินมาข้างหลังเรา แล้วคิดว่า

ท่านทั้งสองนี้ แม้บวชแล้วก็ไม่อาจจะพรากจากกันได้ จะพึงมีจิตร้ายใน

เรา จะไปตกคลักอยู่ในอบาย. เธอจงถือเอาทางหนึ่งในทางสองแพร่งนี้.

ฉันจักไปผู้เดียว. นางภัททากกล่าวว่า ถูกแล้วจ้ะ พระผู้เป็นเจ้า ชื่อว่า

มาตุคามเป็นมลทินของพวกบรรพชิต. ชนทั้งหลายจะชี้โทษของเราว่า

ท่านทั้งสองแม้บวชแล้ว ก็ยังไม่พรากกัน. ขอเชิญท่านถือเอาทางหนึ่ง.

เราทั้งสองจักแยกกัน . นางกระทำประทักษิ ๓ ครั้ง ไหว้ด้วยเบญจางค-

ประดิษฐ์ในฐานะ ๔ ประคองอัญชลีรุ่งเรืองด้วยทสนขสโมธาน มิตร

สันถวะที่ทำมานานประมาณแสนกัป ทำลายลงในวันนี้. พระผู้เป็นเจ้า

ชื่อว่าเป็นทักษิณา ทางเบื้องขวาย่อมควรแก่พระผู้เป็นเจ้า. ดิฉันชื่อว่า

เป็นมาตุคามเป็นฝ่ายซ้าย ทางเบื้องซ้ายย่อมควรแก่ดิฉัน ดังนี้ ไหว้แล้ว

เดินไปสู่ทาง. ในเวลาที่คนทั้งสองแยกจากกัน มหาปฐพีนี้ครืนครั่นสั่น

สะเทือนดุจกล่าวว่า เราแม้สามารถจะทรงเขาในจักรวาลและเขาสิเนรุไว้ได้

ก็ไม่สามารถจะทรงคุณของท่านทั้งสองไว้ได้. ย่อมเป็นไปดุจเสียงสายฟ้า

บนอากาศ. ภูเขาจักรวาลบันลือสั่น.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่ง ณ พระคันธกุฎีใกล้มหาวิหาร

เวฬุวัน ทรงสดับเสียงแผ่นดินไหว ทรงพระรำพึงว่า แผ่นดินไหวเพื่อ

ใครหนอ ทรงทราบว่า ปิปผลิมาณพและนางภัททกาปิลานี สละสมบัติ

มากมายอุทิศเรา. การไหวของเผ่นดินนี้ เกิดด้วยกำลังคุณของคนทั้งสอง

ในที่ที่เขาจากกัน แม้เราก็ควรทำการสงเคราะห์แก่เขาทั้งสอง จึงเสด็จ

ออกจากพระคันธกุฎี ทรงถือบาตรและจีวรด้วยพระองค์เอง ไม่ทรง

ปรึกษาใคร ๆ ในบรรดามหาเถระ ๘๐ ทรงกระทำการต้อนรับประมาณ

๓ คาวุต ประทับนั่งขัดสมาธิ ณ โคนต้นพหุปุตตกนิโครธ ในระหว่าง

กรุงราชคฤห์และกรุงนาลันทา. ก็เมื่อประทับนั่ง มิได้ประทับนั่งเหมือน

ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตรรูปใดรูปหนึ่ง ทรงถือเพศแห่งพระพุทธเจ้า

ประทับนั่งเปล่งพระพุทธรัศมีเป็นลำสู่ที่ประมาณ ๘๐ ศอก. . ในขณะนั้น

พระพุทธรัศมีประมาณเท่าใบไม้ ร่ม ล้อเกวียน และเรือนยอดเป็นต้น

แผ่ซ่านส่ายไปข้างโน้นข้างนี้ ปรากฏการณ์ดุจเวลาพระจันทร์และพระ-

อาทิตย์ขึ้นพันดวง ได้กระทำบริเวณป่าใหญ่ให้แสงสว่างเป็นอันเดียวกัน

ด้วยประการฉะนี้.

บริเวณป่ารุ่งเรืองด้วยสิริแห่งมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ดุจท้องฟ้า

รุ่งโรจน์ด้วยหมู่ดาว ดุจน้ำมีกลุ่มดอกบัวบานสะพรั่ง. ลำต้นนิโครธมี

สีขาว. ใบสีเขียว ใบแก่สีแดง. แต่ในวันนั้นต้นนิโครธพร้อมลำต้นและกิ่ง

มีสีเหมือนทอง. พึงทราบอนุปุพพิกถาที่ท่านกล่าวความแห่งบทว่า

อทฺธานมคฺคํ ปฏิปนฺโน แล้วกล่าวว่า บัดนี้ ผู้นี้บวชแล้วด้วยประการใด

และเดินทางไกลด้วยประการใด เพื่อให้เนื้อความนี้แจ่มแจ้งพึงกล่าว

อนุปุพพิกถานี้ตั้งแต่อภินิหารอย่างนี้.

บทว่า อนฺตรา จ ราชคหํ อนฺตรา จ นาฬนฺทํ ความว่า ใน

ระหว่างกรุงราชคฤห์และกรุงนาลันทา. บทว่า สตฺถารญฺจ วตาหํ

ปสฺเสยฺยํ ภควนฺตเมว ปสฺเสยยํ ความว่า หากว่า เราพึงเห็นพระ-

ศาสดาไซร้. เราพึงเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพุทธะนี้แล. เพราะ

ศาสดาอื่นจากนี้ไม่สามารถจะเป็นของเราได้เลย. บทว่า สุคตญฺจ วตาหํ

ปสฺเสยฺยํ ภควนฺตเมว ปสฺเสยฺยํ ความว่า หากเราพึงเห็นท่านผู้ชื่อว่า

สุคต เพราะความที่แห่งสัมมาปฏิบัติอันท่านถึงแล้วด้วยดีไซร้ เราพึงเห็น

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพุทธะนี้แล. เพราะพระสุคตอื่นจากนี้ไม่สามารถ

จะเป็นของเราได้.

บทว่า สมฺมาสมฺพุทฺธญฺจ วตาหํ ปสฺเสยฺยํ ภควนฺตเมว ปสฺเสยฺย

ความว่า หากเราพึงเห็นท่านผู้ชื่อว่าสัมมาสัมพุทธะ เพราะเป็นผู้ตรัสรู้เอง

โดยชอบไซร้. เราพึงเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าองค์นี้แล. เพราะพระสัมมา-

สัมพุทธะอื่นจากนี้ไม่สามารถจะมีแก่เราได้ นี้เป็นความประสงค์ในข้อนี้

ด้วยประการฉะนี้. เกจิอาจารย์แสดงว่า ดูก่อนผู้มีอายุ เรามิได้มีความ

สงสัยในพระผู้มีภาคพระเจ้าว่า นี้พระศาสดา นี้พระสุคต นี้พระสัมมา-

สัมพุทธเจ้า ด้วยการเห็นเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า สตฺถา เม ภนฺเต นี้ มาแล้ว ๒ ครั้งก็จริง แต่พึง

ทราบว่า ท่านกล่าวแล้ว ๓ ครั้ง. เกจิอาจารย์แสดงว่า ด้วยบทนี้ ดูก่อน

ผู้มีอายุ เราประกาศความเป็นสาวก ๓ ครั้งอย่างนี้. บทว่า อชานญฺเญว

แปลว่า ไม่รู้อยู่. แม้ในบทที่ ๒ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า มุทฺธาปิ

ตสฺส วิปเตยฺย ความว่า สาวกผู้มีจิตเสื่อมใสทุ่มเทจิตใจทั้งหมดอย่างนี้

พึงทำความเคารพอย่างยิ่งเห็นปานนี้ ต่อศาสดาภายนอกอื่นผู้ไม่รู้ปฏิญญาว่า

เรารู้ ศีรษะของศาสดานั้นพึงหลุดจากคอ ดุจตาลสุกหล่นฉะนั้น. อธิบายว่า

ก็ศีรษะพึงแยกออก ๗ เสี่ยง. หรือด้วยเรื่องมีเปรียบเทียบไว้อย่างไร.

หากพระมหากัสสปเถระพึงทำความเคารพอย่างยิ่งนี้ ด้วยจิตเลื่อมใส

ต่อมหาสมุทร. มหาสมุทรจะต้องถึงความเหือดแห้ง ดุจหยาดน้ำที่ใส่ใน

กระเบื้องร้อน. หากพึงทำความเคารพต่อจักรวาล. จักรวาลต้องกระจัด

กระจายดุจกำแกลบ. หากพึงทำความเคารพต่อเขาสิเนรุ. เขาสิเนรุต้อง

ย่อยยับดุจก้อนแป้งที่ถูกกาจิก หากพึงทำความเคารพต่อแผ่นดิน. แผ่นดิน

ต้องกระจัดกระจายดุจผุยผงที่ถูกลมหอบมา. ก็การทำความเคารพของพระ-

เถระเห็นปานนี้ ไม่สามารถแม้เพียงทำขุมขน ณ เบื้องหลังพระบาทสีดุจ

ทองของพระศาสดาให้กำเริบได้ อนึ่ง พระมหากสัสปยกไว้เถิด ภิกษุเช่น

พระมหากัสสปตั้งพันตั้งแสน ก็ไม่สามารถแม้เพียงทำขุมขนเบื้องหลังพระ-

บาทของพระทศพลให้กำเริบได้ หรือแม้เพียงผ้าบังสุกุลจีวรให้ไหวได้.

ด้วยการแสดงความเคารพ จริงอยู่ พระศาสดามีอานุภาพมากด้วยประการ

ฉะนี้.

ตสฺมาติห เต กสฺสป ความว่า เพราะเราเมื่อรู้ เราก็กล่าวว่า

เรารู้ และเมื่อเห็น เราก็กล่าวว่า เราเห็น ฉะนั้น ดูก่อนกัสสป เธอพึงศึกษา

อย่างนี้. บทว่า ติพฺพํ แปลว่า หนา คือใหญ่. บทว่า หิโรตฺตปฺปํ

ได้แก่ หิริและโอตตัปปะ. บทว่า ปจฺจุปฏฺฐิตํ ภวิสฺสติ ได้แก่ จักเข้า

ไปตั้งไว้ก่อน. อธิบายว่า จริงอยู่ ผู้ใดยังหิริและโอตตัปปะให้เข้าไปตั้ง

ไว้ในพระเถระเป็นต้นแล้วเข้าไปหา. แม้พระเถระเป็นต้นก็เป็นผู้มีหิริและ

โอตตัปปะเข้าไปหาผู้นั้น นี้เป็นอานิสงส์ในข้อนี้ ด้วยประการฉะนี้. บทว่า

กุสลูปสญฺหิตํ คืออาศัยธรรมเป็นกุศล. บทว่า อฏฺฐิกตฺวา ความว่า

ทำตนให้เป็นประโยชน์ด้วยธรรมนั้น หรือทำธรรมนั้นให้เป็นประโยชน์

ว่า นี้ประโยชน์ของเรา ดังนี้. บทว่า มนสิกตฺวา คือตั้งไว้ในใจ. บทว่า

สพฺพเจตโส สมนฺนาหริตฺวา ความว่า ไม่ให้จิตไปภายนอกได้แม้แต่น้อย

รวบรวมไว้ด้วยประมวลมาทั้งหมด. บทว่า โอหิตโสโต แปลว่า เงี่ยหู.

อธิบายว่า เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักตั้งญาณโสตและปสาทโสตแล้ว

ฟังธรรมที่เราแสดงแล้วโดยเคารพ. บทว่า สาตสหคตา จ เม กาย-

คตาสติ ความว่า กายคตสติสัมปยุตด้วยสุข ด้วยสามารถปฐมฌาน

ในอสุภกรรมฐานและในอานาปานกรรมฐาน.

ก็โอวาทนี้มี ๓ อย่าง. บรรพชาและอุปสมบทนี้แลได้มีแก่พระ-

เถระ. บทว่า สาโณ ได้แก่ เป็นผู้มีกิเลสคือเป็นหนี้. บทว่า รฏฺฐปิณฺฑํ

ภุญฺชึ ได้แก่ บริโภคอาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธา.

จริงอยู่ การบริโภคมี ๔ อย่าง คือ ไถยบริโภค ๑ อิณบริโภค ๑

ทายัชชบริโภค ๑ สามิบริโภค ๑. ในบริโภคเหล่านั้น ภิกษุเป็นผู้ทุศีล

แม้นั่งบริโภคในท่ามกลางสงฆ์ ก็ชื่อว่า ไถยบริโภค. เพราะเหตุไร

เพราะไม่เป็นอิสระในปัจจัย ๔. ผู้มีศีล ไม่พิจารณาบริโภค ชื่อว่า

ของ ไม่เป็นหนี้บริโภค ด้วยประการฉะนี้ เพราะเหตุนั้น พระเถระเมื่อ

ทำการบริโภคซึ่งตนเป็นปุถุชนบริโภค ให้เป็นอิณบริโภค จึงกล่าว

อย่างนี้.

บทว่า อฏฺฐมิยา อญญา อุทปาทิ ได้แก่ พระอรหัตผลเกิด

ขึ้นแล้วในวันที่ ๘. บทว่า อถโข ภควา มคฺคา โอกฺกมฺม ความว่า

การหลีกจากหนทางไปก่อน ได้มีแล้วในวันนั้น ภายหลังจึงได้บรรลุ

พระอรหัต. ก็ท่านแสดงการบรรลุพระอรหัตก่อน เพราะเทศนาวาระมา

แล้วอย่างนี้. ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงหลีก

จากหนทาง. ตอบว่า ได้ยินว่า พระองค์ได้ทรงดำริอย่างนี้ว่า เราจัก

ทำภิกษุนี้ให้เป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร มีอาสวะเดียว

เป็นวัตร เพราะฉะนั้น พระองค์จึงหลีกไป.

บทว่า มุทุกา โข ตยายํ ได้แก่ ผ้าสังฆาฏินี้แล ของท่าน

อ่อนนุ่ม. ก็แล พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อลูบคลำจีวรนั้นด้วยปลาย

พระหัตถ์ มีสีดังดอกปทุม จึงตรัสพระวาจานี้. ถามว่า พระองค์ตรัส

อย่างนี้ เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะทรงประสงค์จะเปลี่ยนจีวรกับ

พระเถระ. ถามว่า พระองค์ทรงประสงค์จะเปลี่ยนเพราะเหตุไร. ตอบว่า

เพราะทรงประสงค์จะตั้งพระเถระไว้ในตำแหน่งของพระองค์. ก็เพราะเมื่อ

ท่านกล่าวคุณของจีวรหรือบาตร พระเถระจึงกราบทูลว่า ขอพระองค์จง

ทรงรับจีวรนี้เพื่อพระองค์เถิด นี้เป็นจารีต ฉะนั้น จึงกราบทูลว่า ข้า

แต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรงรับของข้าพระองค์เถิด.

พระองค์จึงตรัสว่า ก็กัสสป เธอจักครอบผ้าบังสุกุลทำด้วยผ้าป่านของเรา

ได้ไหม เธอจักอาจเพื่อห่มได้ไหม ดังนี้. ก็แล พระองค์ทรงหมายถึง

กำลังกาย จึงตรัสแล้วอย่างนี้ ก็หามิได้ แต่ทรงหมายถึงการปฏิบัติให้

บริบูรณ์ จึงตรัสอย่างนี้.

ในข้อนี้มีอธิบายดังนี้ :- จีวรนี้ที่เขาห่ม ทาสีชื่อปุณณะทิ้งไว้ใน

ป่าช้าผีดิบ เราเข้าไปสู่ป่าช้านั้นอันมีตัวสัตว์กระจายอยู่ ประมาณทะนาน

หนึ่ง กำจัดตัวสัตว์เหล่านั้นแล้ว ตั้งอยู่ในมหาอริยวงศ์ ถือเอา. ในวันที่

เราถือเอาจีวรนี้ มหาปฐพีในหมื่นจักรวาลส่งเสียงสั่นสะเทือน อากาศนั้น

ส่งเสียง ตฏะ ตฏะ เทวดาในจักรวาลได้ให้สาธุการว่า ภิกษุผู้ถือเอา

จีวรนี้ ควรเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรตามธรรมชาติ นั่งอาสนะเดียวเป็น

วัตรตามธรรมชาติ เที่ยวไปตามลำดับตรอกเป็นวัตรตามธรรมชาติ ท่าน

จักอาจทำให้ควรแก่จีวรนี้ได้ ดังนี้. แม้พระเถระตนเองทรงไว้ซึ่งกำลัง

ช้าง ๕ เชือก. ท่านจึงไม่ตรึกถึงข้อนั้น ใคร่จะทำให้สมควรแก่สุคตจีวร

ด้วยความอุตสาหะว่า เราจักยังการปฏิบัตินั้นให้บริบูรณ์ ดังนี้ จึงกราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักครอง ดังนี้. บทว่า ปฏิปชฺชึ

ได้แก่ เราได้ปฏิบัติแล้ว ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำการเปลี่ยนจีวรกัน

อย่างนี้แล้ว ทรงครองจีวรที่พระเถระครอง พระเถระครองจีวรของ

พระศาสดา. สมัยนั้น มหาปฐพีสั่นสะเทือนจนถึงน้ำรองแผ่นดิน.

ในบทว่า ภควโต ปุตฺโต เป็นต้น ความว่า พระเถระอาศัย

พระผู้มีพระภาคเจ้าเกิดแล้วโดยอริยชาติ ดังนั้นบุตรของพระผู้มี-

พระภาคเจ้า ชื่อว่าผู้เกิดแต่อก เกิดแต่พระโอษฐ์ เพราะอยู่ในอก ตั้งอยู่

ในบรรพชาและอุปสมบทด้วยอำนาจพระโอวาทออกจากพระโอษฐ์ ชื่อว่า

ผู้เกิดแต่พระธรรมอันธรรมนิรมิตแล้ว เพราะเกิดแต่พระโอวาทธรรม

และเพราะทรงนิมิตด้วยพระโอวาทธรรม ชื่อว่าธรรมทายาท เพราะ

ควรซึ่งทายาทคือพระธรรมโอวาท หรือทายาทคือโลกุตรธรรม ๙. บทว่า

ปฏิคฺคหิตานิ สาณานิ ปํสุกูลานิ ความว่า รับผ้าบังสุกุลจีวร

อันพระศาสดาทรงครองแล้ว เพื่อประโยชน์แก่การครอง.

บทว่า สมฺมา วทมาโน วเทยฺย ความว่า เมื่อบุคคลจะพูดให้ถูก

พึงพูดถึงบุคคลใดด้วยคุณเป็นต้นว่า บุตรของพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อ

พูดถึงบุคคลนั้นให้ถูกพึงพูดถึงเราว่า เรามีรูปเห็นปานนี้ ดังนี้. บรรพชา

อันพระเถระให้บริสุทธิ์แล้วด้วยคำมีประมาณเท่านี้. ในข้อนี้มีอธิบายว่าท่าน

ผู้มีอายุ อุปัชฌาย์อาจารย์ของผู้ใดไม่ปรากฏ ผู้นั้นอุปัชฌาย์ไม่ อาจารย์

ไม่มี โกนหัวโล้นถือเอาผ้ากาสายะเอง ถึงการนับว่าเขารีตเดียรถีย์หรือ ได้

การต้อนรับตลอดหนทาง ๓ คาวุตอย่างนี้ ได้บรรพชาหรืออุปสมบทด้วย

โอวาท ๓ ได้เปลี่ยนจีวรด้วยกาย ท่านเห็นคำแม้ทุพภาษิตเพียงไรของ

ถุลลนันทาภิกษุณีไหม. พระเถระให้บรรพชาบริสุทธิ์อย่างนี้แล้ว บัดนี้

เพื่อบันลือสีหนาทด้วยอภิญญา ๖ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อหํ โข อาวุโส.

คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยก่อนนั่นแล.

จบอรรถกถาจีวรสูตรที่ ๑๑

ดูเพิ่ม[แก้ไข]