อรรถกถา จุลลหัตถิปโทปมสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาจุลลหัตถิปโทปมสูตร
จุลลหัตตถิปโทปมสูตร เริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้:-
พึงทราบวินิจฉัยในจุลลหัตถิปโทปมสูตรนั้นดังต่อไปนี้ บทว่า สพฺ-

พเสเตน วฬวาภิรเถน ความว่า รถที่เทียมด้วยลา ๔ จำพวก ขาวสิ้นที่

ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ได้ยินว่า ม้าขาว มีเครื่องประดับขาวที่เทียมแล้ว รถขาว

มีเครื่องประดับขาว มีบริวารขาว รัศมีขาว แส้ขาว ฉัตรขาว อุณหิสขาว

ผ้าขาว รองเท้าขาว พัดด้วยพัดวาลวิชนีขาว. ก็ธรรมดาว่ารถนี้มี ๒ อย่าง

คือ รถรบกับรถประดับ. บรรดารถทั้ง ๒ นั้น รถรบมีทรง ๔ เหลี่ยม ไม่

ใหญ่นัก สามารถจุคนได้ ๒-๓ คน รถประดับคันใหญ่ทั้งยาวทั้งกว้าง. ในรถ

ประดับ คน ๘ คน หรือ ๑๐ คน คือคนกั้นร่ม คนถือพัดวีชนี คนถือพัดใบตาล

สามารถจะยืน นั่ง หรือนอนได้ตามสะดวก แม้รถนี้ชื่อว่ารถประดับอย่างเดียว.

รถนั้นทั้งหมด พร้อมด้วยล้อ หน้าต่างและธูปรถ ขลิบด้วยเงิน. ลาตามปกติ

ก็สีขาว แม้เครื่องประดับลาเหล่านั้น ก็ทำด้วยเงิน แม้เชือกที่ชุบน้ำประสาน

เงิน แม้แส้ก็ขลิบด้วยเงิน แม้พราหมณ์ก็นุ่งผ้าขาวห่มผ้าขาว ลูบไล้เครื่อง

ไล้ขาว ประดับมาลัยขาว สรวมแหวนทั้ง ๑๐ นิ้ว ติดตุ้มหูทั้ง ๒ ข้าง รวม

ความดังกล่าวมานี้เป็นต้น แม้เครื่องประดับของรถนั้น ก็เป็นเงินทั้งนั้น. แม้

พราหมณ์ผู้เป็นบริวารของพราหมณ์นั้น ก็ประดับด้วยผ้าเครื่องลูบไล้ของหอม

และมาลัยขาวอย่างนั้นเหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สพฺพเสเตน

วฬวาภิรเถน.

บทว่า สาวตฺถิยา นิยฺยาติ ความว่า ได้ยินว่า ทุก ๖ เดือน

พราหมณ์นั้น จะทำประทักษิณพระนครครั้งหนึ่ง. จะมีการโฆษณาล่วงหน้าไว้ว่า

พราหมณ์จะทำประทักษิณ พระนครวันเท่านี้นับจากวันนี้. คนทั้งหลายฟังเรื่อง

นั้นแล้ว พวกที่ไม่ไปจากพระนครก็ไม่ไป แม้พวกที่ไปแล้วก็กลับมาด้วยหมาย

จะชมสิริสมบัติของผู้มีบุญ. วันใด พราหมณ์ทำประทักษิณพระนคร วันนั้น

แต่เช้าตรู่ ผู้คนก็จะกวาดถนนในพระนคร เกลี่ยทราย โปรยดอกไม้พร้อม

ข้าวตอก ตั้งหม้อน้ำที่มีน้ำเต็ม ยกต้นกล้วยและธง ทำพระนครทั้งสิ้นให้หอม

ตระหลบไปด้วยกลิ่นธูป. แต่เช้าตรู่ พราหมณ์ก็อาบน้ำดำเกล้า กินอาหาร

เบาก่อนอาหารหนัก แต่งตัวด้วยผ้าขาวเป็นต้น โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล

ลงจากปราสาทแล้วขึ้นรถ. ครั้งนั้นพราหมณ์เหล่านั้น ประดับด้วยผ้าเครื่อง

ลูบไล้และมาลาขาวทั้งสิ้น ถือร่มขาวล้อมชาณุโสณิพราหมณ์นั้น. ต่อแต่นั้น

ก็แจกผลไม้น้อยใหญ่แก่พวกเด็กรุ่น ๆ ก่อนทีเทียว เพื่อให้มหาชนประชุมกัน

ต่อแต่นั้นก็โปรยมาสก และกหาปณะ มหาชนก็ชุมนุมกัน ต่างก็ส่งเสียงโห่ร้อง

กึกก้องและยกผ้าโบกสะบัดไปทั่ว. ลำดับนั้น เมื่อมังคลิกพราหมณ์และโสวัตถิก

พราหมณ์เป็นต้น ทำการมงคลและสวัสดิ์มงคล ทำประทักษิณพระนครด้วย

สมบัติอันใหญ่. มนุษย์ผู้มีบุญทั้งหลายก็ขึ้นไปปราสาทชั้นเดียวเป็นต้น เปิด

หน้าต่างและประตูเสมือนภาชนะขาวมองดู. ฝ่ายพราหมณ์มุ่งหน้าไปทางประตู

ด้านทิศใต้ ประหนึ่งครอบพระนครไว้ด้วยสมบัติ คือ ยศและสิริของตน.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สาวตฺถิยา นิยฺยาติ.

บทว่า ทิวาทิวสฺส แปลว่าวันของวัน อธิบายว่า เวลากลางวัน .

บทว่า ปิโลติกํ ปริพฺพาชกํ ได้แก่ ปริพาชกผู้ได้ชื่อโดยเรียกเป็นเพศหญิง

อย่างนี้ว่า ปิโลติกา. ได้ยินว่า ปริพาชกนั้นเป็นหนุ่มอยู่ในปฐมวัย มีวรรณ

ดังทองคำเป็นพุทธอุปฐาก กระทำอุปัฏฐากพระตถาคต และพระมหาเถระแต่

เช้าตรู่ ถือเอาไม้ ๓ อันและเครื่องบริขารมีคณโฑน้ำเป็นต้น ออกจากพระ

เชตวัน เดินมุ่งหน้าไปทางพระนคร. ชาณุโสณิพราหมณ์นั้นเห็นปิโลติกปริ-

พาชกนั้นเดินมาแต่ไกล. บทว่า เอตทโวจ ความว่า ชาณุโสณิพราหมณ์

จำได้ว่า ปิโลติกปริพาชก เคยมาสำนักโดยลำดับ จึงกล่าวคำระบุโคตร

ตระกูลว่า เชิญซิ ท่านวัจฉายนะไปไหนมา. ในบทว่า ปณฺฑิโต มญฺญติ

นี้ มีความอย่างนี้ว่า ท่านวัจฉายนะยังสำคัญพระสมณโคดมว่าเป็นบัณฑิตอยู่

หรือไม่เล่า. บทว่า โก จาหํ โภ ความว่า ข้าพเจ้าจะรู้ความมีปัญญาและ

ความฉลาด ของพระสมณโคดม ได้แต่ไหนเล่า. ด้วยคำว่า โก จ สมณสฺส

โคตมสฺส ปญฺญาเวยฺยตฺติยํ ชานิสฺสามิ นี้ ปิโลติกปริพาชกแสดงว่า

คนไม่รู้ แม้ทุกประการอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าจักรู้ความมีปัญญาและความฉลาด

ของพระสมณโคดมได้แต่ที่ไหน จักรู้ด้วยเหตุไร. ด้วยบทว่า โสปิ นูนสฺส

ตาทิโส จ นี้ ปิโลติกปริพาชก แสดงว่า ผู้ใดจะพึงรู้ความมีปัญญาและ

ความฉลาดของพระสมณโคดม แม้ผู้นั้น ก็ต้องบำเพ็ญบารมี ๑๐ บรรลุพระ

สัพพัญุตญาณเป็นพระพุทธเจ้าเช่นนั้น ผู้ต้องการจะวัดภูเขาสิเนรุ ภูเขา

หิมวันต์ แผ่นดิน หรืออากาศควรจะได้ไม้หรือเชือกประมาณเท่านั้น แม้ผู้จะรู้

พระปัญญา ของพระสมณโคดม ก็ควรจะได้พระสัพพัญญุตญาณเสมือนพระญาณ

ของพระองค์นั่นเทียว. ท่านกระทำการกล่าวย้ำไว้ในที่นี้ โดยความเอื้อเฟื้อ.

บทว่า อุฬาราย แปลว่า สูงสุด ประเสริฐสุด. บทว่า โก จาหํ โภ

ความว่า เราจะพึงสรรเสริญพระสมณะโคดม ได้แต่ไหน. บทว่า โก จ

สมณํ โคตมํ ปสํสิสฺสามิ ความว่า ข้าพเจ้าจักสรรเสริญด้วยเหตุไร. บทว่า

ปสฏฺฐปฺปสฏฺโฐ ความว่าเป็นผู้ประเสริฐ โดยคุณของตนเหนือคนอื่น โดย

คุณทั้งปวงที่ชาวโลกเขาสรรเสริญเเล้ว

พระองค์ไม่มีกิจคือสรรเสริฐด้วยคุณอย่างอื่น เปรียบเหมือน

ดอกจัมปา ดอกอุบล ดอกปทุม หรือจันทน์แดง ย่อมสดใสและมี

กลิ่นหอมโดยสิริแห่งสีและกลิ่นของมัน มันไม่มีกิจที่จะชมเชยโดยสีและกลิ่นที่

จรมา และเปรียบเหมือนแก้วมณีหรือดวงจันทร์ ย่อมโอภาสโดยแสงสว่าง

ของตนเท่านั้น มันหามีกิจด้วยแสงสว่างด้วยอย่างอื่นไม่ ฉันใด พระสมณ

โคดม ก็ฉันนั้น เป็นผู้อันบัณฑิตสรรเสริญ ชมเชยโดยคุณของตน

ที่โลกทั้งปวงเขาสรรเสริญแล้ว คือให้ถึงความประเสริฐสุดแห่งโลกทั้งปวง

พระองค์หามีกิจคือการสรรเสริญด้วยการสรรเสริญอย่างอื่นไม่ อีกนัยหนึ่ง

เป็นผู้ประเสริฐ กว่าผู้ประเสริฐทั้งหลาย แม้เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ปสัฏฐัปป-

สัฏฐะ ผู้ประเสริฐสุดกว่าผู้ประเสริฐสุดทั้งหลาย. ก็คนอื่น ๆ เหล่าไรเล่า

ชื่อว่าเป็นผู้ประเสริฐสุด. พระเจ้าปเสนทิโกศล เป็นผู้ประเสริฐกว่าชาวกาสี

และโกศลทั้งหลาย พระเจ้าพิมพิสาร เป็นผู้ประเสริฐกว่าชาวอังคะและชาว

มคธะ เจ้าลิจฉวี กรุงเวสาลี ประเสริรกว่าชาวแคว้นวัชชี เจ้ามัลละกรุงปาวา

เจ้ามัสละกรุงโกสินารา แม้เจ้านั้น ๆ องค์อื่น ประเสริฐกว่าชาวชนบทนั้น ๆ

พราหมณ์มีจังกีพราหมณ์เป็นต้น ประเสริฐกว่าหมู่พราหมณ์ทั้งหลาย อุบาสก

มีท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีเป็นต้น ประเสริฐกว่าหมู่อุบาสก อุบาสิกา มีนาง

วิสาขาอุบาสิกาเป็นต้นประเสริฐกว่าอุบาสิกาหลายร้อย ปริพาชก มีสกุลุทายิ

เป็นต้น ประเสริฐกว่า ปริพาชกหลายร้อย. มหาสาวิกา มีอุบลวรรณาเถรี

เป็นต้น ประเสริฐกว่าภิกษุณีหลายร้อย พระมหาสาวก มีพระสารีบุตรเถระ

เป็นต้น ประเสริฐกว่าภิกษุหลายร้อย เทพทั้งหลาย มีท้าวสักกะเป็นต้น

ประเสริฐกว่าเทพทั้งหลาย พรหมทั้งหลาย มีมหาพรหมเป็นต้น ประเสริฐ

กว่าพรหมหลายพัน ท่านเหล่านั้น ย่อมชมเชย ยกย่อง สรรเสริญ พระทสพล

หมดทุกคน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าท่านจึงเรียกว่า ปสัฏฐัปป

สัฏฐะ ประเสริฐกว่าผู้ประเสริฐ. บทว่า อตฺถวสํ แปลว่า อานิสงส์ประโยชน์.

ครั้งนั้น ปริพาชก เมื่อบอกเหตุแห่งความเลื่อมใสของตนแก่

ชาณุโสณิพราหมณ์นั้น จึงกล่าวว่า เสยฺยถาปิ โภ กุสโล นาควนิโก

เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาควนิโก ได้แก่บุรุษ ผู้เรียนศิลปะ

ชาวนาควัน. ก็บุรุษผู้เรียนศิลปะจากผู้อื่น เรียกว่า นาควนิกะ. บทว่า

จตฺตาริ ปทานิ ได้แก่บทคือญาณ คือรอยคือญาณ ๔ อธิบายว่า ฐานที่

ญาณเหยียบ. บทว่า ปณฺทิเต ในคำว่า ขตฺติยปณฺทิเต เป็นต้น ได้แก่

ผู้ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิต. บทว่า นิปุเณ แปลว่า ผู้ละเอียดคือผู้รู้

อรรถอันละเอียด ได้แก่ผู้สามารถแทงตลอดอรรถอันละเอียดอื่น ๆ. บทว่า

กตปรปฺปวาเท ได้แก่ รู้ปรัปปวาท และทำการย่ำยีปรัปปวาทะ. บทว่า

วาลเวธิรูเป แปลว่า เสมือน นายขมังธนูผู้ยิงขนทราย. บทว่า เต ภินฺทนฺตา

มญฺเญ จรนฺติ ความว่า เที่ยวไปประหนึ่งทำลายทิฏฐิของผู้อื่น แม้อย่าง

ละเอียดด้วยปัญญาของตนเหมือนนายขมังธนูผู้ยิงขนทราย. บทว่า ปญฺหํ

อภิสงฺขโรนฺติ ได้แก่ ตั้งปัญหา ๒ บทบ้าง ๓ บทบ้าง ๔ บทบ้าง. บทว่า

วาทํ อาโรเปสฺสาม ได้แก่ยกโทษขึ้น. บทว่า น เจว สมณํ โคตมํ ปญฺหํ

ปุจฺฉนฺติ ความว่า เพราะเหตุไรจึงไม่ถาม.

ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงธรรมท่ามกลางบริษัท

จึงทรงตรวจดูอัธยาศัยของบริษัท แต่นั้นก็ทรงเห็นว่า ขัตติยปัณฑิตเหล่านั้น

มาแต่งปัญหาที่ลี้ลับ ชื่อว่า โอวัฏฏิกสารูปัญหาวกวน พระองค์มิได้ถูก

ขัตติยบัณฑิตถามเลย เมื่อตรัสถามปัญหาเหล่านี้ว่า ในการถามปัญหา มีโทษ

เพียงเท่านี้ ในการตอบปัญหา มีโทษเพียงเท่านี้ ในอรรถ บท อักขระ

มีโทษเพียงเท่านี้ พึงตรัสถามอย่างนี้ เมื่อจะทรงตอบ พึงตอบอย่างนี้

เพราะฉะนั้น จึงทรงใส่ไว้ในระหว่างธรรมกถา แล้วทรงกำจัดปัญหา

ที่ขัตติยบัณฑิตนำมาแต่งเป็นโอวัฏฏิกปัญหาเสียด้วยประการฉะนี้. เหล่าขัตติย

บัณฑิตย่อมจะดีใจว่า เป็นการดีสำหรับเราหนอ ที่พวกเราไม่ต้องถาม

ปัญหานี้ ก็ถ้าพึงถามไซร้ พระสมณโคดมพึงทอดทิ้งพวกเราให้หมดที่พึง.

อีกอย่างหนึ่ง ธรรมดาว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายเมื่อแสดงธรรมย่อมแผ่

เมตตาไปยังบริษัท มหาชนย่อมมีจิตเลื่อมใสในพระทศพล ด้วยการแผ่

เมตตา. ก็พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระรูปพระโฉมเลอเลิศ น่าชม มีพระ-

สุรเสียงไพเราะ มีพระชิวหาอ่อนนุ่ม มีไรพระทนต์เรียบสนิท ตรัสธรรม

เหมือนโสรจสรงหทัยด้วยน้ำอมฤต. ณ ที่นั้น คนเหล่านั้นที่มีจิตเลื่อมในเพราะ

ทรงแผ่เมตตา ก็มีความคิดอย่างนี้ว่า พวกเราไม่อาจทำตัวเป็นข้าศึกกับพระผู้มี

พระภาคเจ้า ผู้ตรัสพระวาจาไม่เป็นสอง พระวาจาไม่เป็นโมฆะ พระวาจา

ที่นำสัตว์ออกจากทุกข์ เห็นปานฉะนี้ จึงไม่ทูลถาม เพราะตนเลื่อมใสเสียแล้ว.

บทว่า อญฺญทตฺถุํ แปลว่า โดยส่วนเดียว. บทว่า สาวกา สมฺปชฺชนฺติ ได้แก่

เป็นสาวกโดยการถึงสรณะ. บทว่า ตทนุตฺตรํ ตัดบทเป็น ตํ อนุตฺตรํ. บทว่า

พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ได้แก่ พระอรหัตผลอันเป็นที่สุดแห่งมรรคพรหม

จรรย์. จริงอยู่ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมบวชเพื่ออรหัตผลนั้น. บทว่า

มนํ วต โภ อนสฺสาม ความว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าเราไม่พึงเข้าไปเฝ้าไซร้

เราจะพึงเสียหา เพราะเพียงไม่ได้เข้าใกล้เล็กน้อยเท่านี้ แต่พวกเราไม่ได้เสีย

หายเลย ด้วยเหตุเพียงเข้าเฝ้า. บทที่ ๒ ก็เป็นไวพจน์ของบทต้นนั่นแหละ ใน

คำว่า อสฺสมณาว สมานา เป็นต้น ความว่า ชื่อว่า ไม่เป็นสมณะเพราะไม่

สงบบาป ชื่อว่า ไม่เป็นพราหมณ์เพราะไม่ลอยบาป และไม่ได้เป็นอรหันต์

เพราะไม่กำจัดข้าศึก คือกิเลส. บทว่า อุทานํ อุทาเนสิ ได้แก่ น้ำขึ้นซึ่งสิ่ง

ควรน้ำขึ้น. เหมือนอย่างว่า น้ำมันใดไม่สามารถจะจับเครื่องตวงอยู่ได้ ไหล

เลยไป น้ำมันนั้นท่านเรียกว่า อวเสกะ ซึมไปเอง และน้ำใดไม่อาจะติดสระอยู่

ได้ล้นไปเอง น้ำนั้นเรียกว่า โอฆะน้ำหลาก ฉันใด ถ้อยคำที่เกิดจากปีติอันใด

ย่อมไม่สามารถจะยึดหทัยไว้ได้ก็ล้นออกไปข้างนอก ไม่อยู่ข้างใน คำนั้นก็เรียกว่า

อุทาน ฉันนั้น. อธิบายว่า เปล่งคำที่เกิดจากปีติ เห็นปานฉะนี้. บทว่า

หตฺถิปโทปโม วิเคราะห์ว่า ร้อยเท้าช้างเป็นอุปมาของธรรมะนั้น เหตุนั้น

ธรรมะนั้นชื่อว่า มีรอยเท้าช้างเป็นอุปมา. ท่านแสดงว่า ธรรมนั้นย่อมไม่

บริบูรณ์กว้างขวางอย่างนี้. บทว่า นาควนิโก ได้แก่ คนต่อช้างผู้ศึกษาศิลป

ช้างแล้ว. ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะเหตุไร ในที่นี้จึงไม่กล่าวว่า ผู้ฉลาด.

ตอบว่า เพราะจะแสดงแบ่งให้รู้ว่า คนใดฉลาดไว้ข้างหน้า. จริงอยู่ ผู้ที่จะเข้าไป

ถ้าเป็นผู้ฉลาด เขาจะยังไม่ตกลงใจก่อน เพราะฉะนั้น ในที่นี้ ท่านจึงไม่

กล่าวว่า ผู้ฉลาด แต่กล่าวไว้ข้างหน้า.

บทว่า วามนิกา ได้แก่ ช้างพังท้องใหญ่ สั้น ไม่ยาวว่าโดยส่วนยาว.

บทว่า อุจฺจา จ นิเสวิตํ ได้แก่ ที่ที่ช้างสีในที่ลำต้นไทรเป็นต้น ซึ่งสูง ๗-

๘ ศอก. บทว่า อุจฺจา กฬาริกา ได้แก่ มีเท้าสูงเหมือนไม้เท้าและที่ชื่อว่า

กฬาริกา เพราะมีขนายดำแดง. เขาว่า ช้างพังเหล่านั้นมีขนายอันหนึ่งงอนขึ้น

อันหนึ่งงอนลง และทั้งสองห่างกัน ไม่ใกล้กัน. บทว่า อุจฺจา จ ทนฺเตหิ

อารญฺชิตานิ ความว่า ที่ที่กรามตัดขาดเหมือนกับเอาขวานฟัน ในที่ลำต้น

ไทรเป็นต้น ซึ่งสูง ๗-๘ ศอก. บทว่า อุจฺจา กเรณุกา นาม ได้แก่ มีเท้า

ยาวเหมือนไม้เท้า และที่ชื่อว่า กเรณุกา เพราะมีขนายตูม. ได้ยินว่า ช้างพัง

เหล่านั้น มีงาตูม เพราะฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า กเรณุกา. บทว่า โส ทิฏฺฐํ

คจฺฉติ ความว่า คนต่อช้างนั้นยังไม่ตกลงใจว่า เรามาตามรอยเท้าช้างใด

ช้างนั้น คือตัวนี้แหละ ไม่ใช่ตัวอื่น เราเห็นรอยเท้าแรกใด ยังไม่ตกลงใจว่า

จักเป็นรอยเท้าของพังค่อม เราไปเห็นรอยเท้าใดในที่ต่ำก็ยังไม่ตกลงใจว่า จักเป็น

รอยเท้าของช้างพังกฬาริกา หรือของช้างพังกเรณุกา ครั้นเห็นช้างใหญ่เท่านั้น

ก็ตกลงใจว่า รอยเท้านั้นทั้งหมด เป็นรอยเท้าของช้างใหญ่ตัวนี้นี่เอง. ในคำ

ว่า เอวเมว โข นี้ เทียบข้ออุปมาดังนี้.

พึงทราบพระธรรมเทศนาตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงละนีวรณ์ว่า เหมือน

ดงช้าง. โยคาวจรเหมือนคนต่อช้างผู้ฉลาด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหมือน

พญาช้าง ฌานและอภิญญาเหมือนรอยเท้าช้างใหญ่ ข้อที่พระโยคาวจรไม่ตกลง

ใจว่า ธรรมดาว่า ฌานและอภิญญาเหล่านี้ ย่อมมีแม้แก่ปริพาชกนอกพระศาสนา

เหมือนข้อที่คนต่อช้าง แม้เห็นรอยเท้าในที่นั้น ๆ ก็ไม่ตกลงใจว่า จักเป็นรอย

เท้าของช้างพังวามนิกา ของช้างพังกฬาริกาหรือของช้างพังกเรณุกา ข้อที่

พระอริยสาวกบรรลุพระอรหัตต์แล้วตกลงใจ ก็เหมือันคนต่อช้าง เห็นช้างใหญ่

แล้วก็ตกลงใจว่า รอยเท้าที่เราเห็นในที่นั้น ๆ ต้องเป็นรอยเท้าของช้างใหญ่

เชือกนี้เท่านั้น ไม่ใช่เชือกอื่น ก็แลจะทำการเทียบเคียงข้ออุปมานี้จนจนก็ควร.

แม้ในที่นี้ก็ควรเหมือนกัน. แต่ต้องยึดบทบาลีที่มาตามลำดับกระทำในที่นี้

อย่างเดียว.

ศัพท์ว่า อิธ ในคำนั้นเป็นนิบาต ใช้ในอรรถอ้างเทศะที่อยู่. อิธศัพท์

นี้นั้น บางแห่งท่านกล่าวอ้างถึงโลก เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า พระตถาคต

ย่อมอุบัติในโลกนี้. บางแห่งท่านกล่าวอ้างถึงศาสนาเหมือนอย่างที่ท่านกล่าว

ไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในศาสนานี้เท่านั้น มีสมณที่ ๑ สมณที่ ๒.

บางแห่งท่านกล่าวอ้างโอกาส เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า

เมื่อเราเป็นเทพอยู่ในโอกาสนี้นั่นแล
เราก็ได้อายุมาอีก ผู้นิรทุกข์ท่านจงรู้อย่างนี้.

บางแห่ง ท่านกล่าวอ้างถึงเพียงทำบทให้เต็มเท่านั้น เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราฉันแล้วพึงห้ามภัตเสีย. แต่ในที่นี้พึงทราบว่า

ท่านกล่าวหมายเอาโลก. ท่านอธิบายไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ตถาคตอุบัติในโลกนี้

เป็นพระอรหันต์ ฯลฯ เป็นผู้ตื่นแล้วเป็นผู้จำแนกธรรม. ในศพท์เหล่านั้น

ศัพท์ว่าตถาคต ท่านกล่าวไว้พิสดารแล้วในมูลปริยายสูตร ศัพท์ว่าอรหันต์

เป็นต้น ท่านกล่าวไว้พิสดารแล้วในวิสุทธิมรรค. ก็ในคำว่า โลเก อุปฺปชิชติ

นี้ บทว่า โลกมี ๓ คือ โอกาสโลก สัตวโลก สังขารโลก. แต่ในที่นี้

ท่านประสงค์เอาสัตว์โลก.

พระตถาคตแม้เมื่อเกิดในสัตว์โลกย่อมไม่เกิดในเทวโลก ไม่เกิดใน

พรหมโลก ย่อมเกิดแต่ในมนุษย์โลกเท่านั้น แม้ในมนุษย์โลก ก็ไม่เกิดใน

จักรวาลอื่นเกิดในจักรวาลนี้เท่านั้น. แม้ในจักรวาลนั้นก็ไม่เกิดในที่ทุกแห่ง

ย่อมเกิดในมัชฌิมประเทศ ซึ่งยาว ๓๐๐ โยชน์ กว้าง ๒๕๐ โยชน์ โดยรอบ

๙๐๐ โยชน์ ท่านกำหนดไว้อย่างนี้คือ ทิศบูรพา มีนิคมชื่อว่า กชังคละ

ต่อแต่นั้นเป็นมหาสาละ ต่อแต่นั้นเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิม

ชนบท ทิศอาคเนย์มีแม่น้ำ ชื่อว่า สัลลวดี ต่อแต่นั้นเป็นปัจจันตชนบท

ร่วมในเป็นมัชฌิมชนบท ในทิศทักษิณมีนิคม ชื่อว่า เสตกัณณิกะ ต่อนั้น

เป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิมชนบท ในทิศปัจฉิม มีบ้านพราหมณ์

ชื่อว่า ถูนะ ต่อนั้นเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิมชนบท ในทิศ

อุดรมีภูเขา ชื่อว่า อุสีรธชะ. ต่อนั้นเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิม

ชนบท. ไม่ใช่แต่พระตถาคตอย่างเดียวเท่านั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัคร

สาวก พระอสีติมหาเถระ พระพุทธมารดา พระพุทธบิดา พระเจ้าจักรพรรดิ

และพราหมณ์มหาศาล คหบดีมหาศาลเหล่าอื่น ย่อมเกิดในมัชฌิมประเทศนี้

ทั้งนั้น. ในมัชฌิมประเทศนั้น พระตถาคต ชื่อว่า อุบัติ นับตั้งแต่เสวยข้าว

มธุปายาสทั้นางสุชาดาถวายจนถึงพระอรหัตมรรค ชื่อว่า ผู้อุบัติ ในอรหัตผล

ชื่อว่า ย่อมอุบัติตั้งแต่ออกมหาอภิเนษกรมณ์ จนถึงพระอรหัตต์ ตั้งแต่ดุสิต

ภพ จนถึงอรหัตมรรค หรือตั้งแต่บาทมูลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า

ทีปังกรจนถึงพระอรหัตมรรค ชื่อว่า ผู้อุบัติในอรหัตผล ในที่นี้ท่านหมาย

เอาภาวะที่พระตถาคตอุบัติก่อนกว่าเขาทั้งหมด จึงกล่าวว่า อุปฺปชฺชติ. จริงอยู่

ในที่นี้ได้ความว่า ตถาคโต โลเก อุปฺปนฺโน โหติ พระตถาคต ย่อม

อุบัติในโลก.

บทว่า โส อิมํ โลกํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงแสดง

โลกนี้ว่า ควรกล่าว ณ บัดนี้. บทว่า สเทวกํ แปลว่า พร้อมด้วยเทพ

ชื่อว่า สเทวกะ. พร้อมด้วยมารชื่อว่า สมารกะ พร้อมด้วยพรหมชื่อว่า สพรหมกะ

พร้อมด้วยสมณและพราหมณ์ ชื่อว่า สัสสมณพราหมณี ชี่อว่า ปชา เพราะ

เกิดทั่วไป พร้อมด้วยเทพและมนุษย์ ชื่อว่า สเทวมนุสสะ. ในคำเหล่านั้น

พึงทราบ ศัพท์ว่ากามาวจรเทพ ๕ ด้วยคำว่า สเทวกะ. ศัพท์ว่า กามาวจรเทว

ที่ ๖ ด้วยคำว่า สมารกะ ศัพท์ว่า พรหมกายิกะเป็นต้น ด้วยคำว่า สพรหมกะ

ศัพท์ว่า สมณและพราหมณ์ ผู้เป็นข้าศึกศัตรูของพระศาสนา และผู้สงบบาป

ผู้ลอยบาป ด้วยคำว่า สัสสมณพราหมณี ศัพท์ว่า สัตตโลก ด้วยคำว่า ปชา

ศัพท์ว่า เทพโดยสัมมุติเทพและมนุษย์ที่เหลือด้วยคำว่า สเทวมนุสสะ. สัตว์โลก

กับโอกาสโลก พึงทราบว่าท่านถือเอาด้วย ๓ บท สัตว์โลกอย่างเดียวพึงทราบว่า

ท่านถือเอาด้วยอำนาจปชา ด้วยบททั้ง ๒ ในคำนี้ด้วยประการฉะนี้.

อีกนัยหนึ่ง. อรูปาวจรโลก ท่านถือเอาด้วยศัพท์ว่า สเทวกะ ฉกามา-

วจรเทวโลก ด้วยศัพท์สมารกะ รูปีพรหมโลก ด้วยศัพท์สพรหมกะ มนุษยโลก

หรือสัตว์โลกที่เหลือกับเทวดาโดยสมมุติ ท่านถือเอาด้วยอำนาจบริษัท ๔ ด้วย

ศัพท์ว่า สัสสมณพราหมณ์เป็นต้น.

อีกอย่างหนึ่ง ในที่นี้ท่านกล่าวความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำให้

แจ้งโลกทั้งมวล โดยกำหนดอย่างสูง ด้วยคำว่าสเทวกะ. ลำดับนั้น เมื่อจะทรง

กำจัดความสงสัยของเหล่าชนผู้มีความคิดอย่างนี้ว่า วสวัตตีมารผู้มีอานุภาพมาก

ผู้เป็นใหญ่ในฉกามาวจรเทพแม้นั้น พระองค์ทรงกระทำให้แจ้งแล้วหรือ ดังนี้

จึงตรัสว่าสมารกํ. อนึ่ง เมื่อจะทรงกำจัดความสงสัยของเหล่าชนผู้มีความคิดว่า

พรหมผู้มีอานุภาพมากใช้องคุลีหนึ่ง แผ่รัศมีไปใน ๑,๐๐๐ จักรวาล แผ่รัศมี

ไปใน ๑๐,๐๐๐ จักรวาลด้วย ๒ องคุลี ฯล ฯ ๑๐ องคุลี และเสวยสุขอันเกิด

แต่ฌานสมาบัติอันยอดเยี่ยม พรหมแม้นั้นพระองค์ทรงการทำให้แจ้งแล้วหรือ

ดังนี้ จึงตรัสว่า สพฺรหฺมกํ. แต่นั้นเมื่อจะทรงกำจัดความสงสัยของเหล่าชน

ผู้มีความคิดว่า สมณพราหมณ์เป็นอันมากเป็นข้าศึกต่อพระศาสนาแม้เหล่านั้น

พระองค์ทรงกระทำให้แจ้งแล้วหรือดังนี้ จึงตรัสว่า สสฺสมณฺพฺรหฺมณึ ปชํ.

ก็แลครั้นพระองค์ทรงประกาศความที่พระองค์ทรงทำให้แจ้งมารและสมณ-

พราหมณ์เหล่านั้นอย่างสูงสุดอย่างนี้แล้ว ลำดับนั้นเมื่อจะทรงประกาศความที่

พระองค์ทรงทำให้แจ้งสัตว์โลกที่เหลือ โดยกำหนดอย่างสูง หมายถึงสมมติเทพ

และมนุษย์ที่เหลือ จึงตรัสว่า สเทวมนุสฺสํ. ในคำนี้มีลำดับ ความแจ่มแจ้ง

ดังนี้ . ก็พระโบราณาจารย์กล่าวว่า บทว่า สเทวกํ ได้แก่ โลกที่เหลือกบ

เหล่าเทวดา. บทว่า สมารกํ ได้แก่ โลกที่เหลือกับมาร. บทว่า สพฺรหฺมกํ

ได้แก่ โลกที่เหลือกับเหล่าพรหม. ท่านใส่เหล่าสัตว์ที่เข้าถึงไตรภพแม้ทั้งหมด

ลงในบททั้งสามด้วยอาการสามด้วยประการฉะนี้ เมื่อจะกำหนดถือเอาด้วยบท

ต้นทั้งสองอีก จึงกล่าวว่า สสฺสมณพฺรหฺมณึ ปชํ สเทวมนุสฺสํ ดังนี้

เป็นอันว่า ท่านกำหนดถือเอาไตรธาตุเท่านั้น ด้วยอาการนั้น ๆ ด้วยบททั้งห้า

ด้วยประการฉะนี้.

ในคำว่า สยํ อภิญญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทติ บทว่า สยํ แปลว่า

เอง. บทว่า อภิญญา แปลว่า รู้ อยิบาย รู้ด้วยญาณยิ่งของ. บทว่า

สจฺฉิกตฺวา ได้แก่ ทำให้ประจักษุ. เป็นอันท่านปฏิเสธการคาดคะเนเป็นต้น

ด้วยข้อนี้. บทว่า ปเวเทติ ได้แก่ ทำให้ตื่น ให้รู้ให้แจ้งประกาศ. บทว่า โส

ธมฺมํ เทเสติ อาทิมชฺฌปริโยสานกลฺยาณํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า

นั้นทรงอาศัยความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย ทรงแสดงธรรมมีสุขอันเกิดแต่วิเวก

อันยอดเยี่ยม เมื่อทรงแสดงธรรมนั้นไม่ว่าน้อยหรือมาก ก็ทรงแสดงประการ

มีความงามในเบื้องต้นเป็นต้น. อธิบายว่า ทรงแสดงความงามความเจริญไม่มี

โทษในเบื้องต้น ทรงแสดงความงามความเจริญไม่มีโทษทั้งในเบื้องกลาง ทั้ง

ในเบื้องปลาย.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า โส ธมฺมํ เทเสติ เป็นต้นนั้น ดังต่อไปนี้

เทศนาก็มีเบื้องต้นเบื้องกลางเบื้องปลาย ศาสนาก็มีเหมือนกัน. ก่อนอื่น คาถา

แม้ ๔ บาท บาทแรกชื่อว่าเบื้องต้นของเทศนา ต่อจากนั้น ๒ บาท ชื่อว่า

เบื้องกลาง บาทสุดท้ายชื่อว่าเบื้องปลาย. พระสูตรที่มีอนุสนธิเดียว คำนิทาน

เป็นเบื้องต้น คำว่า อิทมโวจ เป็นเบื้องปลาย ระหว่างคำทั้งสอง ชื่อว่า

เบื้องกลาง. พระสูตรที่มากอนุสนธิ อนุสนธิแรกเป็นเบื้องต้น อนุสนธิท้าย

เป็นเบื้องปลาย ตรงกลางอนุสนธิเดียว สองอนุสนธิ หรือมากอนุสนธิเป็น

เบื้องกลาง. ส่วนศาสนา ศีลสมาธิวิปัสสนา ชื่อว่าเป็นเบื้องต้น. สมจริงดังคำที่

ท่านกล่าวไว้ว่า อะไรเป็นเบื้องต้นของกุศลธรรม ศีลที่บริสุทธิ์ดีและทิฏฐิที่ตรง.

อริยมรรคที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย มีมัชฌิมาปฏิปทาที่ตถาคต

ตรัสรู้เองยิ่งแล้ว ชื่อว่าเบื้องกลาง ผลและนิพพานชื่อว่าเบื้องปลาย. จริงอยู่

ผลท่านเรียกว่าเบื้องปลายในคำนี้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ พรหมจรรย์นี้มีประโยชน์

อย่างนี้ มีสาระอย่างนี้ มีเบื้องปลายอย่างนี้. นิพพานท่านเรียกว่าเบื้องปลาย

ในคำนี้ว่า ท่านวิสาขะ อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ที่หยั่งในพระนิพพาน มีนิพพาน

เป็นเบื้องหน้า มีนิพพานเป็นเบื้องปลาย. ในที่นี้ท่านประสงค์เอาเบื้องต้น

เบื้องกลางและเบื้องปลายของเทศนา. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรง

เแสดงธรรม ทรงแสดงศีลเป็นเบื้องต้น แสดงมรรคเป็นเบื้องกลาง แสดง

นิพพานเป็นเบื้องปลาย. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า โส ธมฺมํ เทเสติ

อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ ดังนี้. เพราะฉะนั้น

พระธรรมกถึกแม้อื่นเมื่อกล่าวธรรม

พึงแสดงศีลเป็นเบื้องต้น แสดง
มรรคเป็นเบื้องกลาง แสดงนิพพานเป็น
เบื้องหลาย นี้เป็นจุดยืน (หลัก) ของ
พระธรรมกถึก.
บทว่า สาตฺถ สพฺยญฺชนํ ความว่า เทศนาของพระธรรมกถึกใด

อาศัยพรรณนาเรื่องข้าวต้มข้าวสวยผู้หญิงผู้ชายเป็นต้น พระธรรมกถึกนั้นชื่อว่า

ไม่แสดงธรรมเป็นสาตถะมีประโยชน์ ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละเทศนา

เช่นนั้น ทรงแสดงเทศนาอาศัยสติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น เพราะฉะนั้นท่านจึง

กล่าวว่า ทรงแสดงธรรมเป็นสาตถะมีประโยชน์. อนึ่ง เทศนาของภิกษุใด

ประกอบด้วยพยัญชนะเดี่ยวเป็นต้น หรือมีพยัญชนะบอดทั้งหมด หรือมี

พยัญชนะเปิดทั้งหมดกดทั้งหมด เทศนาของภิกษุนั้น ชื่อว่า อพยัญชนะ

เพราะไม่มีความบริบูรณ์ด้วยพยัญชนะ เหมือนภาษาของคนมิลักขะเช่น เผ่า-

ทมิฬเผ่าคนป่าและคนเหลวไหลเป็นต้น. ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละเทศนา

เช่นนั้น ทรงไม่แตะต้องพยัญชนะ ๑๐ อย่าง ที่กล่าวไว้อย่างนี้ว่า

๑. ลิถิล ๒. ธนิต ๓. ทีฆะ ๔. รัสสะ
๕. ลหุ ๖. ครุ ๗. นิคคหิต ๘. สัมพันธะ
๙. ววัตถิตะ ๑๐. วิมุตตะ ซึ่งเป็นหลักการ
ขยายตัวพยัญชนะ ๑๐ ประการ

ทรงแสดงธรรมมีพยัญชนะบริบูรณ์ เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ทรงแสดง

ธรรมเป็นสพยัญชนะพร้อมพยัญชนะ. คำว่า เกวลํ ในคำว่า เกวลปริปุณฺณํ

นี้ แปลว่า สิ้นเชิง. บทว่า ปริปุณฺณํ แปลว่า ไม่ขาดไม่เกิน. ท่าน

อธิบายไว้ดังนี้ว่า ทรงแสดงธรรมุบริบูรณ์สิ้นเชิงทีเดียว แม้เทศนาสักอย่างหนึ่ง

ที่ไม่บริบูรณ์ไม่มี. บทว่า ปริสุทฺธํ แปลว่า ปราศจากความหม่นหมอง.

จริงอยู่ พระธรรมกถึกใดอาศัยธรรมเทศนานี้ แสดงธรรมด้วยมุ่งจักได้ลาภหรือ

สักการะ เทศนาของพระธรรมกถึกนั้นไม่บริสุทธิ์. ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้า

ไม่ทรงมุ่งโลกมิสแสดงธรรม มีพระหทัยอ่อนโยนด้วยเมตตาภาวนา ด้วยการแผ่

ประโยชน์เกื้อกูล ทรงแสดงด้วยจิตที่ตั้งอยู่ในสภาพที่จะยกให้สูงขึ้น เพราะ

ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า ทรงแสดงธรรมบริสุทธิ์. สกลศาสนาที่สงเคราะห์สิกขา ๓

ท่านเรียกว่า พรหมจรรย์ ในคำนี้ว่า พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ ดังนี้ เพราะ

ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า ทรงประกาศพรหมจรรย์. ในคำว่า โส ธมฺมํ เทเสติ

อาทิกลฺยาณํ ฯเปฯ บริสุทฺธํ นี้ พึงเห็นเนื้อความอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงอย่างนี้ ชื่อว่าทรงประกาศพรหมจรรย์ คือสกลศาสนาที่

สงเคราะห์ด้วยสิกขา ๓. ท่านอธิบายว่า ความประพฤติอย่างประเสริฐ หรือ

ความประพฤติของพระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นผู้ประเสริฐ เพราะ

อรรถว่าประเสริฐสุด ชื่อว่า พรหมจรรย์. บทว่า ตํ ธมฺมํ ได้แก่ ธรรม

ที่ถึงพร้อมด้วยประการดังกล่าวแล้วนั้น.

ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงชี้เอาคหบดีก่อนว่า

สุณาติ คหปติ. ตอบว่า เพราะคหบดีขจัดมานะเสียได้และมีจำนวนมาก.

จริงอยู่ โดยมากคนที่บวชจากขัตติยตระกูลย่อมอาศัยชาติกระทำมานะ ที่บวช

จากตระกูลพราหมณ์อาศัยมนต์กระทำมานะ ที่บวชจากตระกูลที่มีชาติต่ำก็ตั้งอยู่

ไม่ได้เพราะตนมีชาติต่างออกไป. ส่วนเด็ก ๆ ตระกูลคหบดีมีเหงื่อไหลไคลย้อย

หลังขึ้นส่าเกลือไถดิน กำจัดมานะและความกระด้างได้ เด็กเหล่านั้นบวชแล้ว

ก็ไม่มีมานะหรือกระด้าง เรียนพระพุทธวจนะตามกำลัง กระทำกิจในวิปัสสนา

ย่อมสามารถดำรงอยู่ในพระอรหัตต์ได้ ก็คนที่ชื่อว่าออกบวชจากตระกูล นอก

จากนี้ มีไม่มาก พวกคหบดีเท่านั้น มีมาก ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง

ทรงชี้คหบดีก่อน เพราะกำจัดมานะได้และมีมาก. บทว่า อญฺญตรสฺมึ วา

ได้แก่ หรือในตระกูลนอกนี้ ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง. บทว่า ปจฺฉา ชาโต

แปลว่า เกิดภายหลัง. บทว่า ตถาคเต สทฺธํ ปฏิลภติ ความว่า ฟังธรรม

ที่บริสุทธิ์แล้ว กลับได้ศรัทธาในพระตถาคตผู้เป็นเจ้าของธรรมว่า พระผู้มี

พระภาคเจ้า เป็นสัมมาสัมพุทธะหนอ. บทว่า อิติปฏิสญฺจิกฺขติ ได้แก่

พิจารณาเห็นอย่างนี้. บทว่า สมฺพาโธ ฆราวาโส ความว่า แม้ถ้าว่า

สองสามีภรรยาอยู่ในเรือนห่าง ๖๐ ศอก หรือระหว่างร้อยโยชน์ แม้เช่นนั้น

ฆราวาสก็ชื่อว่า คับแคบ เพราะอรรถว่าสองสามีภรรยานั้นมีความกังวลมีความ

ห่วงใยกัน. คำว่า รชาปโถ ท่านกล่าวไว้ในมหาอรรถว่า ได้แก่ฐานที่ตั้งขึ้น

แห่งธุลีคือราคะเป็นต้น. แม้จะกล่าวว่า ทางมา ก็ควร. บรรพชาเป็นประหนึ่ง

กลางเเจ้ง เพราะอรรถว่า ไม่ข้อง ฉะนั้น จึงชื่อว่า อัพโภกาส. จริงอยู่ ผู้

บวชแล้ว แม้อยู่ในเรือนยอดปราสาทแก้วและเทพวิมานเป็นต้น ที่มีประตู

หน้าต่างปิด ที่เขาปกปิดไว้ก็ไม่ข้องไม่ขัดไม่ติด. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า

บรรพชาว่างอย่างยิ่ง. อีกอย่างหนึ่ง ฆราวาสชื่อว่า คับแคบ เพราะไม่มีโอกาส

ทำบุญ. ชื่อว่า รชาปถะ เพราะเป็นที่รวมแห่งธุลี คือกิเลส ดุจสถานที่กอง

ขยะที่เขาไม่ระวัง บรรพชา ชื่อว่า อัพโภกาส เพราะมีโอกาสทำบุญได้ตาม

สะดวก.

ในคำว่า นยิทํ สุกรํ ฯ เป ฯ ปพฺพเชยฺยํ นี้ จะกล่าวอย่างสังเขป

ดังนี้ พรหมจรรย์ คือสิกขา ๓ นี้ใด ชื่อว่า บริบูรณ์โดยส่วนเดียว เพราะ

ทำไม่ขาดแม้วันเดียวพึงให้ถึงจริมกจิต และชื่อว่าบริสุทธิ์โดยส่วนเดียว เพราะ

ไม่หม่นหมองด้วยมลทินคือกิเลสแม้แต่วันเดียวให้ถึงจริมกจิต. บทว่า สงฺข-

ลิขิตํ ได้แก่ พึงประพฤติเช่นเดียวกับสังข์ขัด คือเทียบด้วยสังข์ที่ขัดแล้ว.

ผู้อยู่ครองเรือน คือผู้อยู่ท่ามกลางเรือนประพฤติพรหมจรรย์ที่บริสุทธิ์บริบูรณ์

โดยส่วนเดียวดังสังข์นี้ กระทำไม่ได้ง่าย. ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวด

ครองคือนุ่งห่มผ้าที่ชื่อกาสายะ เพราะย้อมด้วยน้ำฝาดที่เหมาะสำหรับผู้ประพฤติ

พรหมจรรย์ ออกจากเรือนบวชไม่มีเรือน. ก็เพราะเหตุที่การงานมีไถนาและ

ค้าขายเป็นต้น เกื้อกูลแก่เรือน เรียกว่า อคาริยะ และอคาริยกิจนั้นไม่มีใน

บรรพชา ฉะนั้นบรรพชาพึงทราบว่า อนคาริยะ ในคำนี้. ไม่มีกิจของผู้ครอง

เรือนนั้น. บทว่า ปพฺพเชยฺยํ แปลว่า พึงปฏิบัติ. บทว่า อปฺปํ วา

ความว่า โภคะต่ำกว่าพันลงมา ชื่อว่าน้อย สูงกว่าพันขึ้นไป ชื่อว่ามาก.

เครือคือญาติ ชื่อว่า เครือญาติ เพราะอรรถว่า เกี่ยวพัน เครือญาตินั้นต่ำกว่า

๒๐ ลงมา ชื่อว่าน้อย สูงกว่า ๒๐ ขึ้นไป ชื่อว่า มาก. บทว่า ภิกฺขูนํ

สิกฺขาสาชีวสมาปนฺโน ความว่า ภิกษุผู้ชื่อว่า สมาปันนะ เพราะศึกษาใน

สิกขากล่าวคืออธิศีล และสาชีพกล่าวคือสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

บัญญัติแล้วสำหรับภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ร่วมกัน มีชีวิตเป็นอันเดียวกัน มีความ

ประพฤติเสมอกัน ฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงชื่อว่า สิกขาสาชีวสมาปันนะ สำหรับ

ภิกษุทั้งหลาย. ความว่า ทำสิกขาบทให้บริบูรณ์ และไม่ล่วงละเมิดสาชีพ เข้า

ถึงสิกขาและสาชีพทั้งสองนั้น. กถาว่าด้วยปาณาติบาตเป็นต้น ในคำว่า

ปาณาติปาตํ ปหาย เป็นต้น ท่านกล่าวไว้พิสดารแล้วในหนหลัง. บทว่า

ปหาย ได้แก่ ละความทุศีล กล่าวคือเจตนาฆ่าสัตว์นี้. บทว่า ปฏิวิรโต โหติ

ความว่า งดเว้นจากความทุศีลนั้น ตั้งแต่เวลาที่ละได้แล้ว. บทว่า นิหิตทณฺโฑ

นิหิตสตฺโถ ความว่า ชื่อว่า ทิ้งไม้ทิ้งมีด เพราะไม่ถือไปเพื่อจะฆ่าเขา. ก็ใน

ที่นี้เครื่องมือที่เหลือแม้ทั้งหมดเว้นไม้เสีย พึงทราบว่า มีด เพราะเป็นเครื่อง

เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลายถือไม้เท้าหรือมีดเหลาไม้สีฟันหรือมีดพับ

ไม่ใช่เพื่อจะฆ่าเขา ฉะนั้นจึงนับว่า ทิ้งไม้ทิ้งมีด. บทว่า ลชฺชี ได้แก่ผู้ประกอบ

ด้วยความละอาย มีความเกลียดบาปเป็นลักษณะ. บทว่า ทยาปนฺโน ได้แก่

ถึงความเอ็นดู คือความเป็นผู้มีจิตเมตตา. บทว่า สพฺพปาณภูตหิตานุกมฺปิ

ได้แก่เป็นผู้อนุเคราะห์สรรพสัตว์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล อธิบาย่ว่า ชื่อว่า

เป็นผู้มีจิตเกื้อกูลแก่สรรพสัตว์เพราะเป็นผู้มีความเอ็นดูนั้น. บทว่า วิหรติ

ได้แก่ย่อมยังอัตภาพให้เป็นไปคือเลี้ยงอัตภาพ. บุคคลผู้ชื่อว่า ทินฺนาทายี

เพราะถือเอาสิ่งของที่เขาให้แล้วเท่านั้น. ชื่อว่า ทินฺนปาฏิกงฺขี เพราะหวัง

เฉพาะแต่สิ่งที่เขาให้ด้วยจิตเหล่านั้น. บุคคลใดย่อมลักบุคคลนั้นชื่อว่า ขโมย

ด้วยขโมย หามิได้ ชื่อว่า อถเนน มิใช่ด้วยขโมย ชื่อว่าเป็นผู้สะอาดเพราะ

เป็นผู้ไม่ขโมยนั่นเอง. บทว่า อตฺตนา แปลว่า ด้วยทั้งอัตภาพ ท่าน

อธิบายไว้ว่า เมื่อเป็นเช่นนี้เขาย่อมทำอัตภาพให้สะอาดอยู่. บทว่า อพฺรหฺม-

จริยํ แปลว่า ประพฤติไม่ประเสริฐ. ชื่อว่า พฺรหฺมจารี เพราะประพฤติ

อาจาระอันประเสริฐ คือประเสริฐสุด. บทว่า อาราจารี ได้แก่ผู้ประพฤติ

ห่างไกลจากอพรหมจรรย์. บทว่า เมถุนา ได้แก่ อสัทธรรม ที่นับว่าเมถุน

เพราะส้องเสพ โดยได้โวหารว่า เมถุนกะ เพราะเป็นเสมือนถูกราคะกลุ้มรุม.

บทว่า คามธมฺมา แปลว่า ธรรมของชาวบ้าน. ชื่อว่า สัจจวาที เพราะพูด

คำจริง. ชื่อว่า สจฺจสนฺโธ เพราะเอาสัจจะ กับสัจจะเชื่อมต่อกัน อธิบายว่า

ไม่พูดปนเท็จ. ความจริงบุรุษใดบางครั้งพูดเท็จ บางครั้งพูดจริง ไม่เอา

สัจจะกับสัจจะเชื่อมต่อกัน เพราะสัจจะกับมุสาวาทไม่อยู่ในภายใน เพราะเหตุนั้น

บุรุษนั้นไม่ชื่อว่าเอาสัจจะกับสัจจะเชื่อมต่อกัน แต่ผู้นี้หาเป็นเช่นนั้นไม่. ผู้ไม่

กล่าวมุสาวาท แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต แต่เอาสัจจะกับสัจจะเชื่อมต่อกันพูดจริง

ตลอดเรื่อง เพราะเหตุนั้น ผู้นั้นชื่อว่า สัจจสันธะ. บทว่า เถโต แปลว่า

มั่นคง อธิบายว่าผู้พูดมั่นคง. จริงอยู่ บุคคลผู้หนึ่งเป็นผู้มีถ้อยคำไม่มั่นคง

เหมือนย้อมด้วยขมิ้น เหมือนปักหลักไว้ที่กองแกลบและเหมือนฟักที่เขาวางไว้

บนหลังม้าฉะนั้น. ผู้หนึ่ง มีถ้อยคำมั่นคง เหมือนรอยจารึกในหินและเหมือน

เสาเขื่อน แม้เมื่อเขาเอาดาลฟันศีรษะ ก็ไม่กล่าวถ้อยคำให้เป็น ๒ ผู้

นี้ชื่อว่า เถตะ ผู้มีถ้อยคำมั่นคง. บทว่า ปจฺจยิโก แปลว่า บุคคลผู้ที่ควร

เชื่อได้ อธิบายว่า ผู้น่าเชื่อ. ความจริง บุคคลบางคน เป็นผู้ไม่ควรเชื่อ เมื่อ

เขาถามว่าคำนี้ใครกล่าว คนโน้นหรือกล่าว ย่อมถูกเขาต่อว่า ว่าอย่าชื่อคำของ

ผู้นั้น. คนหนึ่งเป็นคนที่ควรเชื่อได้ เมื่อเขาถามว่า คำนี้ใครกล่าว คนโน้นหรือ

กล่าว ย่อมถูกต่อว่า ว่าถ้าเขาพูดไซร้ คำนี้เท่านั้นเป็นประมาณ บัดนี้ไม่มีคำที่

ต้องสอบสวน คำนี้ต้องเป็นอย่างนั้นเอง ผู้นี้ท่านเรียกว่าผู้ที่ควรเชื่อได้.

บทว่า อวิสํวาทโก โลกสฺส ความว่าย่อมไม่กล่าวคำเป็นพิษกะ

ชาวโลก เพราะมีปกติกล่าวแต่คำสัตย์นั้น. บทว่า อิเมสํ เภทาย ความว่า

เพื่อทำลายเหล่าชนที่ได้ยินในสำนักของคนที่พูดว่าได้ฟังมาจากข้างนี้. บทว่า

ภินฺนานํ วา สนฺธาตา ความว่า เมื่อคน ๒ ฝ่ายเป็นมิตรกันหรือเป็นผู้ที่

เกี่ยวข้องกันมีร่วมอุปัชฌายะเดียวกันเป็นต้น แตกกันด้วยกิจบางอย่างแล้ว

ผู้ที่ควรเชื่อได้เข้าไปหาที่ละฝ่ายแล้ว พูดทำความสมานเป็นต้นว่า การอย่างนี้

หาสมควรแก่พวกท่านผู้เกิดในตระกูลเช่นนี้ ผู้เป็นพหุสูตอย่างนี้ไม่ดังนี้. บทว่า

อนุปฺปทาตา ได้แก่ผู้สนับสนุนบุคคลที่ปรองดองแล้ว อธิบายว่าผู้ที่ควร

เชื่อได้เห็นคนทั้งสองผู้สามัคคีกันอยู่แล้ว พูดทำให้มั่นเช้าว่า การอย่างนี้ เป็น

การสมควรแก่พวกท่าน ผู้เกิดในตระกูลเห็นปานนั้น ผู้ประกอบด้วยคุณเห็น

ปานนี้ ดังนี้เป็นต้น. ชื่อว่า สมคฺคาราโม เพราะมีคนมีสามัคคีเป็นที่มายินดี

อธิบายว่า คนผู้สามัคคีกัน ไม่มีในที่ใด ย่อมไม่ปรารถนา จะอยู่ในที่นั้น.

บาลีว่า สมคฺคราโม ดังนี้ก็มี. ความก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า สมคฺครโต

ได้แก่ ผู้ยินดีในเหล่าคนผู้พร้อมเพรียงกัน อธิบายว่า ย่อมไม่ปรารถนาละ

คนผู้สามัคคีกันเหล่านั้นไปในที่อื่น. ชื่อว่า ผู้ชื่นชมในคนผู้สามัคคีกัน เพราะ

ผู้ที่ควรเชื่อได้นั้น เห็นก็ดี ได้ยินก็ดี ซึ่งเหล่าคนผู้สามัคคีกัน ย่อมยินดี.

บทว่า สมคฺคกรณึ วาจํ ภาสิตา ความว่า บุคคลผู้ที่ควรเชื่อได้นั้น ย่อม

กล่าววาจาที่ทำคนให้สามัคคีกัน ซึ่งเป็นวาจาแสดงคุณของสามัคคีอย่างเดียว

หากล่าววาจาตรงกันข้ามจากนี้ไม่. โทษท่านเรียกว่า เอล ในบทว่า เนลา

ดังนี้ วาจา ชื่อว่า หาโทษมิได้ เพราะโทษของวาจานั้นไม่มี อธิบายว่า

วาจาไม่มีโทษ บทว่า เนลา นั้นเหมือน เนละ ศัพท์ ที่พระผู้มีพระภาค-

เจ้าตรัสไว้ในคาถานี้ว่า เนลงฺโค เสตปจฺฉาโท ดังนี้เป็นต้น. บทว่า

กณฺณสุขา ได้แก่วาจาสบายหู คือไม่เกิดความเสียดแทงหูเหมือนถูกเข็มแทง

เพราะเป็นวาจาไพเราะโดยพยัญชนะ ชื่อว่า วาจา เป็นที่ตั้งแห่งความรัก เพราะ

วาจานั้นไม่ทำให้เกิดความโกรธ ท่าควานรักให้เกิดทั่วสรีระ เพราะเป็นวาจา

ไพเราะโดยอรรถ. ชื่อว่า เป็นวาจาจับใจ เพราะวาจานั้นย่อมถึงใจ คือไม่

กระทบกระทั่ง เข้าไปถึงจิตโดยสะดวก. ชื่อว่าเป็นวาจาชาวเมือง เพราะวาจา

นั้นมีอยู่ในเมืองเหตุเป็นวาจาที่บริบูรณ์ด้วยคุณ. ชื่อว่า โปริ เพราะวาจานั้น

เป็นวาจาอ่อนโยนประหนึ่งว่า หญิงผู้เจริญในบุรี ดังนี้ก็มี. ชื่อว่า โปรี

เพราะวาจานั้นเป็นวาจาของชาวเมืองดังนี้ก็มี อธิบายว่า เป็นถ้อยคำของชาว

เมือง. ด้วยว่า ชาวเมืองย่อมเป็นผู้มีถ้อยคำสมควร คือเรียกคนปูนพ่อว่าพ่อ

คนผู้ปูนแม่ว่าแม่ ปูนพี่ว่าพี่. ชื่อว่าผู้มีวาจาอันคนเป็นอันมากรักใคร่ เพราะ

ถ้อยคำเห็นปานนั้น ย่อมเป็นวาจาอันคนเป็นอันมากชอบใจ. ชื่อว่า เป็นวาจา

เป็นที่พอใจของชนเป็นอันมาก เพราะวาจานั้น เป็นที่พอใจคือทำความเจริญ

ใจแก่ชนเป็นอันมาก เพราะเป็นวาจาที่คนทั้งหลายรักใคร่นั่นเอง. บุคคลผู้ชื่อ

ว่า กาลวาทีเพราะกล่าวโดยกาล อธิบายว่าบุคคลนั้นย่อมกำหนดกาลอันควร

กล่าวแล้วกล่าว. ชื่อว่าผู้มีปกติกล่าวคำจริง เพราะย่อมกล่าวคำที่จริง คือคำแท้

ได้แก่คำเป็นจริงอย่างเดียว. ชื่อว่าผู้มีปกติกล่าวอาศัยประโยชน์ เพราะบุคคล

นั่นกล่าวกระทำให้เป็นคำอาศัยอรรถอันเป็นประโยชน์ในภพนี้และภพหน้าอย่าง

เดียว. ชื่อว่าผู้มีปกติกล่าวอาศัยธรรม เพราะบุคคลนั้นย่อมกล่าวทำให้เป็น

คำอาศัยโลกุตตรธรรม ๙. ชื่อว่า ผู้มีปกติกล่าวอาศัยวินัย เพราะกล่าวกระทำ

ให้เป็นคำอาศัยสังวรวินัย. และปหานวินัย โอกาสที่ตั้ง ท่านเรียกว่าหลักฐาน

หลักฐานของวาจานั้นมีอยู่ เหตุนั้น วาจานั้น ชื่อว่า มีหลักฐาน อธิบายว่า บุคคล

ผู้ที่ควรเชื่อได้นั้น ย่อมเป็นผู้กล่าววาจาอันสมควรที่จะพึงเก็บไว้ในหทัย. บทว่า

กาเลน ความว่า ก็บุคคลผู้ควรเชื่อได้นั้นแม้เมื่อกล่าวคำเห็นปานนั้น ย่อมไม่

กล่าวโดยกาลอันไม่สมควรด้วยถือว่า จักกล่าวคำมีหลักฐานดังนี้ แต่พิจารณา

กาลอันสมควรแล้ว จึงกล่าว. บทว่า ลาปเทสํ ความว่า มีอุปมา มีเหตุ.

บทว่า ปริยนฺตวตึ มีความว่า ที่สุดของวาจานั้น จะปรากฏด้วยประการใด

บุคคลผู้เชื่อได้นั้นกล่าวแสดงที่สุด โดยประการนั้น. บทว่า อตฺถสญฺหิตํ

ความว่า ชื่อว่าถึงพร้อมด้วยประโยชน์ เพราะวาจานั้นอันบุคคลผู้จำแนกอยู่โดย

นัยแม้เป็นอันมากไม่อาจจะให้ถือเอาที่สุดได้ อีกอย่างหนึ่ง มีความว่า บุคคลผู้

ควรเชื่อนั้น ย่อมกล่าววาจาอันชื่อว่าประกอบด้วยประโยชน์ เพราะวาจานั้น

เป็นวาจาประกอบด้วยประโยชน์ที่เขากล่าว ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า บุคคลผู้

ควรเชื่อนั้น หายกคำอย่างหนึ่งแล้ว ไพล่ไปกล่าวเสียอีกอย่างหนึ่งไม่.

บทว่า วีชคามภูตคามสารมฺภา ความว่า เว้นจากการพรากพืช

คาม ๕ อย่าง คือพืชเกิดแต่ราก พืชเกิดแต่ลำต้น พืชเกิดแต่ข้อ พืชเกิดแต่

ยอด พืชเกิดแต่เมล็ด และภูตคามมีของเขียวหญ้าและต้นไม้เป็นต้นชนิดใด

ชนิดหนึ่ง คือทำลายโดยตัดและเผาเป็นต้น. บทว่า เอกภตฺติโก ความว่า

ภัตร ๒ อย่าง คือ ภัตรที่จะพึงบริโภคในเวลาเช้า ภัตรที่จะพึงบริโภคในเวลา

เย็น ในสองอย่างนั้น ภัตรที่จะพึงบริโภคในเวลาเช้า กำหนดภายในเที่ยงวัน

ภัตรที่จะพึงบริโภคในเวลาเย็น กำหนดตั้งแต่เที่ยงวันถึงภายในอรุณ เพราะ

ฉะนั้น แม้จะบริโภคภายในเที่ยงวันตั้งแต่ ๑๐ ครั้ง ก็ชื่อว่า เป็นผู้มีภัตรหน

เดียว ท่านหมายเอาความเป็นผู้มีภัตรหนเดียวนั้นกล่าวว่า เอกภตฺติโก ดังนี้.

ชื่อว่า รตฺตูปรโต เพราะเว้นจากการบริโภคในเวลากลางคืนนั้น. การบริ-

โภคในเวลาเลยเที่ยงไปแล้วจนถึงพระอาทิตย์ตก ชื่อว่าบริโภคในเวลาวิกาล.

เพราะเว้นจากวิกาลโยชน์นั้น จึงชื่อว่าเว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล.

ชื่อว่า วิสูกทสฺนํ เพราะเป็นการดีที่เป็นข้าศึกศัตรูเพราะไม่อนุโลมตามพระ-

ศาสนา. ชื่อว่า นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา เพราะการฟ้อน การขับ การประ-

โคนด้วยการอำนาจฟ้อนเองและให้ผู้อื่นฟ้อนเป็นต้น และการดูที่เป็นข้าศึกซึ่ง

การฟ้อนเป็นต้นที่เป็นไปแม้อย่างต่ำมีนกยูงรำแพนเป็นต้น. การประกอบเองก็

ดี การให้ผู้อื่นประกอบก็ดี ซึ่งการฟ้อนเป็นต้นหรือการดูการฟ้อนเป็นต้นที่ผู้อื่น

ประกอบย่อมไม่ควรแก่ภิกษุและภิกษุณีทั้งนั้น. บทว่า มาลา ในคำว่า มาลา

เป็นต้น ได้แก่ดอกไม้ชนิดใดชนิดหนึ่ง. บทว่า คนฺธํ ได้แก่ของหอมชนิดใด

ชนิดหนึ่ง. บทว่า วิเลปนํ ได้แก่ เครื่องประเทืองผิว. ผู้ประดับในเครื่อง

ประดับเหล่านั้น ชื่อว่าทัดทรง. ผู้ทำที่พร่องให้เต็ม ชื่อว่า ประดับ. ผู้ยินดี

ด้วยของหอมและเครื่องประเทืองผิว ชื่อว่า ตกแต่ง. เหตุท่านเรียกว่าฐานะ.

อธิบายว่า เพราะฉะนั้น มหาชนทำการทัดทรงดอกไม้เป็นต้นเหล่านั้นด้วย

เจตนาเครื่องทุศีลใด เป็นผู้งดเว้นจากเจตนาเครื่องทุศีลนั้น. ที่นอนอันเกิน

ประมาณ ท่านเรียก อุจจาสยนะ. เครื่องลาดที่ไม่สมควร ชื่อว่า มหาสยนะ.

อธิบายว่า งดเว้นจากที่นอนสูงและที่นอนใหญ่นั้น. บทว่า ชาตรูปํ ได้แก่

ทอง. บทว่า รชฏํ ความว่า วัตถุเหล่าใดถึงการบัญญัติว่า กหาปณะ มาสกโลหะ

มาสกยาง มาสกไม้ งดเว้นจากการรับวัตถุทั้งสองนั้น. อธิบายว่า ไม่รับเอง

ไม่ให้คนอื่นรับวัตถุทั้งสองนั้น ไม่ยินดีวัตถุทั้งสองที่คนอื่นเก็บไว้.

บทว่า อามกธญฺญปฏิคฺคหณา ได้แก่ จากการรับ ธัญญชาติดิบ

๗ อย่างคือ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ข้าวเหนียว ข้าวละมาน ข้าวฟ่าง ลูก

เดือย หญ้ากับแก้. มิใช่ห้ามการรับธัญญชาติเหล่านั้นอย่างเดียวเท่านั้น แม้

การถูกต้องก็ไม่ควรแก่ภิกษุทั้งหลาย. ในบทว่า อามกมํสปฏิคฺคหณา นี้

ความว่า การรับเนื้อและปลาดิบ ย่อมไม่ควรแก่ภิกษุทั้งหลาย การถูกต้องก็ไม่

ควร นอกจากที่ทรงอนุญาตไว้โดยเฉพาะ. คำว่า อิตฺถี ในคำว่า อิตฺถี

กุมาริกปฏิคฺคหณา นี้ได้แก่หญิงที่กำลังอยู่กับผู้ชาย นอกนั้นจัดเป็นหญิง

สาว. การรับก็ดี การจับต้องก็ดี ซึ่งหญิงเหล่านั้น. ในบทว่า ทาสีทาส

ปฏิคฺคหณา นี้ ความว่า ไม่ควรรับชนเหล่านั้น ไว้โดยเป็นทาสหญิงทาส

ชายเลย แต่เมื่อเขาพูดว่าฉันถวายเป็นกัปปิยะการก ฉันถวายเป็นคนวัด ก็ควร

ได้รับ. ในแพะและแกะเป็นต้น มีนาและสวนเป็นที่สุดพึงใคร่ครวญนัยที่

สมควรและไม่สมควร ตามวินัย. ในบรรดานาและสวนนั้น ชื่อว่า นา คือ

ที่ปลูก-ปุพพัณณชาติ ซึ่งว่า ที่สวน คือที่ปลูกอปรัณณชาติ. อีกอย่างหนึ่ง

ที่ที่ปุพพัณณชาติและอปรัณณชาติทั้งสองงอกขึ้นนั้น ชื่อว่า นา ภูมิภาค

ที่มิได้ทำไว้เพื่อประโยชน์นั้น ชื่อว่า สวน. ก็ในที่นี้ท่านรวมแม้บึงและหนอง

เป็นต้น โดยมีนาและสวนเป็นสำคัญ. งานทูตคือการถือหนังสือหรือข่าวสาร

ของคฤหัสถ์ไปในที่นั้น ๆ เรียกว่า ทูเตยะ (การส่งข่าวสาร). การไปด้วยกิจ

เล็ก ๆ น้อยๆ ของผู้ที่เขาส่งไปจากเรือน (นี้) สู่เรือนโน้น ท่านเรียกว่าการรับ

ใช้. การกระทำทั้งสองอย่างนั้น ชื่อว่าอนุโยค เพราะฉะนั้นพึงเห็นความในข้อ

นี้ว่า การประกอบเนืองๆ ซึ่งการส่งข่าวสารและการรับใช้. บทว่า กยวิกฺกยา

ได้แก่การซื้อและการขาย. บทว่า กูฏํ ในคำว่า ตุลากูฏเป็นต้น ได้แก่การ

โกง. ก่อนอื่นในการโกงเหล่านั้น การโกงด้วยตาชั่งมี ๔ อย่าง คือ โกงโดยรูป

โกงโดยอวัยวะ โกงโดยรับ โกงโดยปกปิด. ในการโกงอย่างนั้น ชื่อว่า

การโกงโดยรูป คือ การทำตาชั่ง ๒ อัน ให้รูปเท่ากัน เมื่อรับก็รับด้วยตาชั่ง

อันใหญ่ เมื่อให้ก็ให้ด้วยตาชั่งอันเล็ก. ชื่อว่าโกงโดยอวัยวะคือเมื่อรับก็เอามือ

กดตาชั่งข้างหลังไว้ เมื่อให้ก็เอามือกดตาชั่งข้างหน้าไว้. ชื่อว่าการโกงโดยรับ

คือเมื่อรับก็จับเชือกที่ต้น เมื่อให้ก็จับเชือกที่ปลาย. ชื่อว่าโกงโดยปกปิด คือ

กระทำตาชั่งกลวงแล้วใส่ผงเหล็กไว้ข้างใน เมื่อรับก็กระทำตาชั่งนั้นไว้ทางหลัง

เมื่อให้ก็กระทำตาชั่งไว้ทางปลาย.

ถาดทองคำเรียกว่าสำริด. การโกงด้วยถาดทองนั้น ชื่อว่าโกงด้วย

สำริด. อย่างไร ? คือกระทำถาดทองขึ้นใบหนึ่ง แล้วกระทำถาดโลหะอย่างอื่น

๒-๓ ใบให้มีสีเหมือนทอง แต่นั้นไปยังชนบทเข้าไปหาตระกูลที่มั่งคั่งตระกูล

ใดตระกูลหนึ่ง กล่าวว่า ท่านจงซื้อภาชนะทอง เมื่อเขาถามราคาเป็นผู้ประ-

สงค์จะให้สิ่งที่มีราคามากกว่า. แต่นั้นเมื่อคนเหล่านั้นพูดว่า บอกที่เถิดข้าพเจ้า

จะทราบว่าถาดเหล่านี้เป็นทองคำได้อย่างไร จึงบอกว่า ท่านจงทดลองเอาเถอะ

แล้วเอาถาดทองครูดที่หิน แล้วนอบถาดทั้งหมดให้ไป.

ชื่อการโกงด้วยเครื่องตวงวัดมี ๓ อย่างคือ หทยเภท ๑ สิขาเภท ๑

รัชชุเภท ๑. ใน ๓ อย่างนั้น หทยเภทะ ใช้ในเวลาตวงเนยใสและน้ำมันเป็นต้น.

คือเมื่อจะซื้อเนยใสและน้ำมันเป็นต้นเหล่านั้น ก็บอกว่า จงค่อยๆริน แล้วให้เนย

ใสและน้ำมันเป็นอันมากไหลลงในภายในภาชนะ ด้วยเครื่องตวงที่มีช่องอยู่ภายใน

รับเอา เมื่อจะขายก็ปิดช่องเสียทำให้เต็มเร็ว ๆ ให้ไป. สิขาเภทะ ใช้ในเวลา

ตวงงาและข้าวสารเป็นต้น. คือเมื่อจะตวงซื้องาและข้าวสารเป็นต้นเหล่านั้นก็

ค่อย ๆ ยอดพูนสูงขึ้นถือเอา เมื่อตวงขายก็รีบตวงให้เต็มแล้วปาดขายไป.

รัชชุเภทะ ใช้ในเวลาวัดที่นาและที่สวน. คือเมื่อไม่ได้สินจ้างก็วัดทำนาที่แม้ใน

ใหญ่ก็ให้ใหญ่ได้.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า อักโกฏนะ เป็นต้น. บทว่า อุกฺโกฏนํ

หมายเอาการโกง เพื่อทำคนผู้เป็นเจ้าของไม่ให้เป็นเจ้าของ. บทว่า วญฺจนํ ได้แก่

การลวงคนอื่น ด้วยอุบายนั้น ๆ. ในข้อนั้นมีเรื่องหนึ่งเป็นอุทาหรณ์ดังต่อไปนี้

เล่ากันมาว่า นายพรานคนหนึ่ง จับเนื้อและลูกเนื้อมา. นักเลงคนหนึ่ง พูดกะ

เขาว่า ผู้เจริญเนื้อราคาเท่าไรลูกเนื้อราคาเท่าไร. เมื่อเขาตอบว่าเนื้อ ๒ กหาปณะ

ลูกเนื้อ ๑ กหาปณะ จึงให้ ๑ กหาปณะแล้ว พาเอาลูกเนื้อไปได้หน่อยหนึ่งก็กลับ

มาพูดว่าฉันไม่ต้องการลูกเนื้อละ ท่านจงให้เนื้อแก่ฉัน. ถ้าเช่นนั้นท่านจงให้ ๒

กหาปณะ. นักเลงนั้นพูดว่า ผู้เจริญ เราให้ ๑ กหาปณะ แก่ท่านก่อนแล้วมิ

ใช่หรือ. รับว่า เออให้แล้ว. จึงกล่าวว่า ท่านจงเอาลูกเนื้อแม้นี้ไป เมื่อเป็น

เช่นนั้น กหาปณะนั้น และลูกเนื้อซึ่งได้ราคา ๑ กหาปณะ นี้ จึงรวมเป็น

๒ กหาปณะ นี้ จึงรวมเป็น ๒ กหาปณะ. นายพรานกำหนดว่า เขากล่าวมีเหตุ

ผลจึงรับเอาลูกเนื้อไว้แล้วให้เนื้อไป. บทว่า นิกติ ได้แก่การลวงด้วยวิธี

ปลอม โดยทำสิ่งซึ่งไม่ใช่สังวาลว่าเป็นสังวาล ที่ไม่ใช่แก้วมณี ว่าเป็นแก้ว

มณี ที่มีใช่ทองว่าเป็นทอง ด้วยการตลบตะแลงหรือด้วยกลลวง. บทว่า สา-

วิโยโค แปลว่า การตลบตะแลงด้วยการโกง. คำว่าสาวิโยโคนี้ เป็นชื่อของ

การคดโกงเป็นต้นเหล่านั้นนั่นเอง. เพราะฉะนั้น พึงเห็นความในคำว่า สาวิโยโค

นี้ว่า ตลบตะแลงด้วยการกดโกง ตลบตะแลงด้วยหลอกลวง. อาจารย์บางพวก

กล่าวว่า การแสดงสิ่งหนึ่งแล้ว เปลี่ยนเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ชื่อว่าสาวิโยคะ ตลบ

ตะแลง. แต่คำนั้นท่านก็รวมเข้าด้วยการหลอกลวงเหมือนกัน. พึงทราบวินิจฉัย

ในข้อว่า เฉทนะเป็นต้น คำว่า เฉทนํ ได้แก่การัดมือเป็นต้น. บทว่า

วโธ ได้แก่การทำให้ตาย. บทว่า พนฺโธ ได้แก่การจองจำด้วยเครื่องจำคือ

เชือกเป็นต้น. บทว่า วิปราโมโส ได้แก่การบังมี ๒ อย่าง คือ บังด้วยหิมะ

และบังด้วยพุ่มไม้. ใน ๒ อย่างนั้น บังด้วยหิมะ ในเวลาหิมะตกแล้วพูดเท็จกะชน

ผู้เดินไป นี้ เรียกว่า หิมวิปราโมส หิมะบังด้วยหิมะ. บังด้วยพุ่มไม้เป็นต้นแล้ว

พูดเท็จนี้ เรียกว่า คุมพวิปราโมสะ บังด้วยพุ่มไม้. การปล้นสะดมชาวบ้าน

และชาวนิคมเป็นต้นท่านเรียกว่า อาโลโป การปล้น. บทว่า สหสากาโร

ได้แก่ การกระทำอย่างฉับพลันคือเข้าไปสู่เรือนแล้ว จี้อกของตนทั้งหลายแล้ว

ฉวยสิ่งของตามปรารถนาไป เป็นผู้เว้นขาดจากอาการตัด ฆ่า จองจำ บัง ปล้น

จี้นั้น ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า โส สนฺตุฏฺโฐ โหติ ความว่า ภิกษุนั้นประกอบด้วย

อิตริตรปัจจัยสันโดษ ๑๒ อย่าง ในปัจจัย ๔ ดังกล่าวแล้วในหนหลัง. อนึ่ง

บริขาร ๘ คือ ไตรจีวร บาตร มีดน้อยสำหรับเหลาไม้สีฟัน เข็มเล่มหนึ่ง

ประคตเอว ผ้ากรองน้ำ ย่อมควรแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยสันโดษในปัจจัยตามมี

ตามไค้ ๑๒ อย่างนี้. สมจริงดังพระโปราณาจารย์ กล่าวไว้

บริขารเหล่านี้ คือ ไตรจีวร บาตร
มีดน้อย เข็ม และประคตเอว เป็น ๘ ทั้ง
ผ้ากรองน้ำ ย่อมควรแก่ภิกษุผู้ประกอบ
ความเพียรด้วย.
บริขารเหล่านั้น แม้ทั้งหมด เป็นเครื่องบริหารกายก็ได้ บริหารท้อง

ก็ได้ อย่างไร ก่อนอื่น ไตรจีวร ย่อมบริหาร คือเลี้ยงกาย ในคราวที่

นุ่งและหุ่ม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นเครื่องบริหารกาย ย่อมบริหารคือ

เลี้ยงท้อง ในคราวที่กรองน้ำด้วยมุมจีวรแล้วดื่มและในคราวที่ห่อผลไม้ใหญ่

น้อย ที่ควรเคี้ยวกินได้ด้วยชายจีวรนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นเครื่อง

บริหารท้อง แม้บาตรก็เป็นเครื่องบริหารกาย โนคราวที่ตักน้ำด้วยบาตรนั้น

อาบและในคราวตักน้ำด้วยบาตรนั้นประพรมกุฏี. เป็นเครื่องบริหารท้อง ใน

คราวรับอาหารด้วยบาตรนั้นฉัน. แม้มีดน้อย ย่อมเป็นเครื่องบริหารกาย ใน

คราวที่เหลาไม้สีฟันและในคราวที่ทำขาเตียงตั่งและคันกลด เป็นเครื่องบริหาร

ท้อง ในคราวที่ตัดอ้อยและปอกมะพร้าวเป็นต้น. แม้เข็มย่อมเป็นเครื่องบริหาร

กาย ในคราวที่เย็บจีวร เป็นเครื่องบริหารท้อง ในคราวจิ้มขนมหรือผลไม้

ฉัน. แม้ประคดเอว ย่อมเป็นเครื่องบริหารกายในคราวคาดเที่ยวไป เป็นเครื่อง

บริหารท้อง ในคราวมัดอ้อยเป็นต้นถือเอาไป. แม้ผ้ากรองน้ำ ย่อมเป็นเครื่อง

บริหารกาย ในคราวที่กรองน้ำด้วยผ้านั้นอาบ และในคราวที่กรองน้ำด้วยผ้า

นั้นแล้วทำการประพรมเสนาสนะ เป็นเครื่องบริหารท้อง ในคราวที่กรองน้ำดื่ม

และในคราวที่ห่องาข้าวสารและข้าวเม่าเป็นต้นด้วยผ้านั้นแล้วฉัน. นี้เป็น

ประมาณบริขารของภิกษุผู้มีบริขาร ๘ เท่านั้น.

ส่วนภิกษุผู้มีบริขาร ๙ เข้าไปสู่ที่นอนจะมีเครื่องลาดสำหรับเสนาสนะ

นั้น หรือลูกกุญแจก็ควร. ภิกษุผู้มีบริขาร ๑๐ จะมีผ้านิสีทนะ หรือ แผ่น

หนังก็ควร. ภิกษุผู้มีบริขาร ๑๑ จะมีไม้เท้าคนแก่ หรือทะนานน้ำมันก็ควร.

ภิกษุผู้มีบริขาร ๑๒ จะมีร่มหรือรองเท้าก็ควร. ก็ในภิกษุเหล่านั้น ภิกษุผู้มี

บริขาร ๘ เท่านั้น ชื่อว่าผู้สันโดษ นอกนั้นใครๆ ก็ไม่ควรกล่าวว่า ไม่สันโดษ

เป็นผู้มักมาก เป็นผู้อยากใหญ่ ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้มักน้อย สันโดษ

เลี้ยงง่าย และมีความพระพฤติเบาทีเดียว. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า มิได้

ทรงแสดงพระสูตรนี้ด้วยสามารถแห่งภิกษุเหล่านั้น ทรงแสดงด้วยอำนาจแห่ง

ภิกษุผู้มีบริขาร ๘. จริงอยู่. ภิกษุผู้มีบริขาร ๘ นั้น ห่อมีดน้อยและเข็มไว้ใน

ผ้ากรองน้ำเก็บไว้ในบาตรแล้วคล้องบาตรไว้ที่จะงอยบ่านุ่งห่มไตรจีวร คาด

ประคดเอวแล้วหลีกไป สบายตามประสงค์. เธอไม่ต้องกลับมาเอาอะไรอีก.

ดังนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงความประพฤติเบาพร้อมของ

ภิกษุนี้ จึงตรัสว่า สนฺตุฏฺโฐ โหติ กายบริหาริเยน จีวเรน ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กายบริหาริเยน คือเพียงเป็นเครื่องบริหารกาย.

บทว่า กุจฺฉิปริหาริเยน ได้แก่ เพียงเป็นเครื่องบริหารท้อง. บทว่า สมาทา-

เยว ปกฺกมติ ความว่า เธอถือเอาเพียงเครื่องบริขาร ๘ ทั้งหมดนั้นติดตัวไป

ย่อมไม่ข้องหรือติดอยู่ว่า วิหาร บริเวณ อุปัฏฐากของเรา ภิกษุผู้มีบริขาร ๘

นั้น ใช้สร้อยเสนาสนะ ที่ตนปรารถนาแล้ว ๆ คือไพรสณฑ์ โคนไม้ ชายป่า

อยู่คนเดียว นั่งคนเดียวไม่มีเพื่อนในอิริยาบถทั้งปวง ดุจลูกศรที่พ้นจากแหล่ง

และดุจช้างตกมัน ปลีกไปจากโขลงฉะนั้น ย่อมถึงความเป็นผู้เหมือนนอแรด

ที่ท่านพรรณนาไว้อย่างนี้ว่า

จาตุทฺทิโส อปฺปฏิโฆ จ โหติ
สนฺตุสฺสมาโน อตรีตเรน
ปริสฺสยานํ สหิตา อจฺฉมฺภี
เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป
ภิกษุผู้สันโดษ ย่อมเป็นผู้อยู่เป็นสุข
ในทิศทั้ง ๔ และเป็นผู้ไม่หงุดหงิดสันโดษ
ด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ครอบงำอันตราย
ทั้งหลาย ไม่หวาดเสียว เที่ยวไปคนเดียว
ดังนอแรด.
บัดนี้ เมื่อทรงสาธกความข้อนั้น ด้วยอุปมาจึงตรัสว่า เสยฺยถาปิ เป็น

ต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกฺขี สกุโณ ได้แก่ นกมีปีก. บทว่า

เฑติ แปลว่า บิน. ก็ความสังเขปในข้อนี้มีดังนี้. ธรรมดาว่านกทั้งหลายรู้ว่า

ต้นไม้ในถิ่นโน้นมีผลสุก จึงพากันมาจากทิศต่าง ๆ เจาะจิก กินผลของต้นไม้

นั้น ด้วยเล็บ ปีกและจงอยปากเป็นต้น. นกเหล่านั้นไม่มีความคิดว่า นี้สำหรับ

วันนี้ๆสำหรับวันพรุ่งนี้ แต่เมื่อผลไม้หมด มันก็ไม่ต้องรักษาต้นไม้ไว้ ไม่ต้อง

เอาปีก เล็บ หรือจงอยปากเก็บไว้ที่ต้นไม้นั้น โดยที่แท้ ไม่มีความอาลัยใน

ต้นนั้น ตัวใด ปรารถนาทิศภาคใด ตัวนั้นมีภาระคือปีกของตนเท่านั้นบินไปทาง

ทิศนั้น ฉันใด ภิกษุนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่มีความคิดปราศจากความอาลัย

หลีกไป มุ่งมั่นแต่จะหลีกไปอย่างเดียว. บทว่า อริเยน แปลว่า ไม่มีโทษ.

บทว่า อชฺฌตฺตํ แปลว่า ในอัตภาพของตน. บทว่า อนวชฺชสุขํ แปล

ว่า สุข ที่ไม่มีโทษ. บทว่า โส จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา ความว่า ภิกษุนั้น

คือผู้ประกอบด้วยสีลขันธ์อันเป็นอริยะนี้ เห็นรูปด้วยวิญญาณจักษุ. คำที่

จะพึงกล่าวในบทที่เหลือทั้งหมดกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค. บทว่า อพฺยา-

เสกสุขํ ได้แก่ สุขที่ไม่ระคนด้วยกิเลส. ท่านกล่าวว่า สุขที่ไม่คาบเกี่ยวด้วย

กิเลสก็มี. จริงอยู่ สุขในอินทรียสังวรชื่อว่า ไม่คาบเกี่ยว เพราะเป็นไปด้วย

อำนาจเพียงรูปที่เห็นแล้วในอารมณ์มีรูปที่เห็นแล้วเป็นต้น. บทว่า โส อภิกฺ-

กนฺเต ปฏิกฺกนฺเต ความว่า ภิกษุนั้น คือผู้ประกอบ ด้วยการสำรวมอินทรีย์

มีใจเป็นที่ ๖ เป็นผู้มีปกติกระทำด้วยความรู้ตัวด้วยสติและสัมปชัญญะ ในฐานะ

ทั้ง ๗ นี้มีการก้าวไปและการถอยกลับเป็นต้น. คำที่จะพึงกล่าวในข้อนั้น

ได้กล่าวไว้แล้วในสติปัฏฐานสูตรนั้นแล.

ด้วยคำว่า โส อิมินา จ เป็นต้น ท่านแสดงไว้อย่างไร. ท่านแสดง

ถึงปัจจัยสมบัติแห่งการอยู่ป่า. จริงอยู่ การอยู่ป่าของผู้ที่ไม่มีปัจจัยเหล่านี้ย่อม

ไม่สำเร็จ จะถูกค่อนว่าเหมือนกับสัตว์ดิรัจฉาน หรือพรานไพร. เหล่าเทวดา

ผู้สิงอยู่ในป่า ช่วยกันประกาศก้องด้วยเสียงที่น่ากลัว ว่าภิกษุชั่วเห็นปานนี้ อยู่

ป่าไปทำไม เอามือตีศีรษะ. กระทำอาการให้หนีไป. ความไม่มีเกียรติยศก็แพร่

ไปว่า ภิกษุโน้นเข้าไปป่า กระทำกรรมชั่วเช่นนี้. แต่การอยู่ป่าของภิกษุผู้ที่

มีปัจจัย ๔ เหล่านั้น ย่อมสำเร็จ. แท้จริงเธอเมื่อพิจารณาถึงศีลของตนอยู่

ไม่เห็นความต่างพร้อยไร ๆ ก็ทำให้เกิดปีติพิจารณาเห็นสิ่งนั้นโดยความสิ้นไป

ย่อมก้าวลงสู่อริยภูมิ. เหล่าเทวดาผู้สิงอยู่ในป่าดีใจ ก็สรรเสริญ เกียรติยศ

ของภิกษุนั้น ย่อมแผ่ออกไป เหมือนหยาดน้ำมันงาที่ใส่ลงในน้ำฉะนั้นด้วย

ประการฉะนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิวิตฺตํ แปลว่า ว่าง อธิบายว่าไม่มีเสียง

คือไร้เสียง. ก็ท่านหมายเอาคำนี้เอง จึงกล่าวไว้ในวิภังค์ว่า บทว่า วิวิตฺตํ

ความว่า แม้หากว่า เสนาสนะมีในที่ใกล้ไซร้ และเสนาสนะนั้น ไม่เกลื่อนด้วย

คฤหัสถ์ แลบรรพชิต เพราะฉะนั้น เสนาสนะนั้น ชื่อว่า วิวิตตะ. ชื่อว่า

เสนาสนะ เพราะเป็นที่นอนและเป็นที่นั่ง คำนั่น เป็นชื่อของเตียงและตั่ง

เป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า บทว่า เสนาสนะได้แก่เสนาสนะคือ

ที่นอน ที่นั่ง ตั่ง ฟูก หมอน วิหาร เพิง ปราสาท เรือนแถว ถ้ำ

ป้อม ศาลา ที่เร้น พุ่มไผ่ โคนไม้ มณฑป อันเป็นที่ที่ภิกษุต้องอาศัย

ทั้งหมดนั่น จัดเป็นเสนาสนะ. อนึ่ง วิหาร เพิง ปราสาท เรือนแถว ถ้ำ

นี้ชื่อว่า วิหารเสนาสนะ เสนาสนะ คือที่อยู่. เตียง ตั่ง ฟูก หมอน นี้ชื่อว่า

มัญจปีฐเสนาสนะ แผงจาก ท่อนหนัง เครื่องลาดทำด้วยหญ้า เครื่องลาด

ทำด้วยใบไม้ นี้ชื่อว่า สันถัตเสนาสนะ เสนาสนะคือสันถัด อันเป็นที่ ๆ

ภิกษุอาศัย นี้ชื่อว่า โอกาสเสนาสนะ เสนาสนะคือที่ว่าง รวมทั้ง ๔ ดังว่า

มานี้ จัดเป็นเสนาสนะ. เสนาสนะนั้นทั้งหมด ท่านรวมความไว้ด้วยศัพท์ว่า

เสนาสนะเหมือนกัน.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงเสนาสนะอันสมควรแก่ภิกษุผู้

จาริกไปในทิศทั้ง ๔ ซึ่งเสมือนนกนี้ จึงตรัสคำว่า อรญฺญํ รุกฺขมูลํ ดังนี้เป็น

ต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อรญฺญํ ได้แก่ ที่ทั้งหมดนอกเสาเขื่อนออก

ไปนั่น ชื่อว่าป่า. ข้อนี้มาโดยเรื่องสองเหล่าภิกษุณี. เสนาสนะชั่ว ๕๐๐ ลูกธนู

เป็นที่สุด ชื่อว่า เสนาสนะป่า ก็เสนาสนะป่านี้ สมควรแก่ภิกษุนี้. ลักษณะ

ของเสนาสนะนั่น กล่าวไว้แล้วในธุดงคนิเทศ ในวิสุทธิมรรค. บทว่า รุกฺขมูลํ

ได้แก่ โคนต้นไม้อันสงัดมีร่มเงาเย็นแห่งใดแห่งหนึ่ง. บทว่า ปพฺพตํ แปลว่า

ภูเขาสิลา. จริงอยู่ เมื่อภิกษุใช้น้ำที่แอ่งน้ำที่ภูเขาศิลานั้น นั่ง ณ ร่มเงา

ของต้นไม้อันเย็น ต้องลมเย็นที่โชยมาในทิศต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ จิตก็มีอารมณ์

เป็นอันเดียว. น้ำท่านเรียกว่า กํ ในคำว่า กนฺทรํ ที่อันน้ำกัด ที่อันน้ำเซาะ

ได้แก่ประเทศแห่งภูเขา ที่อาจารย์บางพวกเรียกว่า นทีตุมพะ บ้าง นทีกุฏฏะ

บ้าง. แท้จริงในประเทศแห่งภูเขานั้น มีทรายเสมือนแผ่นเงิน น้ำเสมือนแท่ง

แก้วมณี ย่อมไหลผ่านชัฏแห่งป่าเหมือนเพดานแก้วมณีบนยอด ภิกษุลงสู่ห้วย

ละหานเห็นปานนั้น ดื่มน้ำ ลูบตัวให้เย็น ยกทรายขึ้น ปูผ้าบังสุกุลจีวรนั่งทำ

สมณธรรม จิตตก็มีอารมณ์เดียว. บทว่า คิริคุหํ ได้แก่ มีช่องใหญ่เช่นกับอุมงค์

ระหว่างภูเขา ๒ ลูก หรือ ภูเขาลูกเดียวกัน. ลักษณะสุสานกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิ

มรรค. บทว่า วนปตฺถํ ได้แก่ สถานที่ใกล้เคียงที่พวกมนุษย์ไม่ไถไม่หว่าน.

ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ ท่านจึงกล่าวว่า วนปตฺถํ เป็นชื่อของเสนาสนะที่ห่างไกล.

บทว่า อพฺโภกกาสํ ได้แก่ที่ไม่มุ่งบัง. แต่ภิกษุประสงค์ก็กั้นกลดอยู่ในที่นั้นได้.

บทว่า ปลาลปุญชํ ได้แก่ ลอมฟาง จริงอยู่ เหล่าภิกษุชักฟางจากลอมฟาง

ใหญ่ ทำที่อยู่เสมือนเงื้อมภูเขาและที่เร้นวางฟางไว้ข้างพุ่มไม้เป็นต้น แล้วนั่ง

ทำสมณธรรมภายใต้ ท่านหมายเอาลอมฟางนั้นจึงกล่าวคำนี้. บทว่า ปจฺฉา-

ภฺตตํ คือ ภายหลังภัต. บทว่า ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต แปลว่า กลับจาก

บิณฑบาต. บทว่า ปลฺลงฺกํ ได้แก่ นั่งพับขาโดยรอบ. บทว่า อาภุชิตฺวา

แปลว่า ติดกัน. บทว่า อุชุํ กายํ ปณิธาย ได้แก่ ตั้งกายข้างบนให้ตรง

เอาปลายกับปลายกระดูกสันหลัง ๑๘ ชิ้น ให้จดกัน. จริงอยู่ ภิกษุนั่งอย่างนี้

หนังเนื้อเอ็นไม่ขัดกัน เมื่อเป็นอย่างนั้นเวทนาทั้งหลายที่พึงเกิดทุกขณะ เพราะ

ความขัดกันแห่งหนึ่งเนื้อเอ็นเหล่านั้นเป็นปัจจัย ก็ไม่เกิดแก่ภิกษุนั้น เมื่อ

เวทนาเหล่านั้นไม่เกิดขึ้น จิตก็มีอารมณ์เดียว. กัมมัฏฐานก็ไม่ตกไป ก็เข้าถึง

ความเจริญงอกงาม. บทว่า ปริมุขํ สติ อุปฏฺฐเปตฺวา ความว่า ตั้งสติมุ่ง

ตรงต่อพระกัมมัฏฐานหรือกระทำไว้ใกล้หน้า. ด้วยเหตุนั้นแลท่านจึงกล่าวไว้

ในวิภังค์ว่า สตินี้ย่อมตั้งมั่น ตั้งมั่นด้วยดีที่ปลายจมูกหรือเงาหน้า ด้วยเหตุนั้น

ท่านจึงกล่าวว่า ตั้งสติไว้รอบหน้า. อีกอย่างหนึ่ง ศัพท์ว่า ปริ มีอรรถว่า

ถือเอาโดยรอบ ศัพท์ว่า มุขํ มีอรรถว่า นำออก ศัพท์ว่า สติ มีอรรถว่า

ปรากฏ ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปริมุขํ สตึ พึงเห็นความในคำนี้โดยนัย

ที่กล่าวมาแล้ว ในปฏิสัมภิทามรรคด้วยประการฉะนี้. ในคำนั้นมีความสังเขป

ดังนี้ว่า ปริคฺคหิตนิยฺยานํ สตึ กตฺวา ทำสติเครื่องนำออกจากทุกข์ที่กำหนด

ไว้เป็นอารมณ์.

อุปาทานขันธ์ ๕ ชื่อว่าโลก ในคำว่า อภิชฺฌํ โลเก นี้ เพราะ

อรรถว่าชำรุดทรุดโทรม เพราะฉะนั้น ในคำนี้มีเนื้อความดังนี้ว่า ละ ราคะ ใน

อุปาทานขันธ์ ๕ ข่มกามฉันทะ. บทว่า วิคตาภิชฺเฌน ความว่า ชื่อว่า

ปราศจากอภิชฌา เพราะละด้วยวิกขัมภนปหานะ. ไม่ใช่เสมือน จักขุวิญญาณ.

บทว่า อภิชฺฌาย จิตตํ ปริโสเธติ ความว่า ย่อมเปลื้องจิตจากอภิชฌา คือ

กระทำโดยประการที่อภิชฌานั้นปล่อยและครั้นปล่อยแล้วก็ไม่จับจิตนั้นอีก. แม้

ในคำว่า พฺยาปาทปโทสมฺปหาย ดังนี้เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. ชื่อว่า

พยาปาทะ เพราะเป็นเครื่องเบียดเบียน คือ จิตละปกติเดิมเหมือนขนมกุมมาสบูด

เป็นต้น. ชื่อว่า ปโทสะ เพราะประทุษร้ายด้วยถาวรให้ถึงวิการหรือประทุษร้าย

ผู้อื่นให้พินาศ. คำทั้ง ๒ นี้เป็นชื่อของโกรธเหมือนกัน. ถิ่นะ เป็นความป่วย

ทางจิต มิทธะเป็นความป่วยทางเจตสิก. ทั้งถีนะทั้งมิทธะ ชื่อว่าถิ่นมิทธะ.

บทว่า อาโลกสญฺญี ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยปัญญาอันบริสุทธิ์ ปราศจาก

นีวรณ์ เพราะสามารถจำแสงสว่างที่ตนเห็นทั้งกลางคืนและกลางวันได้. บทว่า

สโต สมฺปชาโน ได้แก่ ประกอบด้วยสติและญาณ (ปัญญา). ทั้ง ๒ นี้

ท่านกล่าวไว้ เพราะเป็นธรรมอุปการะแต่อาโลกสัญญา. ทั้งอุทธัจจะ ทั้งกุก-

กุจจะ ชื่อว่า อุทธัจจกุกกุจจะ. บทว่า ติณฺณวิจิกิจฺโฉ แปลว่า ข้าม

พ้นความสงสัยได้แล้ว. ชื่อว่า อกถํกถี ผู้ไม่มีความสงสัยเป็นเหตุกล่าวว่า

อย่างไร เพราะไม่เป็นไปอย่างนี้ว่า นี้เป็นอย่างไร. บทว่า กุสเลสุ ธมฺเมสุ

ได้แก่ธรรมไม่มีโทษ. อธิบายว่า ไม่สงสัยไม่เคลือบแคลงอย่างนี้ว่า ธรรม

เหล่านี้เป็นกุศล หรือธรรมเหล่านั้นจัดเป็นกุศลได้อย่างไร. ในข้อนี้มีความ

สังเขปดังนี้. แต่เมื่อว่าโดยแยกตามอรรถและลักษณะแห่งคำเป็นต้น ในนีวรณ์

เหล่านี้ คำที่ควรกล่าวทั้งหมด ก็กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค. บทว่า ปญฺญาย

ทุพฺพลีกรเณ ความว่า นีวรณ์ ๕ เหล่านี้. เมื่อเกิด ย่อมไม่ให้เกิดปัญญา

ทั้งที่เป็นโลกิยะ และโลกุทตระ ที่ยังไม่เกิด แม้ที่เกิดแล้วก็ตัดสมาบัติ ๘

อภิญญา ๕ ให้ขาดตกไป เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปญฺญาย ทุพพลี-

กรณา กระทำปัญญาให้อ่อนกำลัง. บทว่า ตถาคตปทํ อิติปิ ความว่า ทาง

คือ ญาณ ร่องรอยคือญาณ ของพระตถาคตแม้นี้ ท่านเรียกว่า ฐาน อันญาณ

เหยียบแล้ว. บทว่า ตถาคตนิเสวิตํ ได้แก่ฐาน อันสี่ข้างคือญาณของพระ-

ตถาคตสีแล้ว. บทว่า ตถาคตารญฺชิตํ ได้แก่ ฐานอันพระเขี้ยวแก้วคือญาณ

ของพระตถาคตกระทบแล้ว. บทว่า ยถาภูตํ ปชานาติ ได้แก่ย่อมรู้ตามสภาวะ

ความเป็นจริง. บทว่า น เตฺวว ตาว อริยสาวโก นิฏฺฐํ คโต โหติ ความว่า

ฌานและอภิญญาเหล่านี้ย่อมทั่วไปแม้กับคนภายนอกพระศาสนา เพราะฉะนั้น

พระอริยสาวกจึงไม่สำเร็จก่อน ที่ชื่อว่ายังไม่สำเร็จก่อนก็เพราะยังไม่สำเร็จแม้

ในขณะแห่งมรรคจิต. บทว่า อปิจ โข นิฏฺฐํ คจฺฉติ ความว่า ก็อีกอย่าง

หนึ่งแล ในขณะแห่งมรรคจิต ย่อมถึงความสำเร็จในรัตนะ ๓ โดยอาการ นี้ว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระสัมมาสัมพุทธะหนอ เหมือนคนต่อช้าง เห็นช้าง

ใหญ่ฉะนั้น. บทว่า นิฏฺฐํ คโต โหติ ความว่า เมื่อถึงความสำเร็จในขณะ

แห่งมรรคจิตอย่างนี้ ย่อมถึงความสำเร็จในรัตนะ ๓ โดยอาการทั้งปวง เพราะมี

กิจทั้งหมดเสร็จแล้วในขณะแห่งอรหัตผลจิต. คำที่เหลือในที่ทุกแห่งมีความ

ง่ายทั้งนั้น.

จบอรรถกถาจุลลหัตถิปโทปมสูตรที่ ๗

ดูเพิ่ม[แก้ไข]