อรรถกถา ฉันนสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาฉันนสูตรที่ ๘
พึงทราบวินิจฉัยในฉันนสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-
พระฉันนเถระ
บทว่า อายสฺมา ฉนฺโน ได้แก่ พระฉันนเถระ เกิดในวันเดียว

กับพระตถาคตเจ้า ในวันที่พระตถาคตเจ้าเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์

ก็โดยเสด็จออกไปด้วย ครั้นเวลาต่อมา ได้บรรพชาในสำนักพระศาสดา

แล้ว กลับมีปกติลบหลู่ตีเสมอ อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าของเรา พระธรรม

ของเรา กระทบกระทั่งเพื่อนสพรหมจารีด้วยวาจาหยาบคาย.

บทว่า อปาปุรณํ อาทาย คือ ถือเอาลูกกุญแจ.

(พ. อวาปุรณํ. )

บทว่า วิหาเรน วิหารํ อุปสงฺกมิตฺวา ความว่า (พระฉันนะ)

เข้าไปสู่วิหารหลังหนึ่ง ออกจากวิหารหลังนั้นแล้วก็เข้าไปสู่วิหารหลังอื่น

แอกจากวิหารหลังอื่นนั่นแล้ว ก็เข้าไปสู่วิหารหลังอื่น (ต่อไปอีก)

รวมความว่า ออกจากวิหารหลังนั้น ๆ เข้าไปยังวิหารหลังนั้น อย่างนี้.

บทว่า เอตทโวจ โอวทนฺตุ มํ(ปาฐะว่า เอตทโวจ โอวทนฺตุ มํ.

ฉบับพม่าเป็นบทตั้ง แปลตามฉบับพม่า. ) ความว่า ถามว่า เพราะเหตุไร

ท่านจึงไปในวิหารนั้น ๆ ด้วยความอุตสาหะมากถึงอย่างนี้แล้วได้

กล่าวคำนี้ ?

ตอบว่า เพราะท่านเกิดความสังเวช.
เป็นความจริง เมื่อพระศาสดาเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว

ท่านพระอานนท์ได้รับมอบหมายจากพระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลาย

จึงได้ไปยังเมืองโกสัมพีแล้วได้ลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะนั้น.

เมื่อ (พระฉันนะ) ถูกลงพรหมทัณฑ์แล้ว ท่านก็เกิดความ

เร่าร้อนจนสลบล้มลง ครั้นรู้สึกตัวขึ้นมาอีกจึงลุกขึ้นไปยังสำนักภิกษุ

รูปหนึ่ง ภิกษุรูปนั้นก็ไม่ยอมพูดจาอะไรกับท่าน. ท่านได้ไปยังสำนัก

ภิกษุรูปอื่น แม้ภิกษุรูปนั้นก็มิได้พูด (อะไรกับท่าน) รวมความว่า

ท่านท่องเที่ยวไปจนทั่ววัดอย่างนี้ แล้วก็เกิดเบื่อหน่ายจึงถือบาตรและ

จีวรไปยังเมืองพาราณสี เกิดความสังเวชจึงไปในวิหารหลังนั้น ๆ

แล้วได้กล่าวอย่างนี้.

บทว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา ความว่า สังขารที่เป็นไปใน

ภูมิ ๓ ทั้งหมดไม่เที่ยง.

บทว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ความว่า ธรรมทั้งหลายที่เป็นไป

ในภูมิ ๔ ทั้งหมด เป็นอนัตตา.

ภิกษุเหล่านั้น ทั้งหมด เมื่อจะโอวาทพระเถระ จึงบอกลักษณะ ๒

คือ อนิจจลักษณะ อนัตตลักษณะ แต่ไม่บอกถึงทุกขลักษณะ ด้วย

ประการดังพรรณนามาฉะนี้.

ถามว่า เพราะเหตุไร ?
ตอบว่า ได้ยินว่า ภิกษุเหล่านั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ถ้าว่า

เมื่อเราทั้งหลายบัญญัติ ทุกขลักษณะ ภิกษุนี้ (ฉันนะภิกษุ) จะพึง

ถือฟั่นเฝือไปว่า รูปเป็นทุกข์ ฯลฯ วิญญาณเป็นทุกข์ มรรค

(ปาฐะว่า ปตฺโต ฉบับพม่าเป็น มคฺโค แปลตามฉบับพม่า ) เป็นทุกข์

ผลเป็นทุกข์ ดังนั้นท่านทั้งหลายชื่อว่าเป็นภิกษุผู้ตกทุกข์ด้วย เรา

ทั้งหลายจักบอกไม่ให้เป็นโทษแก่เธอ โดยประการที่เธอไม่สามารถ

จะยึดถือ ฟั่นเฝือได้ ภิกษุเหล่านั้น จึงได้บอกสองลักษณะเท่านั้น.

บทว่า ปริตฺตสฺสนาอุปาทานํ อุปฺปชฺชติ ความว่า ความสะดุ้ง

และอุปาทานเกิดขึ้น.

บทว่า ปจฺจุทาวตฺตติ มานสํ อถ โก จรหิ เม อตฺตา ความว่า

ใจของผม หมุนกลับอย่างนี้ว่า ถ้าว่า ในขันธ์ ๕ มีรูปเป็นต้น ไม่มีแม้

ขันธ์เดียวที่เป็นอัตตาไซร้ ก็แล้วอะไรเล่า เป็นอัตตาของเรา.

ได้ยินว่า. พระเถระนี้เริ่มเจริญวิปัสสนาโดยไม่กำหนดปัจจัยเลย.

วิปัสสนาที่หย่อนกำลังของท่านนั้นจึงไม่สามารถกำจัดการยึดถือ

อัตตาได้ ครั้นเมื่อสังขารทั้งหลายปรากฏโดยความเป็นของว่างเปล่า

จึงกลับเป็นปัจจัย (ให้เกิด) อุจเฉททิฏฐิและความสะดุ้งว่า เราจักขาดสูญ

เราจักพินาศ.

และท่านก็เห็นอัตตาเหมือนตกลงไปในเหว จึงกล่าวว่า ความ

สะดุ้งและอุปาทานเกิดขึ้น ใจของผมจึงหมุนกลับอย่างนี้ว่า ก็แล้ว

อะไรเล่าเป็นอัตตาของเรา ?

บทว่า น โข ปเนตํ ธมฺมํ ปสฺสโต โหติ ความว่า ความคิด

อย่างนี้ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้เห็นธรรมคือ สัจจะ ๔.

บทว่า ตาวติกา วิสฺสฏฺฐิ แปลว่า ความคุ้นเคยเช่นนั้น.
บทว่า สมฺมุขา เมตํ ความว่า พระเถระฟังคำของ

พระฉันนะนั้นแล้วจึงคิดว่า ธรรมเทศนาเช่นไรหนอแลจึงเหมาะแก่

ภิกษุนี้ เลือกเฟ้นพระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎก ก็ได้เห็นกัจจายนสูตร

ว่า พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอนแรกเป็นการคลายทิฏฐิ

ตอนกลางเป็นการแสดงกำลังของพระพุทธเจ้า (ทสพลญาณ)

(ตอนท้าย) เป็นการประกาศปัจจยาการที่ละเอียดสุขุม เราจักแสดง

สูตรนี้แก่เธอ.

พระอานนทเถระ เมื่อจะแสดงสูตรนั้น จึงกล่าวคำว่า สมฺมุขา

เมตํ เป็นต้น.

จบ อรรถกถาฉันนสูตรที่ ๘

ดูเพิ่ม[แก้ไข]