อรรถกถา ชิณณสูตร

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อรรถกถาชิณณสูตรที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในชิณณสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ชิณฺโณ ได้แก่ พระเถระแก่. บทว่า ครุกานิ ความว่า

ผ้าป่านเป็นผ้าหลายชั้น เป็นของหนักด้วยเย็บด้วยด้ายและด้วยผ้าดามในที่

ที่ชำรุด ๆ จำเดิมแต่เวลาที่ท่านได้ผ้านั้น จากสำนักของพระศาสดา. บทว่า

นิพฺพสนานิ ความว่า ได้ชื่อว่าอย่างนี้ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

นุ่งมาก่อนแล้วเลิกไป. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเธอชราและทรงผ้า

บังสุกุลหนัก. บทว่า คหปตานิ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอจง

เลิกทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ทรงจีวรอันคฤหบดีถวายเถิด. บทว่า

นิมนฺตนานิ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอจงเลิกองค์ผู้เที่ยวบิณฑบาต

เป็นบัตร บริโภคภัตรที่เขานิมนต์มีสลากภัตรเป็นต้น. บทว่า มม สนฺติเก

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอจงเลิกองค์ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร อยู่ในเสนาสนะ

ใกล้บ้านเถิด. ถามว่า ก็พระราชา ทรงตั้งเสนาบดีในตำแหน่งเสนาบดี

เมื่อเสนานดีนั้นให้พระราชาทรงยินดีด้วยหน้าที่ของตน มีความจงรักภักดี

ต่อพระราชาเป็นต้น ทรงเอาตำแหน่งนั้นไปพระราชทานแก่คนอื่น ชื่อว่า

ทรงกระทำไม่สมควรฉันใด พระศาสดาก็ฉันนั้น เสด็จไปสิ้นทาง ๓ คาวุต

เพื่อไปต้อนรับพระมหากัสสปเถระ ประทับที่โคนต้นพหุปุตตะ ระหว่าง

กรุงราชคฤห์กับนาลันทา ทรงให้โอวาท ๓ ข้อ ทรงเปลี่ยนจีวรของพระ-

องค์กับพระมหากัสสปเถระนั้น ได้ทรงทำพระเถระให้อยู่ในป่าตามธรรม-

ชาติเป็นวัตร และให้ทรงผ้าบังสุกุลตามธรรมชาติเป็นวัตร. เมื่อท่านยัง

พระทัยของพระศาสดาให้ทรงยินดีอยู่ด้วยกัตตุกัมยตาฉันทะ พระศาสดา

พระองค์นั้น ทรงให้เลิกธุดงค์มีองค์ผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรเป็นต้น ทรง

ชักซวนในการรับคหบดีจีวรเป็นต้น ชื่อว่าทรงกระทำไม่สมควรมิใช่หรือ.

ตอบว่า ทรงไม่กระทำ. ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะ

เป็นอัธยาศัยของตน. แท้จริง พระศาสดาจะทรงให้พระเถระเลิกธุดงค์ก็

หามิได้. เปรียบเหมือนกลองยังไม่ได้ตีเป็นต้น ย่อมไม่ดังฉันใด ทรง

ประสงค์จะให้พระเถระบันลือสีหนาทด้วยทรงดำริว่า คนเห็นปานนี้ยังไม่

ถูกกระทบ ย่อมไม่บันลือสีหนาทฉันนั้น จึงตรัสอย่างนี้ โดยอัธยาศัย

แห่งสีหนาท. แม้พระเถระบันลือสีหนาทโดยนัยเเป็นต้นว่า ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นผู้อยู่ป่าตลอดกาลนาน ดังนี้ โดยสมควรแด่พระ

อัธยาศัยของพระศาสดาเท่านั้น.

บทว่า ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารํ ความว่า ชื่อว่าทิฏฐธรรมสุขวิหารธรรม

ย่อมได้แก่ภิกษุผู้อยู่ป่าเท่านั้น หาได้แก่ภิกษุผู้อยู่ในละแวกบ้านไม่. เพราะ

ภิกษุผู้อยู่ในละแวกบ้าน ได้ยินเสียงเด็ก เห็นรูปไม่เป็นที่สบาย ได้ยิน

เสียงไม่เป็นที่สบาย. ด้วยเหตุนั้น ภิกษุนั้นจึงเกิดความไม่ยินดี. ส่วน

ภิกษุผู้อยู่ป่า เมื่ออยู่เลยไปคาวุตหนึ่ง หรือกึ่งโยชน์ หยั่งลงสู่ป่า ได้ยิน

เสียงเสือดาว เสือโคร่ง และราชสีห์เป็นต้น ความยินดีในเสียงมิใช่เสียง

มนุษย์ ย่อมเกิดขึ้นเพราะฟังเสียงเป็นปัจจัย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมาย

เอาความยินดีในเสียง ตรัสว่า

ความยินดีอันมิใช่ของหมู่มนุษย์ ย่อมมีแก่ภิกษุ
ผู้เข้าไปสู่สุญญาคาร มีจิตสงบ ผู้เห็นธรรมแจ่ม
แจ้งโดยชอบ เธอพิจารณาเห็นความเกิดขึ้น
และความเสื่อมแห่งขันธ์ทั้งหลายแต่อารมณ์ใด ๆ
เมื่อเธอรู้แจ้งอารมณ์อันเป็นอมตะ ย่อมได้ปีติ
ปราโมทย์ ถ้าผู้อื่นอีกไม่มีข้างหน้า หรือข้างหลัง
ความผาสุก ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ยินดีอยู่ในป่ารูปหนึ่ง
ในที่นั้นแล.
สำหรับภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเท่านั้น ก็ย่อมได้อย่างนั้นเหมือนกัน

สำหรับภิกษุผู้ไม่เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรได้ไม่. ด้วยว่า ภิกษุผู้ไม่เที่ยว

บิณฑบาตเป็นผู้เที่ยวไปในกาลมิใช่เวลารีบไปรีบกลับไปอย่างผู้มีความห่วง

ใยมีความสงสัยมากในความห่วงใยนั้น. ก็ภิกษุผู้บิณฑบาตเป็นวัตรไม่เที่ยว

ไปในกาลมิใช่เวลา ไม่รีบไป ไม่รีบกลับไปอย่างผู้ไม่มีความห่วงไม่มีความ

สงสัยมากในความห่วงใยนั้น. ถามว่า อย่างไร. ตอบว่า ภิกษุผู้ไม่บิณฑบาต

เป็นวัตร อยู่ในวิหารไกลจากบ้านคิดว่า เราจะได้ข้าวยาคูหรือภัตรเพื่อ

ภิกษุผู้อยู่ปริวาส ก็หรือว่าภัตรอะไรในบรรดาอุทเทสภัตรเป็นต้นในโรงฉัน

จักถึงแก่เรา ดังนี้ ต่อกาลเท่านั้น เมื่อตัดใยแมงมุม ให้โคที่นอนลุก

ขึ้นแล้ว ไปอยู่แต่เช้า ชื่อว่า เที่ยวไปในเวลามิใช่กาล. ครั้นมนุษย์

ออกไปจากเรือน เพื่อทำการงานในนาเป็นต้น เธอก็ไปโดยเร็ว เหมือน

ติดตามเนื้อเพื่อให้ทันกัน ชื่อว่า รีบไป. ในระหว่างทาง ครั้นพบเห็น

ใคร ๆ เข้า ก็ถามว่า อุบาสกคนโน้น หรืออุบาสิกาคนโน้นอยู่ที่บ้าน

หรือไม่ หรือว่า ไม่อยู่ที่บ้าน ครั้นทราบว่า อุบาสก หรืออุบาสิกา

ไม่อยู่ที่บ้าน ก็วิ่งพล่าน เหมือนกับถูกไฟไหม้ ด้วยคิดว่า บัดนี้ เรา

จะได้ภัตแต่เรือนไหน. เธอเอง เป็นผู้ใคร่เพื่อจะไปสู่ทิศปัจฉิม กลับ

ได้สลากในทิศปาจีน จึงเข้าไปหาภิกษุอื่น ผู้ได้สลากในทิศปัจฉิม แล้ว

กล่าวชวนแลกเปลี่ยนสลากกันว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้า จักไปยังทิศ

ปัจฉิม ขอท่านจงรับสลากของข้าพเจ้าไว้ โดยให้สลากของท่านแก่

ข้าพเจ้า. ก็หรือว่า เมื่อเธอนำสลากภัตที่หนึ่งมาปริโภคอยู่ ครั้นพวก

มนุษย์ กล่าวว่า ขอท่านจงให้บาตร เพื่อสลากภัตแม้อื่นอีก จึงให้

ภิกษุอื่นมอบบาตรให้ ด้วยคำว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอจงให้บาตรของ

ท่าน ข้าพเจ้าจักใส่ภัตของข้าพเจ้าในบาตรแล้วคืนบาตรให้แก่ท่าน

ดังนี้ ครั้นให้บาตรแก่ภิกษุอื่นแล้ว เมื่อภัตอันบุคคลนำมาแล้ว จึงใส่

ในบาตรของตน เมื่อมอบบาตรคืน ชื่อว่า เปลี่ยนบาตรกัน. พระราชา

มหาอำมาตย์ของพระราชาเป็นต้น ถวายมหาทานแก่พระภิกษุในวิหาร.

และพระมหาทานนี้ ภิกษุได้สลากเป็นอันมากในบ้านไกลยิ่ง. เมื่อภิกษุ

ไม่ไปที่วิหารนั้น ก็จะไม่ได้สลากอีกตลอด ๗ วัน ฉะนั้น จึงไปเพราะ

เกรงจะไม่ได้สลาก. เมื่อเธอไปอย่างนี้ จึงชื่อว่า เป็นผู้มีความห่วงใย

จึงไป. ก็เธอไป เพื่อประโยชน์แก่สลากภัตเป็นต้น ของผู้ใด แต่กลับ

มีความสงสัยเป็นอันมากในผู้นั้น อย่างนี้ว่า คนทั้งหลาย จะถวายสลาก

ภัตนั้น แก่เราหรือหนอแล หรือว่า จะไม่ถวาย. จะถวายภัตที่ประณีต

หรือหนอแล หรือว่า จะถวายภัตที่เลว. จะถวายภัตเล็กน้อยหรือหนอแล

หรือว่าจะถวายมาก. จะถวายภัตเย็นชืดหรือหนอแล หรือว่าจะถวายภัต

ที่ยังร้อนอยู่. ดังนี้.

ส่วนภิกษุผู้บิณฑบาตเป็นวัตร ลุกขึ้นตามเวลา ทำวัตรปฏิบัติชำระ

สรีระเข้าไปที่อยู่ ทำในใจถึงกัมมัฏฐาน กำหนดเวลา ย่อมไปในเวลาที่

มหาชนถวายภิกษากระบวยหนึ่งเป็นต้นเพียงพอ ดังนั้น จึงไม่ชื่อว่าก็เที่ยว

ไปในเวลามิใช่กาล. เธอแบ่งย่างเท้าแต่ละย่างเท้าแยกเป็น ๖ ส่วนเดิน

พิจารณาไป ดังนั้น จึงไม่ชื่อว่ารีบไป. ไม่ถามว่า คนชื่อโน้นอยู่ในเรือนหรือ

ไม่อยู่ในเรือน เพราะความให้แน่นอนของตน. ย่อมไม่ได้รับสลากภัตเป็น

ต้น. เมื่อไม่ได้รู้จักสับเปลี่ยนอะไร. ไม่มีความห่วงใยในอำนาจของผู้อื่น.

เมื่อทำในใจถึงกัมมัฏฐาน ย่อมไม่ได้ตามชอบใจ ความสงสัยมาก

ไม่มี เหมือนภิกษุนอกนี้. ไม่ติดใจในบ้านหรือในถนนหนึ่ง เที่ยวไป

ในที่อื่นได้. เมื่อไม่ติดใจในบ้านเป็นต้น เที่ยวไปในที่อื่นสำรวมฉัน

เหมือนน้ำอมฤตแล้วไป. สำหรับภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตรเท่านั้นได้ ผู้ไม่

ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรหาได้ไม่ ด้วยว่า ภิกษุผู้ไม่ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร

เที่ยวแสวงหาผ้าจำนำพรรษา ไม่แสวงหาเสนาสนะสัปปายะ. ส่วนภิกษุผู้

ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ไม่เที่ยวแสวงหาผ้าจำนำพรรษา. แสวงหาแต่

เสนาสนะสัปปายะเท่านั้น. ภิกษุผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตรย่อมได้ นอกนี้หา

ได้ไม่. ด้วยว่า ภิกษุผู้ไม่ทรงไตรจีวรเป็นวัตร มีสิ่งของมาก มีบริขารมาก

เพราะเหตุนั้น เธอจึงไม่มีผาสุวิหารธรรม. ผาสุวิหารธรรมย่อมได้แก่พวก

ภิกษุผู้มักน้อยเป็นต้นเท่านั้น พวกนอกนี้หาได้ไม่. เพราะเหตุนั้น ท่าน

จึงกล่าวว่า พิจารณาเห็นอยู่ซึ่งความเป็นสุขในทิฏฐธรรมของตน ดังนี้.

จบอรรถกถาชิณณสูตรที่ ๕

ดูเพิ่ม[แก้ไข]